Mook Woramon907 reviews201 followersFollowFollowFebruary 15, 2019รวมบทบรรณาธิการของ บก. Aday bulletin ภาพรวมคือเป็นบทความของคนที่ผ่านชีวิตมาประมาณนึงแล้วนะ ตกตะกอนและปลงได้ในหลายๆอย่าง อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย หมดวัยที่จะเดินทางเพื่อตามหาตัวเองแต่ได้มาถึงจุดที่ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น เกิดมาในยุคที่การทำงานก็คือทำงาน โดยไม่ได้มุ่งหวังตามหา passion อะไร ขอแค่ไม่ทุกข์ก็พอ แม้อ่านแล้วจะไม่ได้อินไปกับทุกบทความแต่โดยภาพรวมคือชอบ หนังสือบางเล่มจะมีช่วงอายุของผู้อ่าน อ่านถูกช่วงก็จะชอบ อ่านผิดช่วงจะไม่เข้าใจ
Araya Pichitkul172 reviews18 followersFollowFollowFebruary 3, 2020ชอบที่้ผู้เขียนนำเรื่องราวเล็กๆในชีวิตประจำวันมาเขียนได้อย่างสะท้อนความเป็นจริง ทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วชีวิตคนก็ประมาณนี้ อินกับ part ที่เล่าถึงครอบครัว น้ำตาหยดเผาะๆ เลย 😭😭😭
Kanin Nitiwong72 reviews44 followersFollowFollowFebruary 7, 2019deep dark fear ตามสไตล์นักเขียน ด้วยวัยและประสบการณ์ที่มากขึ้น รู้สึกว่าแกจะลดความจิกกัดเสียดสีลง ปลงกับชีวิตมากขึ้น เป็นงานที่สั่นสะเทือนความรู้สึกแต่ก็มีแสงสว่างและความหวัง ถือเป็นรวมเล่มบทบรรณาธิการเล่มหนึ่งที่เราชอบมากkanin-top-ten-2019
คุณชายกอล์ฟ นิรัติศัย132 reviews25 followersFollowFollowJanuary 26, 2022[ รอบ 2 ] 26 JAN 2022“งานที่ดูเหมือนไม่มีความหมายกลับกลายเป็นมีความหมายขึ้นมา เมื่อผู้ทำงานให้ความหมายกับมัน” - p.19 [Why We Work]“สิ่งรบกวนถือเป็นสิ่งปกติตามธรรมชาติ สภาวะปกติของชีวิตคือการที่เราจะต้องถูกรบกวนอย่างอ่อนๆ ตลอดเวลา จากการรับรู้ผ่านสัมผัสของเราเองตั้งแต่เกิดจนตาย เราจะพบว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ล่องลอยหรือถาโถมเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่มันมักดำเนินไปโดยไม่ได้เป็นไปดั่งใจเรา ถ้าเราเอาใจไปถือสาหาความกับมันมากเกิน หรือตั้งใจเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลาราวกับว่ามันคือเสียงหลักในชีวิต โลกรอบตัวนี้จะน่าหงุดหงิดรำคาญใจไปเสียหมด” - p.42 [Ambience]“การคิดตลอดเวลาไม่ได้เป็นประโยชน์อย่างที่เคยเชื่อกัน เพราะมันวนเวียนซ้ำซาก หาคำตอบหรือทางออกไม่ได้ เป็นการคิดเรื่องเดิมๆ กรอบเดิม รูปแบบเดิม ใช้ความผิดหวังจากอดีต มากะเกณฑ์ความคาดหวังต่ออนาคต นำไปสู่วังวนของการบ่นพึมพำในแง่ลบ ความวิตกกังวล หดหู่ หวาดกลัว” - p.47 [Rumination]“ถึงจะเตรียมพล็อตทั้งหมดไว้แล้ว แต่ในที่สุดตัวละครแต่ละตัวจะดิ้นรนและค้นหาจุดจบที่เหมาะสมของตัวเอง” - p.50 [Listen]“ความรู้และความจริงไม่ได้เกิดจากการสังเกต ไม่ได้เกิดจากการใช้เหตุและผล ไม่ได้เกิดจากความคิดของปัจเจกที่โดดเดี่ยว แต่มันเกิดขึ้นมาจากการถามและการตอบของผู้พูดกับผู้ฟัง ที่สะท้อนกันไปมากลายเป็นบทสนทนาโดยไม่มีอะไรมาคั่นกลาง” - p.51 [Listen]“อย่างที่ใครเคยบอกไว้ ความฝันในวัยเด็กก็เหมือนกับไดโนเสาร์ มันใหญ่โตมหึมา และล้วนตายไปหมดแล้ว” - p.65 [Dinosaur Dream]“ความทุกข์ทั้งหลายของมนุษย์ เกิดจากการที่เราไม่สามารถนั่งเงียบๆ คนเดียว” — เบลส ปาสคาล - p.85 [Me to You, You to Me]“เราต้องการถูกรัก หรือไม่ก็ชื่นชม หรือไม่ก็ยำเกรง หรือไม่ก็เกลียดชัง เราทำทุกวิถีทางเพื่อปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างในตัวผู้อื่น วิญญาณของเราสั่นสะทกกับความว่างเปล่า มันจึงโหยหาความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยราคาใด” — ยาลมาร์ โซเดอร์เบิร์ก p.86 [Me to You, You to Me]“หลังการตัดสินใจ ทางเลือกอื่นๆ ก็ปิดลง แล้วเราก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปกับผลของการเลือกนั้น ชีวิตคนเราก็แค่นี้จริงๆ ในทุกลมหายใจ เราต้องตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่าง แล้วก็อยู่กับผลของมันไป ในลมหายใจถัดๆ ไป” - p.103 [Are We All Bias?]“จิตใจคนเราทำงานแบบนี้ มันไม่ได้ใช้หลักเหตุและผล ไม่ได้ยึดถือข้อเท็จจริง แต่มันปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกของอคติ โอนเอียงไปทางบวก แสร้งลืมเรื่องทางลบ กอดรัดอยู่กับตัวตนที่ต้องการยืนหยัดดำรงอยู่ ไม่ยอมรับความผิดพลาด ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง สร้างเหตุผลขึ้นมาปกปิดอำพรางตัวเองไว้” - p.104 [Are We All Bias?]“สิ่งมีชีวิตมีความสามารถในการปรับตัว ถึงแม้จะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุด สิ่งมีชีวิตก็ยังมีแนวโน้มที่จะดำรงอยู่ต่อไป โดยการมองหาความสุขเล็กๆ การหาเหตุผลมาอธิบายเข้าข้างตัวเอง ปลอบตัวเอง หรือ Self-delusion เพื่อให้ยอมรับสภาพและปล่อยวาง” - p.115 [A State of Mind]“ความสามารถในการกำหนดและควบคุมชะตากรรมตัวเองคือ สิ่งที่ทุกชีวิตต่างก็ต้องการไม่ใช่หรือการไร้ความสามารถควบคุมชะตากรรมของตัวเองทำให้เรารู้สึกท้อแท้สิ้นหวังกับชีวิต” - p.130 [Minibus]“เพราะเราทุกคนต่างเป็นผลผลิตของยุคสมัยเราเอง” - p.240 [The Winner Takes It All][ รอบแรก ] 14 FEB 2020สือ เต่า ฮัว จิ้ว ไค — เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเอง“คนโบราณสอนว่า ถ้าดอกไม้ยังตูมอยู่ เราอย่าเพิ่งไปคลี่กลีบ สรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนขึ้นอยู่กับเวลา ไม่เร็วก็ช้า ทุกอย่างย่อมดำเนินไปตามวิถีทางของมัน”เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะร่วงโรยไปเองเล่มนี้เป็นรวมบทบรรณาธิการคัดสรร ที่ผู้เขียนได้บอกเล่าไว้ผ่านนิตยสาร a day BULLETIN ในแต่ละสัปดาห์และอย่างที่ผู้เขียนได้บอกไว้ “หนังสือแต่ละเล่มมีช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการอ่านมัน” สำหรับผมแล้ว คนที่ผ่านชีวิตมาประมาณหนึ่ง ก็น่าจะต่อติดกับอารมณ์ของผู้เขียนได้ครับ ใช้ภาษาดีมาก เป็นความเรียงที่สวยงามเหมือนบทกวี ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ซึมซับ ค่อยๆ คิดตาม ส่วนตัวอินมากครับ 😊😊😊favorites wisdom
REMEMI3ER195 reviews12 followersFollowFollowDecember 29, 2019เป็นบทบรรณาธิการ a day BULLETIN ที่พอเอามารวมเป็นหนังสือแล้วเหมือนเขียนมาเป็นหนังสือจริงๆ เราชอบที่คุณนักเขียนเล่าเรื่องป๊ากับแม่ ชอบภาษาเขียนที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ใช้คำเปลือง เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนมีรุ่นพี่อีก gen นึงเล่าเรื่องราวและแง่มุมในชีวิตให้ฟัง การเติบโต การทำงาน สังคม ความสัมพันธ์ ความหมายของชีวิต รู้สึกเหมือนมีคนเข้าใจและได้แง่มุมที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน ช่วยปลอบประโลมเราในวัยนี้มากๆ ชอบที่คุณนักเขียนเล่าถึงการทำงานของคนรุ่นเก่าในแง่มุมนึง ในยุคสมัยที่ยังถ่ายภาพด้วยฟิล์ม เขียนงานลงกระดาษ เราจะไม่มีทางได้เห็นผลงานในทันที ยังไม่มีคำชม ชื่อเสียง รางวัล ยอดไลก์ ยอดวิว เราจะทำได้อย่างเดียวคือทำงานไปเรื่อยๆ งานที่ทำกลับเป็นจุดหมายที่แท้จริงที่เราแสวงหาและมีความหมาย2019
Keen23 reviews9 followersFollowFollowMay 1, 2020เรื่องราวหลายเรื่องราวรู้สึกสะท้อนชีวิตได้อย่างดี แต่บางเรื่องราวยังไม่สามารถทำให้เห็นภาพได้มากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวัยที่ต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว พออ่านจบทำให้เกิดความรู้สึกในใจบางอย่างขึ้นจริง ๆbusiness
YungYing NATKAMOL7 reviewsFollowFollowSeptember 22, 2021ตอนแรกซื้อมาเพราะชอบสำนักพิมพ์ a book วางไว้บนชั้นหนังสือหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้อ่าน เมื่อสองสามวันก่อน คิดจะลื้อหนังสือที่ไม่ได้อ่านไปขายมือ2 หยิบเล่มนี้ออกมาช่างใจอยู่นานว่าจะขายดีมั้ย เลยลองเปิดอ่านสักหน่อยว่าจะถูกจริตกับเราหรือเปล่า พอได้เปิดอ่าน!!แทบวางไม่ลง แล้วถามตัวเองว่าทำไมพึ่งมาอ่านตอนนี้ เป็นหนังสือที่ควรค่ากับการอ่านมากๆ มีหลายบทที่เราเกิดไม่ทัน😂 แต่ก็เป็นการเปิดโลกว่าเด็กสมัยก่อนเค้าอยู่ยังไง สนใจอะไร โลกเป็นแบบไหน พัฒนายังไง แล้วก็มีบางบทที่เราอ่านแล้วไม่เข้าใจความหมายเพราะบางที่เราอาจจะไม่เคยอยู่ในจุดนั้น เป็นหนังสือที่อ่านจบแต่ละบทแล้วมีเสียงตอบกลับจากในใจว่า "เอ่อ..ว่ะ" "จริง..ใช่..ถูก" มันเหมือนได้กลับมามองตัวเอง ทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเองที่ต้องตามหาความหมายนั่นนี่ ขอบคุณตัวเองที่ไม่ขายออกไป และขอบคุณบทความดีๆจากคุณอ๋อง และทีมงานค่ะ
Eve Wanus34 reviews1 followerFollowFollowDecember 26, 2022ขอบคุณพี่อ๋อง ผู้เขียนที่บรรจงกลั่นกรองความคิด ถ่ายทอดชีวิตของตัวเองออกมาเป็นตัวหนังสือ สิ่งที่เขียน ความคิด ความขัดแย้ง ความสงสัยเชิงกร่นด่า และความทุกข์ที่ผู้เขียนต้องเผชิญ เราเข้าใจหมดเลย บางบทเราก็ขัดแย้งกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และภาระหน้าที่ในเวลาเดียวกัน บางบทเราอ่านแบบต้องพักความคิดยาวๆ เพราะมันเป็นความทุกข์ที่เราพยายามทำความเข้าใจ พยายามหลีกเลี่ยง เก็บกด ปัดออก เพื่อให้มันเบาบางลงมาโดยตลอด แต่ผู้เขียนกลับเปิดเผย เผชิญหน้าและแสดงออกมาผ่านตัวอักษรได้ตามความต้องการ เป็นหนังสือที่ทำให้เราได้ “เดินทางภายใน” ไปได้ไกลมากเลยทีเดียว
Yoyo poomyeah25 reviews4 followersFollowFollowApril 1, 2019นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้นั่งละเลียดอ่านรวมความเรียง อาจจะตั้งแต่ตอนที่รู้สึกว่าเราหาอ่านบทความดีๆมากมายจากสเตตัสเฟซบุ๊กก็ได้ แต่ #เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง ทำให้เรารู้ว่าเราสามารถได้ยินเสียงผู้คนมากมากในโลกโซเชียลฯ แต่หนังสือที่ดีจะทำให้เรากลับมาฟังเสียงข้างในเราเอง
Kamons1,300 reviews69 followersFollowFollowMay 25, 2020ซื้อเล่มนี้เพราะถูกใจชื่อเรื่องโดยแท้ ก่อนที่จะไปหาว่าบทบรรณาธิการคืออะไร เลยได้คำสรุปสั้นๆ มาว่า ‘บทแสดงความคิดเห็นแทนข้อความทั้งเล่ม’ ดังนั้นในเล่มนี้เลยมีข้อคิดเห็นแบบนู้น เรื่องนี้ เยอะแยะปกติเราไม่อ่านบทความแบบนี้ เพราะไม่ชอบที่อ่านอะไรแล้วต้องมาถูกสอน ชั้นแค่อยากอ่านเพื่อความบันเทิง ไม่ต้องมาสอนไม่ต้องมาสั่งอะไรชั้นทั้งนั้น! แต่เล่มนี้สะดุดในชื่อเรื่องประมาณว่า ‘เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง’ ความรู้สึกประมาณว่า ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องร้อน เมื่อเวลาเหมาะสมทุกอย่างจะดำเนินไปเอง แบบนั้นพอมาได้อ่านก็ค่อนข้างชอบนะ เหมือนแต่พอได้อ่านบทความดีๆ มันก็เป็นความจรรโลงใจดีๆ อย่างนึง วิธีการเขียนก็ไม่ได้แบบมาชี้นิ้วสั่ง มาเล่าเรื่องนั้นเรื่องนู้นให้ฟังก็อ่านเพลินดี
MonoNoAware268 reviews36 followersFollowFollowNovember 12, 2018เมื่อถึงเวลา...ดอกไม้จะบานเองหนังสือที่ให้ความรู้สึกลื่นไหลไปในทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคำ เป็นภาษาที่เหมือนคนเขียนกำลังคุยกับตัวเอง ให้คนอ่านฟัง...ซึ่งน่าฟัง และฟังเพลินแท้แล้วคือบทกวีในรูปความเรียง...เหมือนคำนิยมบนปกหลังหนังสือที่กล่าวไว้ กวี...ซึ่งมักให้ความรู้สึกร่วมในอารมณ์และท่วงทำนองของบทความ เป็นหนังสือที่ชื่อหนังสือเพราะและละมุนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา รู้สึกดีตั้งแต่แต่อ่านชื่อหนังสือซ้ำไปซ้ำมาเมื่อถึงเวลา...ดอกไม้จะบานเอง และก็หวังเช่นกัน เมื่อถึงเวลา...ความเศร้าคงเบาบางลงไปเองlove-life non-fiction
Pm Supanat1 review1 followerFollowFollowWant to readNovember 8, 2019goodThis entire review has been hidden because of spoilers.