Ernesto Laclau (1935–2014) was one of the major theoretical voices on the Left. His concept of antagonism is the cornerstone of his theory of hegemony and the organising concept in his political ontology. Oliver Marchart presents the main features of this ontology and tracks the development of antagonism from German Idealism via Marx to today’s post-Marxism. In doing so, he demonstrates Laclau’s significant contribution to the current ‘ontological turn’ in political thought. By carving out the philosophical implications of antagonism, Marchart proposes a new theory of ‘thinking’ as a collective, political and conflictual practice.
แต่อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า "ความขัดแย้ง"? ความสัมพันธ์แบบไหนคือความสัมพันธ์ที่เราสามารถเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้ง? หรือถ้าหากกล่าวในภาษาแบบปรัชญาก็คืออะไรคือเงื่อนไขทางภววิทยาของความขัดแย้ง? (what is the ontological condition of the conflict?) ถึงตรงนี้ ลาคราวก็ได้ชี้ให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นการเมือง" หรือ the political ในฐานะเงื่อนไขทางภววิทยาที่ทำให้การเมือง (politics) เป็นไปได้ตั้งแต่ต้น ถ้าหัวใจของการเมืองคือความขัดแย้ง ความเป็นการเมืองก็คือภววิทยาของความขัดแย้ง โดยลาคราวจะมองว่า ความเป็นการเมือง--หรือภววิทยาของความขัดแย้ง--นั้น ก็คือการปรากฏตัวของความเป็นปรปักษ์หรือ antagonistic ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องของการยืนยันถึงการดำรงอยู่ของตัวตนหรือ object บางอย่างที่ทำให้เรา/กลุ่มของเรา รู้สึกถึงภยันตราย แต่คือการปรากฏของนิเสธ (negation) ในตัวเราที่ส่งผลทำลายอัตลักษณ์ทางการเมืองที่เราสร้างขึ้นมา เพราะสำหรับลาคราวแล้วการสร้างตัวตน subject ตลอดไปจนถึงอัตลักษณ์ต่างๆนั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากคุณสมบัติภายในของตัวตน/subject/อัตลักษณ์เหล่านั้น แต่เริ่มมาจากการกำหนดว่าอะไรคือนิเสธของตัวตน/sub่ject/อัตลักษณ์เหล่านั้น แล้วใช้การปฏิเสธต่อตัวนิเสธดังกล่าวมาเป็นฐานในการสร้างตัวตน/subject/อัตลักษณ์ การดำรงอยู่ของความเป็นชายไม่ได้วางอยู่บนคุณสมบัติภายในบางอย่างของความเป็นชายที่แท้จริง แต่มาจากการกดทับทำให้ ความเป็นอื่นต่อความเป็นชาย (เช่น "ความเป็นหญิง") หายไป จนหลงเหลือแต่สิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นชาย" การปรากฏตัวของความเป็นหญิงในตัวความเป็นชายจึงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะการปรากฏตัวดังกล่าวคือการปรากฏตัวของนิเสธที่ทำให้ "ความเป็นชาย" ที่ก่อร่างสร้างมานั้นถูกทำลาย ความเป็นหญิงจึงเป็นปรปักษ์ของความเป็นชาย ความเป็นหญิงสามารถดำรงอยู่ได้ แต่ไม่อาจปรากฏตัวอยู่ภายในความเป็นชายได้เพราะนั่นจะทำลายความเป็นชายโดยทันที ไม่ใช่เพราะความเป็นหญิงในตัวมันเองมีลักษณะพิเศษบางอย่าง แต่เพราะความเป็นหญิงคือนิเสธต่อความเป็นชายตั้งแต่ต้น
ในแง่นี้ ปรปักษ์จึงไม่ใช่อะไรเลยนอกจากจังหวะหรือช่วงเวลา (moment) ที่นิเสธภายในตัวตน/subject/อัตลักษณ์ปรากฏขึ้นจนส่งผลที่อาจทำลายตัวตน/subject/อัตลักษณ์เหล่านั้น ความเป็นการเมืองหรือภววิทยาของความขัดแย้งโดยสารัตถะแล้วจึงเป็นเรื่อง transference ที่นิเสธต่อตัวตน/subject/อัตลักษณ์ต่างๆได้เคลื่อนไปประทับลงบนวัตถุที่เป็นคู่ขัดแย้งกับตัวตน/subject/อัตลักษณ์เหล่านั้น A ขัดแย้งกับ B ไม่ใช่เพราะคุณลักษณะเฉพาะที่เป็นจริงบางอย่างของ B แต่เพราะ B ได้รับการ transfer ความเป็น -A อันเป็นนิเสธที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของ A ต่างหาก ดังนั้นความขัดแย้งระหว่าง A กับ B จึงไม่ใช่อะไรเลยนอกจากความขัดแย้งระหว่าง A กับ -A ที่ไปประทับอยู่ในตัว B
ถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็คือแม้นิเสธต่างๆอาจถูกพิจารณาว่าเป็นภัยต่อตัวตน/subject/อัตลักษณ์ แต่ลาคราวก็ได้เน้นย้ำว่านิเสธดังกล่าวจะต้องไม่ถูกทำลายไปจนสิ้นซากเพราะต้องไม่ลืมว่าการดำรงอยู่ของนิเสธคือการดำรงอยู่ที่ยืนยันถึงความเป็นไปได้ของการเมืองและการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ การปรากฏตัวของนิเสธจึงเป็นการปรากฏตัวของเงื่อนไขที่ทั้งสร้างและทำลายอัตลักษณ์ทางการเมือง (institution/destitution) เพราะมีนิเสธต่ออัตลักษณ์ทางการเมือง อัตลักษณ์ทางการเมืองนั้นจึงได้รับการยืนยันถึงการมีอยู่ของตัวมัน หากแต่ในขณะเดียวกัน เนื่องจากการยืนยันดังกล่าวเป็นการยืนยันผ่านภัยที่กำลังจะทำลายอัตลักษณ์นั้น การยืนยันดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันถึงความไม่สมบูรณ์/ล้มเหลวของอัตลักษณ์ทางการเมืองนั้นๆตามไปด้วย (the failed identity/ the failed subject) การปรากฏของนิเสธ ซึ่งก็คือการปรากฏของปรปักษ์หรือความเป็นการเมืองสำหรับลาคราวจึงเป็น การปรากฏของ สิ่งที่นักปรัชญาอย่างเดอริดาเรียกว่า the undecidability นั่นก็คือภาวะที่กำหนดไม่ได้ อันหมายถึงการยืนยันว่าไม่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองไหนจะดำรงอยู่ไปได้อย่างยั่งยืน หากแต่ก็ยืนยันถึงความเป็นไปได้ของการก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ๆขึ้นมาได้เสมอเช่นกัน
เป็นการยืนยันที่จะส่งผลต่อการทำความเข้าใจรากฐานของสังคมการเมืองต่อมาว่าแท้จริงแล้วสังคมการเมืองไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานใดๆเลยนอกจาก the negative ontology หรือ ภาวะปฏิเสธ/นิเสธต่อรากฐานของสังคมการเมืองนั้นๆเอง