"เราต่างรับรู้ว่าเหยื่อนั้นโชคร้าย แต่เราไม่ได้สนใจเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขาว่าเป็นอย่างไร ในเมื่อเรายังมีเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างกันไปแล้ว พวกเขา ผู้ประสบเหตุก็ย่อมต้องมีเช่นกัน"
จบมาพักนึงแล้ว อ่านเล่มอื่นก็แล้ว ตัวหนังสือของคุณยังวนเวียนอยู่รอบตัว บางทีการจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกของตัวละคร ประเภท "ใช่หรือไม่, ถามดีหรือเปล่า, ถ้าพูดแล้วเขาจะรู้สึกอย่างไร" มันจะทำให้คนอ่านรู้สึกวกวนเวียนว่ายอยู่แต่กับความลังเลและไม่กล้าของตัวละคร แต่โดยรวมผมชอบมาก ผู้เขียนสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เราเข้าใจตัวละคร มันไม่ใช่เรื่องแค่ว่า "สงสัยก็ถามสิ จะได้จบ" มันคือเรื่องจริงของความสัมพันธ์ คนเรามักกังวลอยู่มากบ้างน้อยบ้างเมื่อจะถามคำถามที่เราคิดว่าอาจกระทบกับความรู้สึกของคนฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ที่ทั้งแน่นแฟ้นและเปราะบาง พ่อกับลูกสาวและชายหนุ่มแปลกหน้า, หนุ่ม lgbtq ในสังคมปิด, พี่ชายกับน้องชายและเงิน, เด็กหนุ่มกับรักข้างเดียว, เด็กสาวและแม่รักสนุก เป็นต้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมญี่ปุ่น ผู้ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยจะตอบตรงๆ อ้อมน้ำอ้อมโลกแถมต้องอาศัยประสบการณ์ตีความคำตอบรับต่างๆ ของพวกเขา จึงไม่แปลกที่เรื่องมันจะอบอวลไปด้วยความรู้สึก "อยากรู้แต่ไม่อยากถาม" กลัวรับมันไม่ไหว ของทุกตัวละครแบบเต็มพิกัด
อย่างที่ผมบอก ผมชอบความเรื่อยเปื่อยที่คุณเขาละเลียดปล่อยออกมา เบื้องหลังของเหยื่อ ของฆาตรกร ของตัวละครเสริม (ที่น้องที่ออฟฟิศบอกไม่ต้องเล่าก็ได้นะ 55) ทุกคนล้วนมีอดีต คนเขียนก็มี ตัวละครก็มี คนอ่านก็มี พวกเราล้วนก่อร่างมาจากอดีตเพื่อที่จะเป็นตัวเราปัจจุบัน ถึงแม้ชีวิตคนเราจะสามารถเริ่มใหม่ได้ในทุกวัน แต่อดีตจะส่งผลต่อปัจจุบันไม่มากก็น้อย
อนึ่ง พล่ามมาเยอะๆ แค่จะบอกคำเดียวว่า คุณชูอิจิเขาเขียนดีจัง รักนะครับ และจะรักมากกว่านี้ ถ้าไทยเวอร์ชั่นจะหนาไม่ว่า แต่กรุณาใช้กระดาษที่เบากว่านี้หน่อย
ปล. ฉบับหนังสือกับภาพยนตร์ต่างกัน ผมดูหนังมาก่อน บางซีนก็ยอมรับว่าทำได้ดีกว่าหนังสือ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ห้ามพลาดหนังสือนะครับ