Ning2,489 reviews201 followersFollowFollowApril 15, 2020นายเอกเป็นปราชญ์แล้ว เริ่มก็บัลลังก์แล้ว ค่อนข้างก้ำกึ่งกับเรื่องนี้นะคะแต่คาดว่า น่าจะเป็นปัญหาที่ตัวเองมากกว่าข้อมูลเยอะ แต่งบรรยายเยอะ ใส่เรื่องราวประจำวันเยอะถามว่าสนุกมั้ย สนุกสิ แต่ .. รีบ!! อยากให้เรื่องดำเนินไปซะทีอยากให้จบเร็ว ๆ เหลืออีกตั้งหลายกองให้อ่าน .. แต่!!ก็ไม่ได้อ่านข้ามอะไร เพราะเอาจริง ๆ คือมันสนุกไง ฮาาาาเล่มนี้ นายเอก กับพระเอก ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเท่าไหร่นักเจอกันทีไรก็กระโจนเข้าหากันตลอด ๆ โชคดีที่เจอกันน้อย ..ไม่งั้นอ่านเยอะไป เลือดคงหมดตัวเท่าที่อ่านมา 2 เล่มแล้ว ก็ยังคงลงความเห็นว่า ถ้าไม่ใช่สายวาย ก็ยังอ่านสนุกเพราะเน้นที่ตัวเอกน้อยมาก เน้นเรื่อง แก้ปัญหา กู้บ้านเมืองอะไรแบบนี้มากกว่าค่ะให้ 4.5 ดาว หักความหนักของหนังสือ
Patrawan Dear1,467 reviews149 followersFollowFollowReadJuly 25, 2019#ปราชญ์กู้บัลลังก์ (เล่ม 2/3)ไม่น่าเชื่อว่าผู้เขียนจะสามารถเปลี่ยนเรื่องราวจากสวนเกษตรสองเราในเล่มแรกมาเป็นการศึกการสงครามแบบขยายสเกลออกไปไกลในเล่มสอง เราจะได้เห็นการเติบโตของนายเอก และตัวละครหลักอื่น ๆ ได้เห็นสถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป การรบ ความรัก ความขัดแย้ง ความยากลำบาก รวมไปถึงการต่อสู้ ทั้งกับศัตรูและภัยธรรมชาติ นับเป็นการเล่าเรื่องที่ครบรสและสนุกสนาน ชนิดที่ลืมความหนาและความหนักของหนังสือไปเลยค่ะ :)read-2019
Nichada95 reviewsFollowFollowJuly 31, 2018หนาาาาา อะไรจะหนาขนาดนี้ >__<.บุคลิกของตัวเอกเติบโตขึ้น โหยวเหมี่ยวก็เข้าใกล้ความเป็นปราชญ์ คือโดนปูทางมา ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งอุปสรรค ทั้งครูดี ทั้งโชคชะตา คือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นใจพอจะขัดเกลาให้ลักษณะนิสัยนางเติบโตไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองจริงๆ.ชอบบุคลิกโหยวเหมี่ยวจริงๆ แล้วก็คิดจริงๆ ว่าก็ต้องคนแบบนี้แหละ ฉลาด รู้ช่องรู้ทาง รู้ว่าตอนไหนควรอยู่ตรงไหน แข็งไปก็ตายเปล่า อ่อนไปก็ไม่มีทางสู้ นางอยู่ในมุมที่ถึงจะตกอับก็ไม่ถึงฆาตน่ะ.นี่คิดว่าคงเพราะทำงานแล้ว และพอจะเข้าใจระบบราชการที่แม้จะไม่ฮ่องเต้ไต้เท้าอะไรขนาดนั้นแต่มันก็พอเชื่อมโยงบรรยากาศกันได้ก็เลยอ่านช่วงทำงานของพวกนางแบบมันมากจริงๆ บทหวานๆ ถ้ามีมาก็กำไร ไม่มีก็ไม่หงุดหงิดอะไร 555
nananatte443 reviews140 followersFollowFollowJanuary 7, 2026'โหย่วเหมียว' คุณชายน้อยเจ้าสำราญ พ่อเป็นเศรษฐีชา ส่งลูกชายไม่เอาไหนเข้าเมืองหลวงหวังให้มาร่ำเรียนวิชา ผูกมิตรกับลูกหลานขุนนาง ที่ไหนได้ โหย่วเหมียวมีแต่เที่ยวเล่นกินดื่ม ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย นี่ถึงกับไปซื้อทาสชาวเฉวี่ยนหรงมาเลี้ยงสนุก! บ้าบอเกินไปแล้ว ท่านพ่อจึงไล่เขาออกจากบ้านและไม่ให้เป็นทายาทตระกูล คุณชายน้อยที่ (เคย) ร่ำรวย ตอนนี้ก็เหลือแต่ที่ดินรกร้างไกลปืนเที่ยง มรดกจากฝั่งมารดาที่เสียชีวิต เงินสดแทบไม่มี กับทาสเฉวี่ยนหรง 1 คน(ที่ซื้อมาอย่างแพง)เล่ม 1 ดูเหมือนนิยายวาย feel good slow life เพราะเน้นเศรษฐกิจพอเพียง ไร่นาสวนผสมสุดๆ ชีวิตคุณชายที่ขุดดินไม่เป็น ต้องมาหักร้างถางพง ประดิษฐ์กังหันวิดน้ำเพื่อผันน้ำเข้าที่ดินตัวเอง จ้างคนงาน และเปลี่ยนที่ดินแห้งผาก เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ให้ได้อ่านจบเล่มนี้ไป ก็จะยังไม่เข้าใจหรอกว่า 'ปราชญ์' บนชื่อเรื่องหมายถึงใคร แถมยังไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการ 'กู้บัลลังค์' ตรงไหนเลย แต่ทาสเฉวี่ยนหรง 'หลี่จื้อเฟิง' นั้นนิสัยน่ารักมาก ตอนนี้ก็ได้กลายมาเป็นคุณพ่อบ้าน ช่วยโหย่วเหมียวบริหารที่ดินแถบนี้ได้ โดยโหย่วเหมียวไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ--เล่ม 2 นี่เป็นหนังคนละม้วน และจังหวะการเล่าเรื่องก็จะเร็วและดุดันเช่นนี้ไปจนจบเรื่อง เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ช่วงกลียุค เกิดสงครามระหว่างหลายแคว้นนับครั้งไม่ถ้วน การแย่งชิงราชบัลลังค์ในแต่ละเผ่าจึงดุเดือดถึงขีดสุดเราตื่นเต้นที่ได้เห็นคุณชายไม่เอาไหนเกิดตั้งใจเข้าเมืองมาสอบขุนนางจริงจัง ได้เห็นเด็กที่โดดเรียนเป็นประจำ ไม่น่าเชื่อว่าถึงกับไปคำนับ 'ซุนอวี่' เป็นอาจารย์ และเข้าวังมาทำงานรับใช้ราชสำนักได้จริงๆ!แต่ตอนโหย่วเหมียวถูกเฮอมั่วถี่เอ๋อจับทางเหนือ แล้วต้องหนีตายออกมาพร้อมเพื่อนขุนนางที่ถูกจับนั่นน่ากลัวมากๆ ไรท์เล่าละเอียดมากในเชิงภูมิศาสตร์ ก็เลยรู้สึกกลัวตาม กดดันและบีบคั้นสุดๆ อ่านถึงครึ่งเล่ม 2 ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าไรท์เป็นผู้ชายชัวร์ (ไม่เคยอ่านนิยายวายที่ผู้ชายเขียนมาก่อนค่ะ) เรื่องในสนามรบละเอียดทุกอณูมากกกกตอนอ่านเล่มนี้ก็จะสงสัยมากว่า... นักเขียนต้องจบรัฐศาสตร์มารึเปล่า ถ้าจะเขียนเรื่องการศึกและวิธีบริหารบ้านเมืองละเอียดขนาดนี้ เล่ม 2 กับ 3 ที่กลศึกกับการชิงไหวชิงพริบทั้งในท้องพระโรงและในสนามรบนั่น ละเอียดยิบๆๆ ชนิดสงสัยว่า 'ไรท์เคยไปรบเหรอคะ?'(สปอยด์)แม้เรื่องจะแน่น กดดันจนหายใจไม่ออก แต่ก็มีมิตรภาพของคนทั้งสี่เกิดขึ้น คือ เนี่ยตัน หลี่จื่อเฟิง จ้าวเฉา และโหย่วเหมียว นั่นคือส่วนที่ทำให้เรายิ้มได้มากที่สุดของเล่มและไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นักอ่านเริ่มจะเห็นแล้วว่า 'ปราชญ์' ตรงชื่อเรื่องก็คือโหย่วเหมียวนี่เอง! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าคุณชายน้อยสำมะเลเทเมา ดีแต่เที่ยวเล่นสุรานารีกับลูกหลานขุนนางคนนั้น ถึงกับความสามารถซุกซ่อนอยู่มากถึงเพียงนี้!--เล่ม 3 ก็ยังคงเนื้อหากดดัน เดินเรื่องไว แต่รายละเอียดเยอะสุดๆ แต่ที่เราคาดไม่ถึงก็คือ... ตกลงตัวร้ายของเรื่องคือแกเองเรอะ! แต่สงคราม... มันก็ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรอยู่แล้วอ่านไปก็ดีใจที่เห็นโหย่วเหมี่ยวมีความสุขกับคนรัก แล้วถึงที่สุด ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องชื่อเรื่อง 'ปราชญ์กู้บัลลังค์' ก็โหย่วเหมียวต้องสร้างบ้างสร้างเมืองหลายรอบเลยนี่นา😅 เห็นแล้วก็อ่อนใจแทนฮีจริงๆเราชอบหลี่จื่อเฟิง โหมดพ่อบ้านมากกว่า ดังนั้น ความสัมพันธ์ช่วงหลังของทั้งคู่เราเลยเฉยๆ แต่เห็นคนเค้ารักกัน เราก็ยินดีที่ชอบก็คงเป็นนิสัยส่วนตัวโหย่วเหมียวเอง อ่านแล้วนึกถึง 'เว่ยอิง' จากปรมาจารย์ลัทธิมาร ไม่ค่อยเจอตัวละครที่มีสีสันแพรวพราว มีเสน่ห์ กลิ้งกลอก แต่ก็ยั่วยวนหนุ่มๆ แบบไม่ตั้งใจได้แบบนี้ (สงสารหลี่เหยียนเหอะ)ช่วงหลังที่สถานการณ์บ้านเมืองสาหัสจนโหย่วเหมียวเครียดจนไม่ได้นอนหลายวันติดกันน็อคนั้น อ่านแล้วเหนื่อยแทนจริงๆ เป็นนายเอกเรื่องนี้เหนื่อยมากๆ ค่ะ ความ slow life มีแค่เล่ม 1 เท่านั้นแหล่ะ ที่เหลือคือการสู้รบล้วนๆไรท์เก่งมาก เขียนเรื่องแบบนี้มาได้ยังไงกันค๊าาาาchinese-fiction fiction
Kamons1,310 reviews69 followersFollowFollowApril 10, 2020เป็นเล่ม 2 ที่สนุกกว่าเล่มแรกมากๆ และเปลี่ยนธีมจากแนวเกษตรกรรม harvest moon มาเป็นการต่อสู้ช่วงชิงไหวพริบอำนาจทางการเมือง และการเอาชีวิตรอดจากศัตรู ที่พลาดก็ตาย และก็เกือบจะตายแล้ว โหยวเหมี่ยวจากคนเสเพลกลายเป็นคนฉลาด เราลุ้นมากๆ เวลาเจอปัญหาว่าตัวโหยวเหมี่ยวจะทำยังไงและชอบมากตอนโหยวเหมี่ยวสามารถหาทางแก้ปัญหาได้ ชอบตัวเอกฉลาดๆ