What do you think?


هاروکی موراکامی به دیدار هایائوکاوای میرود
Two of Japan's foremost contemporary cultural spokespersons met for an informal conversation with remarkable results. While their extended talk took place at a particular location at a particular moment in history, much of the content is timeless and universal. After popular acclaim in Japan, the transcript now makes its first appearance in English.
Topics from the Contents:
The Meaning of Commitment Words or Images? Making Stories Answering Logically versus Answering Compassionately Self-Healing and Novels Marriage and 'Well-digging' Curing and Living Stories and the Body The Relationship between a Work and its Author Individuality and Universality Violence and Expression Where are We Headed?
Topics from the Contents:
The Meaning of Commitment Words or Images? Making Stories Answering Logically versus Answering Compassionately Self-Healing and Novels Marriage and 'Well-digging' Curing and Living Stories and the Body The Relationship between a Work and its Author Individuality and Universality Violence and Expression Where are We Headed?
139 pages, Paperback
First published December 5, 1996
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 30 of 63 reviews
February 8, 2019
نميدونم چرا نتونستم با اين كتاب ارتباط برقرار كنم🤷🏼♀️
October 2, 2020
" کاوای" ، روانکاو و درمانگر مکتب یونگ، وازچهره های برجسته فرهنگی ژاپن محسوب میشود. علاقه زیادی به مطالعه مباحث فرهنگی دارم . کتابی است کم حجم از پرسش وپاسخ موراکامی با "کاوای " . گفتگوهای کوتاه ، موجزونه چندان پیچیده درشکل ولی بدیع در موضوع .البته جاهایی که به اساطیرژاپن و ادبیات کهن آن کشور اشاره می شودبرایم قابل درک نبود . به اواسط کتاب نرسیده احساس کردم با گفتگویی بسیار متفاوت با فرهنگ غرب روبرو هستم . جاهایی به تفاوت فرهنگ غرب و ژاپن اشاره می شود و نحوه برقراری ارتباط روانکاوی با ژاپنیها و..که بسیارجالب است . ازتجربیاتی سخن گفته می شود که به ظاهرمبنای منطقی ندارد ولی واقع می شود .ازفرهنگ فردگرا ی غرب و فرهنگ ژاپن و تفاوتها.
ترجمه می توانست بهترباشد و دربسیاری جاها به نظرم دچاروقفه معنایی است . جایی ازکتاب بحث جالبی دراشکال ترجمه آثارژاپنی به زبان انگلیسی وانتقال صحیح مفاهیم می شود ومن فکرکردم وای به ما که ترجمه دست دوم ازانگلیسی رامی خوانیم و توسط هرکسی...
....
این که دونفری که عاشق هم اند ازدواج میکنند و ازآن پس به شادمانی روزگارمی گذرانند ازبیخ وبن مضحک است . این باور به افسردگی بعدی منجرخواهدشد. به نظرمن آدم ها ازدواج می کنند وبه عنوان زوج زندگی میکنند تارنج بکشند وچاه هایی حفرکنند . چاه کندن کاری دشواراست ، واقعا" دلیل روشنی وجود ندارد که مردم تحملش کنند.آنها که بارها ازدواج میکنند ، علاقه ای به چاه کندن که کاری خسته کننده است ندارند . بنابراین به جستجوی آدم جدید می روند امادوباره به همان نوع جنس آدم می رسند .
....
اگرامیالت را به سمت یک زن هدایت کنی ، ممکن است کارت سخت شودزیرا اوموجودزنده است ، بنابراین شاید احساساتت را به سمت چیزی مثل تحقیق روی اسنادقدیمی متمرکزکنی . این کاربه مراتب خطرات کم تری دارد .یاممکن است تمام انرژی ات را صرف شغلت کنی . البته نمی توان حکم کلی صادرکرد .بستگی به انتخابت دارد که چگونه زندگی کنی .
ترجمه می توانست بهترباشد و دربسیاری جاها به نظرم دچاروقفه معنایی است . جایی ازکتاب بحث جالبی دراشکال ترجمه آثارژاپنی به زبان انگلیسی وانتقال صحیح مفاهیم می شود ومن فکرکردم وای به ما که ترجمه دست دوم ازانگلیسی رامی خوانیم و توسط هرکسی...
....
این که دونفری که عاشق هم اند ازدواج میکنند و ازآن پس به شادمانی روزگارمی گذرانند ازبیخ وبن مضحک است . این باور به افسردگی بعدی منجرخواهدشد. به نظرمن آدم ها ازدواج می کنند وبه عنوان زوج زندگی میکنند تارنج بکشند وچاه هایی حفرکنند . چاه کندن کاری دشواراست ، واقعا" دلیل روشنی وجود ندارد که مردم تحملش کنند.آنها که بارها ازدواج میکنند ، علاقه ای به چاه کندن که کاری خسته کننده است ندارند . بنابراین به جستجوی آدم جدید می روند امادوباره به همان نوع جنس آدم می رسند .
....
اگرامیالت را به سمت یک زن هدایت کنی ، ممکن است کارت سخت شودزیرا اوموجودزنده است ، بنابراین شاید احساساتت را به سمت چیزی مثل تحقیق روی اسنادقدیمی متمرکزکنی . این کاربه مراتب خطرات کم تری دارد .یاممکن است تمام انرژی ات را صرف شغلت کنی . البته نمی توان حکم کلی صادرکرد .بستگی به انتخابت دارد که چگونه زندگی کنی .
October 9, 2018
อ่านยากมาก
ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะได้เข้าใจงานของมูราคามิผ่านบทสนทนาในหนังสือเล่มนี้
แต่เมื่ออ่านจบ ก็ไม่ได้เท่าความคาดหวัง
เนื้อหาการพูดคุยออกมาไม่ปะติดปะต่อ ออกมาเป็นหัวข้อย่อยๆ ที่มีต่อมุมมองเรื่องนั้นเรื่องนี้ของคู่สนทนาทั้งคู่
แม้จะหนังสือจะหนาเพียง 150 กว่าหน้า แต่ก็ต้องใช้ความตั้งใจในการอ่านมากทีเดียว นี่ขนาดว่าเคยอ่านงานของมูราคามิที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนามาทั้งหมดแล้วนะนี่
อย่างไรก็ตาม ได้เห็นมุมมองของมูราคามิที่มีต่อสังคมญี่ปุ่น ที่สะท้อนออกมาในงานเขียนได้ในระดับนึงทีเดียว (แม้จะอ่านได้เข้าใจกระท่อนกระแท่นก็ตาม)
—-
อ่านรอบที่สอง
หนังสือแนวมูราคามิศึกษาที่ออกมาในรูปบทสนทนาระหว่าง ฮารูกิ มูราคามิ กับ ปรมาจารย์จิตบำบัด ฮายาโอะ คาวาอิ
คล้ายๆ กับเป็นคู่มือ “ขุดบ่อ” ลงไปในงานของมูราคามิ ที่จะช่วยให้คนอ่านสายมูราคามิ “ขุด” ลงไปพบกับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในงานแต่ละชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือเรื่องบันทึกนกไขลาน (The wind-up bird chronicle) ที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ในบทสนทนา
แน่นอนว่ามันมีความคลุมเครือ เป็นนามธรรมสูงมาก
แบบเดียวกันเลยกับนิสัย และวิธีการแสดงออกสไตล์คนญี่ปุ่น
ดูคลุมเครือ ไม่แสดงออกมาแบบสุดๆ เก็บบางเรื่องไว้ภายใน และมีความรวมหมู่ในสังคมสูง
อ่านๆ ดูแล้วจะพอรู้เลยว่าคนญี่ปุ่นนี่มีลักษณะอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด
คือแต่ละคนเหมือนจะมีความเป็นปัจเจก ต่างคนต่างใช้ชีวิตในกลุ่มก้อน ในวงของตัวเอง
แต่กลับมีความรวมหมู่สูงมาก
ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะสนใจตัวเอง แต่กลับระมัดระวังตัวอย่างยิ่งไม่ให้ผิดไปจาก “ความปกติ (norm)” ของคนส่วนใหญ่
คนที่รักษา norm ไว้ไม่ได้ มักจะหลุดออกจากสังคม
ทั้งสงครามเอย แผ่นดินไหวเอย ล้วนเป็นเรื่องที่กระทบความ “ปกติ” ของสังคมโดยรวมของญี่ปุ่น
แต่กลับกลายเป็นคนญี่ปุ่นเลือกที่จะ “เก็บซ่อน” มันเอาไว้
และสุดท้ายมันก็กลับมาแตกร้าวในระดับปัจเจกนั่นแหละ
เหตุการณ์แก๊สซารีนโดยลัทธิโอมชินริเกียว เป็นหนึ่งในผลของความแตกร้าวนั้น
มาถึงมุมมองเรื่องการบำบัดความเจ็บป่วย
ฮายาโอะคาวาอิ นำเอา “กระบะทรายบำบัด” มาใช้ในการบำบัดพฤติกรรมที่ถูกซ่อนเอาไว้
ส่วนการเขียน “บันทึกนกไขลาน” เป็นเหมือนวิธีการบำบัดแบบฉบับของมูราคามิ
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบความคิดในการเขียน มุมมองต่อแวดวงวรรณกรรมญี่ปุ่น อิทธิพลของอเมริกันที่มีต่องสไตล์งานเขียน การต่อสู้ของนักศึกษา ทิศทางของสังคมญี่ปุ่น ฯลฯ ถูกบรรจุลงมาในบทสนทนาที่มีความยาว 2 คืน ของทั้งคู่
ขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดถึง “เรื่องเล่า (narrative)” ซึ่งทั้งตัวมูราคามิ และงานแนวมูราคามิศึกษามักจะพูดถึง ให้ความสำคัญ และนำมาวิเคราะห์เสมอๆ
แม้จะเข้าใจยาก เป็นนามธรรม ฟุ้งๆ ลอยอยู่ในอากาศ แต่ก็พอจับใจความได้ว่า ฟังก์ชั่น “เรื่องเล่า” ของมูราคามิ ทำหน้าที่ทั้งบำบัดเยียวยาตนเอง สะท้อนความเจ็บป่วยของสังคมญี่ปุ่น และเชื่อมต่อ “ภายใน” จิตใจกับสังคมญี่ปุ่นที่อยู่ “ภายนอก”
ซึ่งดูเหมือนว่าตัวมูราคามิเองไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์เหล่านี้ไว้เมื่อเริ่มงานเขียน
แต่การเขียนกลับเป็นวัตถุประสงค์ในตัวมันเอง แล้วถึงได้ผลพลอยได้ข้างต้นตามมาทีหลัง
เฮ่อ ยากพอๆ กับอ่านบันทึกนกไขลาน
สงสัยต้องหยิบมาอ่านซ้ำอีก ทั้งเล่มนี้ ทั้งบันทึกนกไขลาน
ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะได้เข้าใจงานของมูราคามิผ่านบทสนทนาในหนังสือเล่มนี้
แต่เมื่ออ่านจบ ก็ไม่ได้เท่าความคาดหวัง
เนื้อหาการพูดคุยออกมาไม่ปะติดปะต่อ ออกมาเป็นหัวข้อย่อยๆ ที่มีต่อมุมมองเรื่องนั้นเรื่องนี้ของคู่สนทนาทั้งคู่
แม้จะหนังสือจะหนาเพียง 150 กว่าหน้า แต่ก็ต้องใช้ความตั้งใจในการอ่านมากทีเดียว นี่ขนาดว่าเคยอ่านงานของมูราคามิที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนามาทั้งหมดแล้วนะนี่
อย่างไรก็ตาม ได้เห็นมุมมองของมูราคามิที่มีต่อสังคมญี่ปุ่น ที่สะท้อนออกมาในงานเขียนได้ในระดับนึงทีเดียว (แม้จะอ่านได้เข้าใจกระท่อนกระแท่นก็ตาม)
—-
อ่านรอบที่สอง
หนังสือแนวมูราคามิศึกษาที่ออกมาในรูปบทสนทนาระหว่าง ฮารูกิ มูราคามิ กับ ปรมาจารย์จิตบำบัด ฮายาโอะ คาวาอิ
คล้ายๆ กับเป็นคู่มือ “ขุดบ่อ” ลงไปในงานของมูราคามิ ที่จะช่วยให้คนอ่านสายมูราคามิ “ขุด” ลงไปพบกับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในงานแต่ละชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือเรื่องบันทึกนกไขลาน (The wind-up bird chronicle) ที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ในบทสนทนา
แน่นอนว่ามันมีความคลุมเครือ เป็นนามธรรมสูงมาก
แบบเดียวกันเลยกับนิสัย และวิธีการแสดงออกสไตล์คนญี่ปุ่น
ดูคลุมเครือ ไม่แสดงออกมาแบบสุดๆ เก็บบางเรื่องไว้ภายใน และมีความรวมหมู่ในสังคมสูง
อ่านๆ ดูแล้วจะพอรู้เลยว่าคนญี่ปุ่นนี่มีลักษณะอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด
คือแต่ละคนเหมือนจะมีความเป็นปัจเจก ต่างคนต่างใช้ชีวิตในกลุ่มก้อน ในวงของตัวเอง
แต่กลับมีความรวมหมู่สูงมาก
ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะสนใจตัวเอง แต่กลับระมัดระวังตัวอย่างยิ่งไม่ให้ผิดไปจาก “ความปกติ (norm)” ของคนส่วนใหญ่
คนที่รักษา norm ไว้ไม่ได้ มักจะหลุดออกจากสังคม
ทั้งสงครามเอย แผ่นดินไหวเอย ล้วนเป็นเรื่องที่กระทบความ “ปกติ” ของสังคมโดยรวมของญี่ปุ่น
แต่กลับกลายเป็นคนญี่ปุ่นเลือกที่จะ “เก็บซ่อน” มันเอาไว้
และสุดท้ายมันก็กลับมาแตกร้าวในระดับปัจเจกนั่นแหละ
เหตุการณ์แก๊สซารีนโดยลัทธิโอมชินริเกียว เป็นหนึ่งในผลของความแตกร้าวนั้น
มาถึงมุมมองเรื่องการบำบัดความเจ็บป่วย
ฮายาโอะคาวาอิ นำเอา “กระบะทรายบำบัด” มาใช้ในการบำบัดพฤติกรรมที่ถูกซ่อนเอาไว้
ส่วนการเขียน “บันทึกนกไขลาน” เป็นเหมือนวิธีการบำบัดแบบฉบับของมูราคามิ
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบความคิดในการเขียน มุมมองต่อแวดวงวรรณกรรมญี่ปุ่น อิทธิพลของอเมริกันที่มีต่องสไตล์งานเขียน การต่อสู้ของนักศึกษา ทิศทางของสังคมญี่ปุ่น ฯลฯ ถูกบรรจุลงมาในบทสนทนาที่มีความยาว 2 คืน ของทั้งคู่
ขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดถึง “เรื่องเล่า (narrative)” ซึ่งทั้งตัวมูราคามิ และงานแนวมูราคามิศึกษามักจะพูดถึง ให้ความสำคัญ และนำมาวิเคราะห์เสมอๆ
แม้จะเข้าใจยาก เป็นนามธรรม ฟุ้งๆ ลอยอยู่ในอากาศ แต่ก็พอจับใจความได้ว่า ฟังก์ชั่น “เรื่องเล่า” ของมูราคามิ ทำหน้าที่ทั้งบำบัดเยียวยาตนเอง สะท้อนความเจ็บป่วยของสังคมญี่ปุ่น และเชื่อมต่อ “ภายใน” จิตใจกับสังคมญี่ปุ่นที่อยู่ “ภายนอก”
ซึ่งดูเหมือนว่าตัวมูราคามิเองไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์เหล่านี้ไว้เมื่อเริ่มงานเขียน
แต่การเขียนกลับเป็นวัตถุประสงค์ในตัวมันเอง แล้วถึงได้ผลพลอยได้ข้างต้นตามมาทีหลัง
เฮ่อ ยากพอๆ กับอ่านบันทึกนกไขลาน
สงสัยต้องหยิบมาอ่านซ้ำอีก ทั้งเล่มนี้ ทั้งบันทึกนกไขลาน
April 22, 2018
จะบอกอย่างไรดี ความรู้สึกต่อหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างประหลาด
แวบแรกที่เห็นว่าเป็นบันทึกบทสนทนา ก็คิดว่าเห้ย แบบนี้ก็ได้ คนดังนั่งคุยกันก็เอามาทำเป็นหนังสือ
แต่ก็ด้วยความไว้ใจมูราคามิ และบทสนทนากับของเขากับนักจิตบำบัดชื่อดังก็แลดูน่าสนใจ เลยลองดู
และพอเปิดหน้าแรก อ่านต่อ หนังสือก็พาเราดำดิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องเล่า การเยียวยา ความป่วยไข้ของยุคสมัย การตั้งคำถามและตรวจสอบตัวเอง หัวข้อการสนทนาที่ปรากฏในนี้ที่แม้จะเป็นช่วงปี 1995 แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกวันนี้เรายังครุ่นคิดกับมัน และล้วนเป็นเรื่องที่เรา หรือจะว่าไป (เราคิดว่า) คนรุ่นๆ เรา ให้ความสนใจ
การพลิกหน้าต่อไปอย่างกระตือรือร้น คือความคาดหวังว่า บทสนทนาของมูราคามิ และคาวาอิ จะให้คำตอบอะไรบางอย่าง
ซึ่งก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง อ่านรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นมูราคามิจุดประเด็น คาวาอิโต้ตอบเสียมากกว่า เราไม่แน่ใจว่าเพราะการแปล หรือเพราะจำต้องอาศัยบริบทของยุคในการทำความเข้าใจ มีบางเรื่องที่เราอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่ากำลังพูดถึงอะไร โดยเฉพาะส่วนของคาวาอิ ที่คลุมเครือและเป็นคำนามธรรมเข้าใจยาก อีกทั้งบทสนทนาบางตอนเหมือนถูกตัดจบ บางช่วงน่าสนใจมาก อยากรู้ต่อ แต่ก็ไม่มีคำถามต่อจากนั้น ไม่ขุดลึกลงต่อ อ่านแล้วก็แอบขัดใจเล็กน้อย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนังสือก็น่าสนใจในแง่ที่พาเราเข้าไปทำความรู้จักตัวตน วิธีคิด การมองโลกของมูราคามิในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นอกเหนือไปจากงานเขียนของเขาอีก และจะว่าไปก็มีชีวิตชีวาไม่น้อยเลย พาให้เห็นบุคลิกของมูราคามิชัดขึ้น เป็นตัวตนของเขาในช่วงหลังเขียน "บันทึกนกไขลาน" และก่อนเขียน "๊Underground" ในเล่มจึงพูดถึงบันทึกนกไขลานเยอะเป็นพิเศษ (แถมมีสปอย และเราก็ยังไม่ได้อ่านเล่มนี้ ฮา) ทำให้เห็นสถานการณ์ที่มูราคามิให้ความสนใจ และมีผลต่อการเขียน และการสร้างงานของเขาอย่างไร
ทำให้อยากอ่าน "บันทึกนกไขลาน" แล้วกลับมาอ่านเล่มนี้อีกรอบ น่าจะเข้าใจบทสนทนาได้แจ่มแจ้งมากขึ้น
แวบแรกที่เห็นว่าเป็นบันทึกบทสนทนา ก็คิดว่าเห้ย แบบนี้ก็ได้ คนดังนั่งคุยกันก็เอามาทำเป็นหนังสือ
แต่ก็ด้วยความไว้ใจมูราคามิ และบทสนทนากับของเขากับนักจิตบำบัดชื่อดังก็แลดูน่าสนใจ เลยลองดู
และพอเปิดหน้าแรก อ่านต่อ หนังสือก็พาเราดำดิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องเล่า การเยียวยา ความป่วยไข้ของยุคสมัย การตั้งคำถามและตรวจสอบตัวเอง หัวข้อการสนทนาที่ปรากฏในนี้ที่แม้จะเป็นช่วงปี 1995 แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกวันนี้เรายังครุ่นคิดกับมัน และล้วนเป็นเรื่องที่เรา หรือจะว่าไป (เราคิดว่า) คนรุ่นๆ เรา ให้ความสนใจ
การพลิกหน้าต่อไปอย่างกระตือรือร้น คือความคาดหวังว่า บทสนทนาของมูราคามิ และคาวาอิ จะให้คำตอบอะไรบางอย่าง
ซึ่งก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง อ่านรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นมูราคามิจุดประเด็น คาวาอิโต้ตอบเสียมากกว่า เราไม่แน่ใจว่าเพราะการแปล หรือเพราะจำต้องอาศัยบริบทของยุคในการทำความเข้าใจ มีบางเรื่องที่เราอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่ากำลังพูดถึงอะไร โดยเฉพาะส่วนของคาวาอิ ที่คลุมเครือและเป็นคำนามธรรมเข้าใจยาก อีกทั้งบทสนทนาบางตอนเหมือนถูกตัดจบ บางช่วงน่าสนใจมาก อยากรู้ต่อ แต่ก็ไม่มีคำถามต่อจากนั้น ไม่ขุดลึกลงต่อ อ่านแล้วก็แอบขัดใจเล็กน้อย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนังสือก็น่าสนใจในแง่ที่พาเราเข้าไปทำความรู้จักตัวตน วิธีคิด การมองโลกของมูราคามิในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นอกเหนือไปจากงานเขียนของเขาอีก และจะว่าไปก็มีชีวิตชีวาไม่น้อยเลย พาให้เห็นบุคลิกของมูราคามิชัดขึ้น เป็นตัวตนของเขาในช่วงหลังเขียน "บันทึกนกไขลาน" และก่อนเขียน "๊Underground" ในเล่มจึงพูดถึงบันทึกนกไขลานเยอะเป็นพิเศษ (แถมมีสปอย และเราก็ยังไม่ได้อ่านเล่มนี้ ฮา) ทำให้เห็นสถานการณ์ที่มูราคามิให้ความสนใจ และมีผลต่อการเขียน และการสร้างงานของเขาอย่างไร
ทำให้อยากอ่าน "บันทึกนกไขลาน" แล้วกลับมาอ่านเล่มนี้อีกรอบ น่าจะเข้าใจบทสนทนาได้แจ่มแจ้งมากขึ้น
May 21, 2018
ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนไม่เคยอ่าน บันทึกนกไขลาน
หลายจุดเราจะไม่อินเพราะเราไม่ได้ตามอ่านงานเขียนของลุงมู
แถมยังไม่รู้จักวิธีการจัดหินกระบะทรายอะไรนั่นด้วย
เล่มนี้ไม่ได้ใจเรา บัย.
หลายจุดเราจะไม่อินเพราะเราไม่ได้ตามอ่านงานเขียนของลุงมู
แถมยังไม่รู้จักวิธีการจัดหินกระบะทรายอะไรนั่นด้วย
เล่มนี้ไม่ได้ใจเรา บัย.
May 29, 2018
บันทึกเรื่องราวการพูดคุยกันในหัวข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการบำบัดและสภาพจิตใจของคนญี่ปุ่นหลังเหตุการร้ายแรง เช่น โอมชินริเคียวและแผ่นดินไหว เป็นต้น ยังมีเรื่องการเป็นปัจเจกในแบบญี่ปุ่นและการเขียนนิยายเป็นอาชีพในญี่ปุ่นอีกด้วย ทั้งมุราคามิและอาจารย์คาวาอิให้ความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ได้น่าสนใจ แต่จะดีกว่านี้ถ้าได้อ่านหนังสือเช่น บันทึกนกไขลาน และ Underground มาก่อน หนังสือพูดถึงบันทึกนกไขลานบ่อยครั้ง และนิยายเรื่องอื่น ๆ ของมุราคามิบ้างประปรายทำให้รู้สึกว่าถ้าไม่ได้อ่านมา จะจับใจความได้ไม่ลึกซึ้งพอและไม่อาจเข้าใจบทสนทนาได้ครบถ้วน
December 26, 2018
کتاب خیلی جالبی بود ولی یه بدی که داشت این بود که خب به مسائل خیلی کلی پرداخته بودن، مسائل خیلی جذابی و این دو شخص نظراتشون رو بیان میکردند ولی خیلی کوتاه بود خیلی یعنی؛ اینطوری که من واقعا راضی نمیشدم با جوابهاشون، دلم بازم میخواست بدونم.
و اینکه نظرات صادقانه خودشون رو در مورد ژاپن میگفتن و مقایسه میکردن با کشورهای دیگه جالب بود.
و اینکه نظرات صادقانه خودشون رو در مورد ژاپن میگفتن و مقایسه میکردن با کشورهای دیگه جالب بود.
December 18, 2020
فکر میکنم حرفها –برای مخاطب ایرانی حداقل– ناملموس بود و یکجورهایی سردستی به مسائل مهم پرداخته شده بود. در کل گفتوگویی نبود که ارزش مکتوب شدن داشته باشه. علاوهبر این، گفتوگو حدود ۲۵ سال پیش انجام گرفته که باعث شده خیلی از شرایطی که دربارهش بحث به میون اومده منسوخ یا به کلی متحول شده باشن.
November 2, 2017
Absolutely teeming with an abundance of fascinating topics - discussed both in a universal and Japan-specific context. Great read for any Murakami fan, Japanophile, or anyone interested in the human condition as it is in the 21st century.
Warning: definitely not the best of translations. I found at least 3 typos throughout the book. Also, I felt some parts (especially in the beginning) were very awkwardly translated. Then again, it might just be me not being "worldly" enough to understand what Murakami and Kawai were saying, in the context that they were referring to.
Still an amazingly insightful read though. I love these two together - they have this incredible chemistry that's a total joy to witness; something that definitely came through their thoughtful discourse.
Warning: definitely not the best of translations. I found at least 3 typos throughout the book. Also, I felt some parts (especially in the beginning) were very awkwardly translated. Then again, it might just be me not being "worldly" enough to understand what Murakami and Kawai were saying, in the context that they were referring to.
Still an amazingly insightful read though. I love these two together - they have this incredible chemistry that's a total joy to witness; something that definitely came through their thoughtful discourse.
April 17, 2018
ในหนังสือเล่มนี้ มูราคามิกับคาวาอิ คุยกันหลากหลายเรื่องราวแบบไม่ค่อยปะติดปะต่อ คล้ายจะคุยกันไปเรื่อยแบบไม่มีการวางแผน โดยรวมผมอ่านแล้วเฉย ๆ แต่ผมสนใจเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดเป็นพิเศษ ในช่วงหนึ่งคาวาอิพูดถึงจิตบำบัดว่า คือการช่วยให้ผู้มาปรึกษา "ค้นหาเรื่องเล่าของตนเอง" ผมเห็นด้วยกับนิยามนี้อย่างยิ่ง เมื่อมองจากมุมนี้ กระบวนการเยียวยาก็คือการทำความเข้าใจเรื่องเล่าในชีวิตของคนเราอันเป็นต้นตอของความทุกข์ และปรับเปลี่ยนโครงเรื่องของมัน
Read
May 29, 2018นามธรรมมาก เข้าใจแค่บางเรื่องที่เคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาบ้าง นอกนั้นไม่เข้าใจเลยว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่
June 17, 2018
ชอบที่นักเขียนและนักจิตบำบัดพูดคุยกันถึงประสบการณ์ของตนในประเด็นต่างๆ ที่ตั้งแต่ individualism vs collectivism ลัทธิโอม การบำบัดจิต นวนิยายบันทึกนกไขลาน commitment ของคนหนุ่มสาว รวมไปจนถึงการแต่งงาน
มูราคามิ : มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อธิบายถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจน
คาวาอิ : ถ่อมตัว เข้าอกเข้าใจ เห็นเลยว่าการบำบัดจิตเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงและจิตใจที่แข็งแกร่งมากๆ รู้สึกนับถือ อ. คาวาอิ้เลย
อยากลองบำบัดจิตด้วยกระบะทรายบำบัดดูบ้างจัง
มูราคามิ : มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อธิบายถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจน
คาวาอิ : ถ่อมตัว เข้าอกเข้าใจ เห็นเลยว่าการบำบัดจิตเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงและจิตใจที่แข็งแกร่งมากๆ รู้สึกนับถือ อ. คาวาอิ้เลย
อยากลองบำบัดจิตด้วยกระบะทรายบำบัดดูบ้างจัง
This entire review has been hidden because of spoilers.
July 1, 2022
ก่อนอ่านเล่มนี้ ผมมีเช็คลิสต์ให้ลองทำกันครับ
1.คุณสนใจสภาพสังคมญี่ปุ่น ณ ช่วงเวลาที่ลุงมูไปคุยกับ อ คาวาอิหรือไม่
2.คุณสนใจการเปรียบเทียบสังคมตะวันตก กับ สังคมญี่ปุ่นหรือไม่
3.คุณชอบอ่านเเนวคิดปรัชญาเชิงจิตวิทยา สังคม มนุษยศาสตร์หรือไม่
4.คุณอ่านบันทึกนกไขลานมาเเล้วหรือยัง
ถ้าจากเช็คลิส ติ๊กไปไม่ถึง 3 เเนะนำว่าผ่านเล่มนี้ไปก่อนครับ เมื่อไหร่ที่คิดว่าติ๊กได้ครบ 3 เเล้วค่อยหยิบเล่มนี้มาอ่าน ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการ งงๆ มึนๆ ระหว่างอ่านเเน่นอน
อ่านจบเเล้ว อยากไปก่อกระบะทรายเลยครับ
1.คุณสนใจสภาพสังคมญี่ปุ่น ณ ช่วงเวลาที่ลุงมูไปคุยกับ อ คาวาอิหรือไม่
2.คุณสนใจการเปรียบเทียบสังคมตะวันตก กับ สังคมญี่ปุ่นหรือไม่
3.คุณชอบอ่านเเนวคิดปรัชญาเชิงจิตวิทยา สังคม มนุษยศาสตร์หรือไม่
4.คุณอ่านบันทึกนกไขลานมาเเล้วหรือยัง
ถ้าจากเช็คลิส ติ๊กไปไม่ถึง 3 เเนะนำว่าผ่านเล่มนี้ไปก่อนครับ เมื่อไหร่ที่คิดว่าติ๊กได้ครบ 3 เเล้วค่อยหยิบเล่มนี้มาอ่าน ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการ งงๆ มึนๆ ระหว่างอ่านเเน่นอน
อ่านจบเเล้ว อยากไปก่อกระบะทรายเลยครับ
January 29, 2019
بحث شان در باب خشونت و مواجهه ژاپن بعد از جنگ با خشونت، الهام بخش نگاه تازه ای بود برام
June 6, 2025
Sometimes, you don't read anything; other times, you lock in and don't move until the last page has been turned.
May 6, 2023
Insightful
An incredible little book that reunites the thoughts of two great thinkers: a Japanese psychologist (Hayao Kawai) and a great novelist (Haruki Murakami). Full of reflection and insight to the events and interests that revolve around man's mind and gave rise to the current state of affairs in our times.
Although at first sight the couple in the conversation could appear as a mismatch, as one keeps on reading, the connection becomes evident : both men are really into psychology (the Jungian branch). The variety of topics (one of this being the differences between East and West) and the profundity with which they are dealt with makes this work worth reading without doubts. In addition to this, it sheds light into the strings that resonate in the incredible work of fantasy and fiction created by Murakami: a must to anyone interested in the creative process of the Japanese novelist.
An incredible little book that reunites the thoughts of two great thinkers: a Japanese psychologist (Hayao Kawai) and a great novelist (Haruki Murakami). Full of reflection and insight to the events and interests that revolve around man's mind and gave rise to the current state of affairs in our times.
Although at first sight the couple in the conversation could appear as a mismatch, as one keeps on reading, the connection becomes evident : both men are really into psychology (the Jungian branch). The variety of topics (one of this being the differences between East and West) and the profundity with which they are dealt with makes this work worth reading without doubts. In addition to this, it sheds light into the strings that resonate in the incredible work of fantasy and fiction created by Murakami: a must to anyone interested in the creative process of the Japanese novelist.
May 18, 2013
The title translates "Haruki Murakami meets Hayao Kawai". Hayao Kawai was a renowned Jungian psychologist with a strong science background, and also wrote many books. Two great thinkers of tooday's Japan opened up their minds, which itself was interesting, and luckily, it turned out to be very successful. I'm afraid that this is not available other than Japanese, hoping to be made available in other languages.
January 14, 2019
مباحث بسیار جالبی بین این دو شخص بزرگ مطرح میشود. مباحثی مرتبط با فرهنگ و جامعه و زندگی. بررسی تشابه و اختلاف این موارد در فرهنگ ژاپن و فرهنگی غربی.
تنها نقد من به ترجمه کتاب است که فهم بعضی از قسمتهای بحث را دشوار کرده است. اگر مترجم فعالیت تکمیلی به صورت پانوشت انجام میداد حتما به بهتر فهمیده شدن مطلب کمک میشد.
تنها نقد من به ترجمه کتاب است که فهم بعضی از قسمتهای بحث را دشوار کرده است. اگر مترجم فعالیت تکمیلی به صورت پانوشت انجام میداد حتما به بهتر فهمیده شدن مطلب کمک میشد.
May 4, 2020
من از پنج بهش ۳.۵ میدم
بعضی قسمتاش گنگ بود و دربارهی مسائلی که ازشون اطلاعی نداشتم صحبت میشد که خیلی برام جذاب نبود و قسمتهایی هم بود که واقعا لذت میبردم از خوندنشون.
و صحبتاشون باعث شد تصمیم بگیرم موقع کتاب خوندن به چیزای خیلی زیادی توجه کنم .
همینطور بعضی شباهتها میان فرهنگ ژاپن با فرهنگ خودمون هم خیلی جالب بود.
بعضی قسمتاش گنگ بود و دربارهی مسائلی که ازشون اطلاعی نداشتم صحبت میشد که خیلی برام جذاب نبود و قسمتهایی هم بود که واقعا لذت میبردم از خوندنشون.
و صحبتاشون باعث شد تصمیم بگیرم موقع کتاب خوندن به چیزای خیلی زیادی توجه کنم .
همینطور بعضی شباهتها میان فرهنگ ژاپن با فرهنگ خودمون هم خیلی جالب بود.
December 6, 2018
یه گفتوگوی صمیمی و گرم بین دو نفر آدم حسابی!
تنها مشکلش اینه که زود تموم میشه
تنها مشکلش اینه که زود تموم میشه
January 21, 2020
تقابل روانشناس و موراکامی مکالمه بسیار جالبی را پدید آورده بود. تفاوت ها و شباهت های فرهنگ ژاپن با ایران به عنوان دو کشور شرقی نکات بسیار جالبی را درخود داشت.
October 22, 2023
ฮารูกิ มูราคามิ ไปพบ ฮายาโอะ คาวาอิ เริ่มต้นของการอ่านก็ต้องค้นหาก่อนอื่นว่า คุณ คาวาอิเป็นใคร ดีที่ท้ายเล่มได้อธิบายเอาไว้ชัดเจนว่าท่านเป็นนักจิตบำบัดชาวญี่ปุ่น ที่ได้ทำงานใน USA ด้วย
และก่อนอื่นขอออกตัวล้อฟรี ดอกจันตัวใหญ่***เลยว่าเราเป็นแฟนตัวยงของมูราคามิ (ยังต้องบอกอีก?!) และนิยมอ่านเรื่องยาวมากกว่าเรื่องสั้นและเล่มโปรดคือ บันทึกนกไขลาน และส่วนตัวมีความสนใจจิตวิทยาและปรัชญาเป็นทุนเดิม ดังนั้น...
จึงชอบหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรอะไรมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรด้วยซ้ำตอนซื้อมา นึกว่าเป็นบทสนทนาหรือการเขียนโต้ตอบกับผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่กลับเป็นว่า - เป็นบทสนทนาเชิงปรัชญา ระหว่างคุณมูราคามิกับนักจิตบำบัด- ที่คุยกันแบบลึกซึ้งหากแต่ไม่เยิ่นเยิ้อในถ้อยคำ มีช่องว่างให้ผู้อ่านได้คิดตาม ไม่ได้มีข้อสรุป หากแต่เว้นไว้ให้คิดต่อ
รู้สึกสนุกเหมือนแอบฟังนักปรีชญาสองคนพูดคุยเชิงลึกกัน
และก่อนอื่นขอออกตัวล้อฟรี ดอกจันตัวใหญ่***เลยว่าเราเป็นแฟนตัวยงของมูราคามิ (ยังต้องบอกอีก?!) และนิยมอ่านเรื่องยาวมากกว่าเรื่องสั้นและเล่มโปรดคือ บันทึกนกไขลาน และส่วนตัวมีความสนใจจิตวิทยาและปรัชญาเป็นทุนเดิม ดังนั้น...
จึงชอบหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรอะไรมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรด้วยซ้ำตอนซื้อมา นึกว่าเป็นบทสนทนาหรือการเขียนโต้ตอบกับผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่กลับเป็นว่า - เป็นบทสนทนาเชิงปรัชญา ระหว่างคุณมูราคามิกับนักจิตบำบัด- ที่คุยกันแบบลึกซึ้งหากแต่ไม่เยิ่นเยิ้อในถ้อยคำ มีช่องว่างให้ผู้อ่านได้คิดตาม ไม่ได้มีข้อสรุป หากแต่เว้นไว้ให้คิดต่อ
รู้สึกสนุกเหมือนแอบฟังนักปรีชญาสองคนพูดคุยเชิงลึกกัน
December 11, 2024
A very interesting conversation between a therapist and a writer, talking, among other things, about the parallels of writing and therapy as a form of healing, and discussing the differences between pluralistic eastern societies and individual western ones in the 90s.
April 26, 2019
«هاروکی مورا کامی به دیدار هایائو کاوای میرود» ترجمه مژگان رنجبر گفت و گویی بین موراکامیِ نویسنده و کاوایِ روانکاو است. این دو از آنچه طی سالها برای ژاپن اتفاق افتاده و تاثیرش بر فرهنگ و رفتار اجتماعی جامعه صحبت میکنند. به بررسی تاثیر این اتفاقات در روند داستان نویسی و روانکاوی میپردازند. همچنین فرهنگ ژاپنی را با فرهنگ آمریکایی مقایسه میکنند و از تفاوتهای رفتاری بین دو جامعه حرف میزنند.
نکته جالب کتاب پرداختن به داستان نویسی به عنوان یک شیوه درمانی است. در واقع از نظر کاوای، نویسنده با خلق اثر به درمان چالش های روانی خود میپردازد. بعد از بحث درباره جزئیاتی که در شیوه داستان نویسی موراکامی بین دو نفر صورت میگیرد آنها متوجه میشوند که داستاننویسی برای نویسنده مشابه با روشهای درمانیِ جدید در حیطه روانکاویست. اثر نویسنده هم جایگاه روانکاوش را دارد و هم آسیب حلنشدهی ناخودآگاهش است.
از طرفی در بحثی که شکل میگیرد؛ مقایسه جامعه امروز ژاپن و آمریکا و صحبت کردن از رفتار سنتی مردم ژاپن، یادآور جامعه سنتی خودمان در ایران است. ویژگیهای مشابه فراوان بین رفتار ژاپنیها و ما بیشتر خواننده ایرانی را ترغیب میکند که پیگیر بحث باشد و بین خطوط به دنبال راهکاری برای حل مشکلات جامعهاش بگردد.
شاید شما هم مثل من، در انتهای کتاب این سوال برایتان باقی بماند که دو جامعه با رفتار اجتماعیِ بسیار مشابه چطور به دو "حال حاضر" کاملا متفاوت رسیدهاند؟
نکته جالب کتاب پرداختن به داستان نویسی به عنوان یک شیوه درمانی است. در واقع از نظر کاوای، نویسنده با خلق اثر به درمان چالش های روانی خود میپردازد. بعد از بحث درباره جزئیاتی که در شیوه داستان نویسی موراکامی بین دو نفر صورت میگیرد آنها متوجه میشوند که داستاننویسی برای نویسنده مشابه با روشهای درمانیِ جدید در حیطه روانکاویست. اثر نویسنده هم جایگاه روانکاوش را دارد و هم آسیب حلنشدهی ناخودآگاهش است.
از طرفی در بحثی که شکل میگیرد؛ مقایسه جامعه امروز ژاپن و آمریکا و صحبت کردن از رفتار سنتی مردم ژاپن، یادآور جامعه سنتی خودمان در ایران است. ویژگیهای مشابه فراوان بین رفتار ژاپنیها و ما بیشتر خواننده ایرانی را ترغیب میکند که پیگیر بحث باشد و بین خطوط به دنبال راهکاری برای حل مشکلات جامعهاش بگردد.
شاید شما هم مثل من، در انتهای کتاب این سوال برایتان باقی بماند که دو جامعه با رفتار اجتماعیِ بسیار مشابه چطور به دو "حال حاضر" کاملا متفاوت رسیدهاند؟
January 9, 2017
A little bit of insight into Murakami and how he writes his stories. Quite a lot of information about how he and Kawai view American and Americans. If you're interested in this sort of thing, great. Give it a read. If not, then don't worry about it. No great mysteries are solved here.
May 7, 2017
Sneak peek into the minds of two legends. I do not agree with some points they raise but nonetheless it would highly recommend it if you want to know Murakami on a better level.
August 22, 2019
درباره مسائل ژاپن در مقایسه با امریکا بود ، برای همین خیلی برای ما ایرونیها قابل لمس نیست .
January 3, 2024
گفتکویی تاثیرگذار مخصوص علاقهمندان به فرهنک و ادبیات ژاپن. ترجمه میتونست بهتر باشه ولی قطعا ارزش خوندن داره.
December 4, 2022
เป็นบทสนทนาของมูราคามิกับคุณคาวาอิที่เป็นนักจิตวิทยาบำบัดที่เกิดขึ้นในปี 1995 ถ้าจะให้เข้าใจทุกอย่างที่สองคนนี้คุยกันคนอ่านต้องเข้าใจบริบท ณ ตอนนั้นด้วย เรื่องที่เขาคุยกันมีทั้งเรื่องงานและเรื่องร่วมยุคสมัยที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
บทสนทนามีการพูดถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นตะวันตกและความเป็นญี่ปุ่นพอสมควร อาจเพราะมูราคามิเพิ่งกลับมาจากอเมริกาพอดี มีการพูดถึง individual ในแบบตะวันตกและญี่ปุ่น รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย มีการพูดถึงเหตุการณ์โอมชินริเคียว(การปล่อยก๊าซซารินในรถไฟใต้ดิน) เหมือนมูราคามิจะสงสัยและหาคำตอบ เขามองว่าความรุนแรงที่แสดงออกมามันเกิดจากการกดทับที่สังคมญี่ปุ่นไม่ยอมเรียนรู้หลังเกิดสงคราม เขาดูไม่ห็นด้วยกับการที่ญี่ปุ่นส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าร่วมในสงครามอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้ในบทสนทนายังมีการกล่าวถึงเรื่องงานเขียน ตอนนั้นเขาเพิ่งเขียนบันทึกนกไขลานจบ มีเมนชั่นถึงอยู่บ่อยครั้ง
โดยรวมแล้วก็อ่านได้เรื่อยๆ ได้เห็นมุมมองของผู้ชายสองคนสองสถานะแลกเปลี่ยนความคิดมุมมองผ่านบทสนทนา เราอ่านมีทั้งส่วนที่เข้าใจและไม่รู้ว่าเข้าใจถูกมั้ย ทำไมถึงคุยเรื่องนี้กันนะ ทำไมบทสนทนามันมาถึงตรงนี้ได้555 ไม่อยากตัดสินอะไรพวกเขามาก รู้สึกแค่ว่าสองคนนี้สนใจเรื่องบ้านเมืองดีนะ
บทสนทนามีการพูดถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นตะวันตกและความเป็นญี่ปุ่นพอสมควร อาจเพราะมูราคามิเพิ่งกลับมาจากอเมริกาพอดี มีการพูดถึง individual ในแบบตะวันตกและญี่ปุ่น รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย มีการพูดถึงเหตุการณ์โอมชินริเคียว(การปล่อยก๊าซซารินในรถไฟใต้ดิน) เหมือนมูราคามิจะสงสัยและหาคำตอบ เขามองว่าความรุนแรงที่แสดงออกมามันเกิดจากการกดทับที่สังคมญี่ปุ่นไม่ยอมเรียนรู้หลังเกิดสงคราม เขาดูไม่ห็นด้วยกับการที่ญี่ปุ่นส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าร่วมในสงครามอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้ในบทสนทนายังมีการกล่าวถึงเรื่องงานเขียน ตอนนั้นเขาเพิ่งเขียนบันทึกนกไขลานจบ มีเมนชั่นถึงอยู่บ่อยครั้ง
โดยรวมแล้วก็อ่านได้เรื่อยๆ ได้เห็นมุมมองของผู้ชายสองคนสองสถานะแลกเปลี่ยนความคิดมุมมองผ่านบทสนทนา เราอ่านมีทั้งส่วนที่เข้าใจและไม่รู้ว่าเข้าใจถูกมั้ย ทำไมถึงคุยเรื่องนี้กันนะ ทำไมบทสนทนามันมาถึงตรงนี้ได้555 ไม่อยากตัดสินอะไรพวกเขามาก รู้สึกแค่ว่าสองคนนี้สนใจเรื่องบ้านเมืองดีนะ
January 30, 2022
an intense read during my holiday. I thought I just want to have a glance and then dug in this thoughtful piece of writing. usually, I evaluate books by how they made me feel after reading them and also what did I learned. so I have to confess that this book went far beyond my expectations. so insightful comments over meaningful concepts. their remarks over marriage or life and also writing as a method to self-cure ourselves. combining the book, classic music, and a sunny winter morning and my coffee made an unforgettable Sunday for me. thanks a million
Displaying 1 - 30 of 63 reviews





























