Jump to ratings and reviews
Rate this book

Always be with you ความลับของผู้ชายแห่งดวงดาว

Rate this book
เรื่องราวของชายหนุ่มผู้มีทั้งโลกส่วนตัวและไอคิวสูง กับนักเจรจาสาวผู้เชี่ยวชาญการต่อรองในภาวะวิกฤติ หลังจากตกลงปลงใจจะแต่งงานกัน จิ้นซืออวี้จึงเดินทางกลับประเทศจีนเพื่อบอกคนในครอบครัว ทว่าการติดต่อเพียงครั้งเดียวที่เซิ่งเจาซีได้รับกลับเป็นการตัดสัมพันธ์ทางโทรศัพท์ หลังจากนั้นชายหนุ่มก็หายสาบสูญไปราวกับไม่เคยมีตัวตน

หกปีต่อมา เซิ่งเจาซีเดินทางกลับประเทศจีน ในฐานะโคชฝึกสอนของกรมตำรวจหน่วยเจรจาต่อรองในภาวะวิกฤติ เธอเริ่มต้นตามหาจิ้นซืออวี้จากข้อมูลลับของกรมตำรวจ แต่ยิ่งสืบ ยิ่งอันตราย ยิ่งล้วงลึก ยิ่งพบข้อมูลที่ไม่คาดคิด นั่นทำให้ตระหนักว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เธอแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเขาเลย

ระหว่างนั้นเธอได้พบกับโจวฮวายจิ่น ชายหนุ่มที่มีบางอย่างคล้ายคลึงกับคนรักที่หายสาบสูญ และภาระหน้าที่ทำให้เธอต้องติดต่อสถานสงเคราะห์ซิงเล่อ จนพบกับเหยียนเจิ้ง ชายหนุ่มผู้รับผิดชอบดูแลสถานที่แห่งนั้น พวกเขาช่วยกันคลี่คลายคดีต่างๆ จนกระทั่งพบความผิดปกติเบื้องหลังสถานสงเคราะห์ซิงเล่อ...

ขณะที่ไล่คว้าเงาของรักครั้งเก่าที่หายสาบสูญ เซิ่งเจาซีก็ได้รู้ความลับอันตรายของชายหนุ่มทั้งคู่ด้วยเช่นกัน

560 pages, Paperback

Published November 1, 2019

1 person is currently reading
16 people want to read

About the author

橘子宸

6 books

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
2 (22%)
4 stars
3 (33%)
3 stars
3 (33%)
2 stars
0 (0%)
1 star
1 (11%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for Patrawan Dear.
1,467 reviews148 followers
Read
January 21, 2020
# Always with you ความลับของผู้ชายแห่งดวงดาว

เป็นนิยายแนวสืบสวนที่จัดว่ามีลูกล่อลูกชนและมีความท้าทายอยู่พอสมควร อ่านได้ติดเกินคาด เพราะใส่องค์ประกอบมาดี ไม่ว่าจะเป็นตัวนางเอกนักเจรจาต่อรองผู้มีเบื้องหลัง พระเอกแฟนเก่าผู้หายสาบสูญไปถึงหกปี แต่เมื่อกลับมาเจอกับนางเอกอีกครั้ง กลับมีถึงสองคนให้ต้องเดาว่าคนไหนกันแน่

ด้านตัวละครแวดล้อมอื่น ๆ ก็มีความน่าสนใจ เพราะไม่ได้มีคาแรกเตอร์แบบตรงไปตรงมา เมื่อบวกกับประเด็นที่นำมาเล่น และเทคนิคการเล่าเรื่องแบบกั๊ก ๆ แทนที่จะทำให้งง ก็กลับกลายเป็นน่าติดตามไป

แม้ความสนุกจะอยู่ตรงที่ต้องเอาเรื่องราวต่าง ๆ มาผูกโยงเข้าด้วยกัน และความอยากรู้ว่าพระเอกหายไปไหน ในอดีตเกิดอะไรขึ้น แต่พอถึงช่วงเฉลย กลับทำได้ไม่ดีเท่าไรนัก มีบางอย่างที่ผู้เขียนละเลย รวบรัด ไม่ได้ให้รายละเอียด จึงน่าเสียดายที่อ่านจบไปด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสมบูรณ์

แต่โดยรวมก็อ่านได้เพลิน แบบมีอะไรให้อ่านค่ะ :)
Profile Image for Ning.
2,489 reviews200 followers
December 4, 2019
เป็นหนังสือแนวสืบสวน กึ่งไซไฟนิดๆ (อ่ะนะ มารักษาออทิสติคได้นี่ ควรจะไซไฟแหล่ะ)
เน้นว่าพระเอกหายไปไหน เพราะอะไร เกิดอะไรขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน

อ่านเพลินดีค่ะ แต่พล็อตเอย ปริศนาเอย มันดูเยอะไปหมด เล่นใหญ่แต่จบนิดเดียว บางคำถามไม่มีคำตอบ บางคำถามคิดไม่ออกว่าใส่มาทำไม แต่ที่ขัดใจที่สุดคือ .. ไม่หวานเลยยยยยยยยย ไม่มีโมเมนต์ ไม่มีสกินชิพ ..

แต่อ่านสนุกอยู่นะคะ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ในพาร์ทของการบูลลี่ และความรุนแรงในครอบครัว อ่านแล้วก็จะอินนิดนึง โดยรวมจะได้อารมณ์อ่านงานติงโม่ แต่ตัดส่วนโรแมนซ์ออก .. อ่านได้เพลินอยู่ค่ะ

สรุปให้ 3.5 คะแนน
Profile Image for Natt.
921 reviews
June 26, 2020
เป็นนิยายรักที่ทั้งระทึกใจ ทั้งประทับใจ
ตอนแรกคิดว่าจะได้เห็นนางเอกทำงานในฐานะนักเจรจาของตำรวจ แต่มีน้อยไป มีอารมณ์สืบสวนอยู่บ้าง ให้น้ำหนักกับความรัก ความหลัง และความซับซ้อนของพระเอกมากกว่า
Profile Image for Tanaporn.
269 reviews15 followers
June 10, 2020
การเดินเรื่องอาจจะปุบปับนิดนึง ทำให้อ่านแล้วทำไม่ทันบ้าง แต่โดยรวมคือดี เนื้อเรื่องน่าติดตามตลอด บุคลิกของพระ-นางก็น่ารักและเป็นผู้ใหญ่ ทำให้สมเหตุสมผลกับความรักที่มั่นคงของทั้งคู่
Profile Image for a nutcase.
84 reviews3 followers
May 30, 2023
เริ่มมาก็ไม่ดีละ รายละเอียดดูมั่วตั้งแต่ย่อหน้าแรกของบทนำ ผ่านไป 20 หน้า มีจุดทะแม่งๆ เข้าไปแล้ว 3 จุดใหญ่ๆ (มียิบย่อยอีก) อ่านจบบทที่ 1 รู้สึกสิ้นหวังกับผลงานนักเขียน มันดูเป็นงานเขียนที่มักง่าย ไม่ใส่ใจรายละเอียด ขาดวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล นักเขียนดูรู้ไม่จริงและไม่ยอมทำรีเสิร์ชให้ดี แถม common sense ยังวายป่วง อ่านแล้วหงุดหงิดตลอด เจออันแรกพยายามมองผ่าน แต่มันเจออีก เจออีก แล้วก็เจออีกแบบถี่เกินไป (ล่าสุดตัดสินใจเลิกอ่านกลางบทที่ 6)

3 จุดทะแม่งใน 20 หน้าแรก

1. ย่อหน้าแรกของบทนำ บรรยายนิวยอร์กเกอร์ว่า "สำหรับอเมริกันชนที่ใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งร้อน" — คือถ้าคุณเอานิวยอร์กเป็นฉากหลังแล้วบรรยายอย่างงี้มันจะขัดความรู้สึกไปไหมอะ คนเมืองนี้ไม่ชิลนะเฟ้ย เอามาบรรยายว่าเป็นเหล่าคนที่ไม่เร่งร้อนนี่ขัดมาก แล้วไม่ใช่ข้อมูลที่คนไม่รู้กัน นี่เลยผิดใหญ่ตั้งแต่ย่อหน้าแรกที่เปิดเรื่องมาอะ

2. นางเอกขึ้นเครื่องบินนั่งเฟิร์สคลาสแล้วหลับ คนนั่งข้างๆ เป็นชาวเอเชียที่พูดอังกฤษสำเนียงบริทิช ใส่รองเท้าตัดเย็บเฉพาะ นั่งหลังตรงแน็วไขว้ห้าง บรรยายว่าบุคลิกและความสง่างามกินขาด ซึ่งพอเห็นนางเอกหลับเขาก็กดปุ่ม "กรุณาอย่ารบกวน" ให้ แอร์เลยไม่ได้ปลุกตอนถึงมื้ออาหาร พอนางเอกตื่นขึ้นมาแล้วเลยรู้สึกขอบคุณ — what the heck?? ไม่มีใครทำอย่างงี้ให้คนแปลกหน้าบนเครื่องนะเฮ้ยในมารยาทสากล คือคนที่หลับอาจจะอยากให้ปลุกมากินข้าวตามเวลาก็ได้ อย่างนี้คือล้ำเส้น เสียมารยาท ไม่น่าเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นโดยเฉพาะกับคนที่มีลักษณะ multicultural ดูคุ้นชินกับความเป็นสากล พูดอังกฤษสำเนียงบริชทิชเป๊ะโดยที่มี Asian heritage กริยาท่าทางเนี้ยบๆ นั่งเฟิร์สคลาส

3. (spoiler alert แต่แค่ช่วงต้น ไม่เกิน 20 หน้า) มีการจี้เครื่องบิน คนร้ายเข้าไปถึงห้องนักบินบังคับให้นักบินกลับลำไปเม็กซิโกตอนที่เครื่องอยู่ในเขตน่านฟ้าประเทศปลายทางแล้ว (จีน) นักบินเลยบังคับเครื่องให้ทิ้งตัวเหมือนตกหลุมอากาศ แล้วบอกว่าไม่ได้หรอก น้ำมันกำลังจะหมดต้องรีบลงจอดฉุกเฉิน แล้วคนจี้ก็เชื่อ - whattt?? เอาเป็นว่าไม่ต้องพูดถึงแนวทางปกติในการคำนวณปริมาณเติมน้ำมันเครื่องบินละกันนะ เอาแค่ตรรกะว่า ปกติเติมน้ำมันปริมาณมันต้องพอให้บินถึงปลายทาง นี่มันยังไม่ถึงปลายทางเลย มันยังอยู่ในระยะทางที่น้ำมันครอบคลุมได้ แล้วจะมาอยู่ๆ น้ำมันหมดได้ไงถ้าไม่เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคอะไรสักอย่าง?? อยู่ๆ พอถูกจี้ก็จะน้ำมันหมดขึ้นมาดื้อๆ งี้อะนะ?? แล้วคนจี้ถึงจะไม่มีความรู้แค่ไหนแต่มี gut พอจะปล้นเครื่องบิน ลักลอบเอามีดขึ้นเครื่องมาได้ แค่ความระแวงระวังนักบินที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกลับไม่มีเลย?? หัดเป็นโจรแล้วทำไมถึงยังเชื่อคนง่ายขนาดนี้?? เหมือนไปปล้นเงินแคชเชียร์ แล้วแคชเชียร์บอกว่าไม่มีกุญแจเปิดเก๊ะเก็บเงินแล้วเชื่ออะ / ยังไม่นับว่าหนึ่งในคนร้ายที่ฟังนักบินอยู่เป็นตำรวจอากาศประจำเครื่องที่รู้รหัสและวิธีการเปิดห้องนักบินจากด้านนอก-คุ้นเคยกับ procedure บนเครื่องเป็นอย่างดี แล้วจะมาตกม้าตายกับคำที่นักบินบอกว่าน้ำมันจะหมดทำอะไรไม่ได้เนี่ยนะ?? แล้วมีตำรวจอากาศอยู่ในทีมแต่ไม่รู้วิธีการคำนวณปริมาณน้ำมันที่เติมให้เครื่องสำหรับการออกบินเนี่ยนะ? แล้วกลุ่มโจรมีหลายชาติและมีหลายคน แต่ไม่มีการเตรียมตัวให้สมกับเป็นโจรปล้นเครื่องบินมืออาชีพเนี่ยยยนะ?? (คนร้ายมี 4 คน หลักๆ เป็นจีน แต่ตำรวจอากาศชื่อเจสันเลยเปิดทางเผื่อไว้ว่าไม่จีนล้วน และมีนักโทษเวียดนามในเม็กซิโกเกี่ยวข้องเป็นพวกเดียวกัน)

_________________________________

(Spoiler Alert)

รวบรวมจุดทะแม่งเพิ่มเติมจนจบบทที่ 1

4. แอร์และ ผดส. ติดต่อศูนย์ควบคุมการบินจากห้องครัวบนเครื่องได้ (p.17) — ทะแม่งมาก ลองกูเกิ้ลหาข้อมูลดูว่ามีจุดสามารถติดต่อ ATC ได้จากนอกห้องนักบินจริงไหม แต่ไม่เจอเลย ใกล้เคียงสุดมีแต่บอกว่านักบินเป็นผู้ที่ติดต่อกับ ATC โดยในกรณีฉุกเฉิน flight crew สามารถติดต่อนักบินด้วยวิทยุสื่อสารจากภายนอก cockpit ได้ (ก็คือ flight crew ติดต่อ��ด้แต่นักบิน ถ้าจะต่อไป ATC ก็ต้องผ่านนักบิน) เลยสงสัยว่าแล้ววิทยุที่ติดต่อโดยตรงถึง ATC ได้มันจะมีอยู่ในห้องครัวจริงเหรอ?? เพราะเวลา��ิดต่อ ATC ทีมันจะได้ยินกันท้องฟ้า เครื่องบินลำอื่นก็ได้ยิน ถ้าคนสามารถเข้าถึงกันได้สะดวกขนาดนั้นก็ยิ่งจะง่ายต่อการก่อเหตุวุ่นวายไหม? มันจะส่งผลถึงการตัดสินใจของเครื่องบินลำอื่นที่อยู่โดยรอบไปด้วยไหม?? งงมาก ถามเพื่อนที่เป็นนักบิน (แต่เป็นเครื่องบินแบบอื่นที่ไม่ใช่เครื่องบินพาณิชย์) ความรู้สึกแรกของเพื่อนคือไม่ใช่ม้าง คือเพื่อนรู้สึกทะแม่งเหมือนกันแต่ไม่กล้าฟันธงเพราะไม่ได้ขับเครื่องบินพาณิชย์

5. จนท.ไกล่เกลี่ยพูดกับ ผดส. เครื่องบินที่ถูกไฮแจ็คว่า "ฉันจะลองเจรจากับพวกมันดู ... ฉันเคยเป็นนักไกล่เกลี่ยของ NYPD ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของฉันนะคะ" (p.19) — บทพูดวายป่วงมาก สงสัยว่านักเขียนเขียนงี้จริงหรือคนแปลแปลมั่ว อวยตัวเองอย่างมั่นอกมั่นใจ คำพูดแนว 100% ชัวร์แบบนี้มันเป็น wording ที่คนมืออาชีพจริงๆ เขาไม่พูดกันอะ เหมือนได้ยินหมอพูดว่า ...ผมจะผ่าตัดให้เอง ขอให้ญาติเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของผม...

6. เครื่องบินลงจอดที่เมืองเยว่เฉิง ประเทศจีน แต่เนื่องจากคนจี้เครื่องบินอยากให้นักบินขับกลับไปเม็กซิโก จึงเกิดเหตุการณ์ "จนท.ฝ่ายเม็กซิโกติดต่อกับกรมตำรวจของเยว่เฉิงแล้ว และบอกว่าจะปิดสนามบินแคนคูน ปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินที่ถูกจี้ลงจอด หวังว่า ตร.จีนจะสามารถจัดการเรื่องนี้ให้จบในเขตแดนของจีน" (p.21) — มายก็อชช

> หนึ่งนะ จนท.เม็กซิโกหรือพระเจ้า? ติดต่อเข้ามาก่อน รู้ได้ด้วยตัวเองว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่จีนที่ตัวเองถูกพาดพิง

> สองนะ พร้อมกันนั้นเม็กซิโกก็สั่งให้ปิดสนามบินตัวเองเพราะเรื่องที่เกิดห่างออกไปครึ่งโลก แถมปิดทั้งสนามบิน ทุกสายการบินห้ามลงจอดงี้ มายก็อชชช ใครเป็นคนตัดสินใจและสั่งการในภาวะวิกฤติ (ที่ยังไม่เห็นจะเป็นวิกฤติของเม็กซิโก) นี้สมควรถูกไล่ออกและไปรับผิดชอบค่าเสียหายของเหล่าสายการบินและ ผดส. อื่นๆ ที่ต้องมาสนามบินแคนคูนวันนั้น

7. แอร์โฮสเตสถูกโยนลงพื้นมาจากตัวเครื่องบินซึ่งสูง 3.5 เมตร จนลำตัวบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ เลือดไหลมหาศาลจากหลังศีรษะ ตร.หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 2 นายจึงรีบเดินเข้าไปพาตัวเหยื่อออกจากพื้นที่ก่อนนำตัวขึ้นรถพยาบาล (p.21) — 😱 เดี๋ยวววนะะะ ตร.สองนายเอาร่างคนที่ลำตัวบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติออกจากที่เกิดเหตุยังไง?? หิ้วปีกเหรอ? อุ้มเหรอ?? มองไม่ออกเลยว่าสองคนทำให้มันไม่ผิดหลักการได้ยังไงโดยเฉพาะไม่มีอุปกรณ์ช่วย?? ตร.ปฏิการพิเศษมันต้องรู้เรื่อง first aid แล้วนะเฮ้ย ความมืออาชีพอยู่ไหน??

8. ทีมจี้เครื่องบินตอบลูกพี่ว่า "ขอรับ!" (p.22) — ห๊ะ?? นี่มันนิยายร่วมสมัยหรือเปล่านะ?? จากตรงนี้คือเริ่มไม่ไว้ใจฝีมือของนักแปลละอะ ดูไม่มีฝีมือในการแปลภาษาจีน ถ้าไม่ใช่เซนส์ในการใช้คำไม่ดีก็คือคลังคำไม่ดี ไม่รู้ว่าไม่มีทั้งไทยและจีนหรือภาษาใดภาษาหนึ่ง เข้าใจว่าตรงนี้ต้นฉบับน่าจะใช้คำว่า 是 หรือ 好 ซึ่งในบริบทร่วมสมัยจะแปลว่า "ครับ" หรือ "รับทราบ" ก็ได้ทั้งนั้น แต่นี่แปลว่า "ขอรับ" มันหลุดบริบทมากไปมาก (ในบทต่อๆ มามีฉากนางเอกเรียกเพื่อนตัวเองแบบแซวๆ ว่า "แม่โฉมตรู" — ห๊ะ?? คนแปลอายุเท่าไรแล้วนะ?? เข้าใจว่าแปลมาจากคำว่า 美人 นะ ซึ่งเป็นคำทั่วๆ ไปที่ใช้เรียกกันแบบแซวๆ แปลตามตัวอักษรได้ว่า "สาวงาม" การแปลคำนี้ว่า "แม่โฉมตรู" นี่รู้สึกเกินไปมาก บาลานซ์ของคำต้นฉบับกับคำภาษาไทยที่เลือกมาเป็นคำแปลคือเอียงกะเท่เร่ ฝีมือการแปลแย่เกินไปมาก)

9. คนจี้เครื่องบินจะปล่อย ผดส. ครึ่งหนึ่งโดยนับจากชั้นเฟิร์สคลาสไปจนถึงที่นั่งหมายเลข 50 (p.24) — what the helll?? hellow?? ฉลาดมาก ประเมินมูลค่าตัวประกันเพื่อใช้ในการต่อรองยังไงถึงได้ปล่อย ผดส. ชั้นเฟิร์สคลาสและ biz ออกเป็นกลุ่มแรก?? ช็อกกับวิธีการคิดของนักเขียนที่ไม่มีเซนส์ใดๆ เลยย

10. "ระหว่างการต่อสู้ถูกกระแทกจนหมดสติ เรื่องหลังจากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้แล้ว" (p.27) — ถ้าสลบก็ไม่ควรใช้คำว่า -จำไม่ได้- อะนะ คลังคำไม่ไหวอย่างแรง ไม่รู้เป็นเพราะแปลไม่ดีที่ปลายทางภาษาไทย หรือใช้คำนี้มาตั้งแต่ต้น ถ้าตั้งแต่ต้นก็นักเขียนด้วยที่คลังคำไม่ดี

11. จบเหตุการณ์ ไม่ได้รู้สึกว่านางเอกได้เจรจาไกล่เกลี่ยอะไรอย่างที่อวยตัวเองไว้เลย คือเธอถามคนร้ายแค่ว่า "ข้อเรียกร้องของคุณมีอะไรบ้าง ... ยังต้องการอย่างอื่นอีกไหม" แล้วคนร้ายตอบแค่ว่า "แกจะเอาอะไรมาเจรจากับฉัน ... เอาเวลาไปอธิษฐานให้พวกมันยอมทำตามคำสั่งของพวกเราจะดีกว่า" >> ซึ่งนางเอกรู้สึกว่าตัวเอง -ล้วงข้อมูลสำเร็จ ทำให้รู้ว่าพวกมันยื่นข้อเสนอไปแล้ว ช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้ระดับหนึ่งว่านี่ไม่ใช่การก่อการร้าย- (p.20)— wth?? นางเอกมืออาชีพจริงอะ? ได้ข้อมูลมาชิ้นเดียวเรียกว่านี่คือ achievement ในการเจรจาของตัวเองแล้วเหรอ? แถมเป็นข้อมูลประเภทที่ไม่ต้องใช้ทักษะการเจรจาต่อรองเลยก็รู้ได้ (คำถาม common sense ที่ทุกคนจะอยากรู้จากคนร้ายไม่ว่าจะในเหตุร้ายแบบไหนก็คือคนร้ายต้องการอะไร ถ้าเกิดเหตุบนเครื่องก็อาจเป็นแอร์นี่แหละที่ชวนคุยโดยหวังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้คนร้ายเย็นลง)

12. เครื่องออกจากบอสตันไปจีน (p.28) — 😑 นางเอกอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก เช้าวันออกเดินทางยังเพิ่งเดินออกจากบาร์ในนิวยอร์กตอนตีสี่หลัง farewell party คุณจะอ้อมไปขึ้นเครื่องที่บอสตันทำไม??? แถวนิวยอร์กเที่ยวบินก็มากกว่าด้วย จะว่าเครื่องออกจากนิวยอร์กไป stop over หรือแม้แต่ transfer ที่บอสตันก็ดูไม่ใช่อะ ถ้าจะไปแวะ west coast ยังจะเมกเซนส์ซะกว่า ไม่งั้นก็ต้องประเทศอื่นสักประเทศที่อยู่กลางทาง ไม่เข้าใจนักเขียนจะให้เครื่องออกจากบอสตันทำไม?? ไม่ make sense ด้วยประการทั้งปวง อ่านแล้วไม่ได้คำตอบด้วยว่าตกลงนางเอกไปขึ้นเครื่องที่ไหนแน่? นิวยอร์กหรือบอสตัน? ทำไมเมนชั่นว่าเครื่องออกจากบอสตัน? งงมาก

13. เครื่องบินโดยสารจากเมกาไปจีนเป็น Boeing 737 รองรับ ผดส. สูงสุด 200 คน (p.18) — ?!! งงการอ้างนี้ ทำไมต้อง Boeing 737?! ไปเสิร์ชดู Boeing 737 มันใช้สำหรับการบินบนเส้นทางระยะสั้น ไม่ใช่ระยะบอสตัน-จีน ระยะทางที่ยาวที่สุดที่ Boeing 737 บินได้คือประมาณ 7,000 กิโลเมตร ในขณะที่เส้นทางที่สั้นที่สุดจากบอสตันไปจีนคือไปลงที่ปักกิ่ง ระยะทางประมาณ 10,000 กิโลเมตร

_________________________________

จบบทที่ 1 แบบเห็นแววไม่ดีมากๆ 😓

_________________________________

✦ ความสิ้นไร้เหตุผล-สิ้นไร้ความเป็นจริง ของบทที่ 6 — ฟางเส้นสุดท้าย จากจุดนี้เลิกอ่านละ

1. พระเอกเป็นรองประธานบริษัทนัดคุยธุระกับนางเอกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากหน่วยงานดับเพลิง โดยตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน และนัดเจอกันที่สถานสงเคราะห์
— สถานสงเคราะห์อะไรก็ไม่รู้ สงเคราะห์เด็กหรือคนชราหรือคนยากไร้?? ไม่รู้แปลหลุดหรือไม่เขียนแต่ต้น สะท้อนความเป็นงานเขียนมักง่าย / บทก่อนหน้านี้ก็แนะนำสถานที่ทำงานของนางเอกครั้งแรกในบทบรรยายว่า "กรมฯ" กรมอะไรก็ไม่รู้ พูดถึงเป็นครั้งแรกด้วยเครื่องหมาย ฯ ?? ต่อมาในการกล่าวถึงเป็นครั้งที่ 3 ถึงได้ใช้คำเต็มว่า "กรมตำรวจ"

2. นางเอกขับรถมาแต่หลงทาง พอเลทไป 20 นาที พระเอกโทรตาม พอรู้ว่านางเอกหลงทางเลยบอกทางให้นางเอก ผ่านไปอีกราว 10 นาที (=เลท 30 นาที) นางเอกแวะจอดรถที่ร้านขนมระหว่างทางเพื่อจะซื้อขน��ไปฝากพระเอกที่รอคุยงานอยู่ ผ่านไปอีก 12 นาที (=เลท 42 นาที) พระเอกโทรหานางเอกแล้วไม่มีคนรับสายเลยขับรถออกมาตามหาจนเห็นนางเอก "ยืนชะโงกซ้ายชะเง้อขวาต่อคิวอยู่ที่หน้าประตูร้านขนม ... ยกข้อมือดูนาฬิกาอยู่เป็นระยะ ท่าทางคงร้อนใจเพราะรู้ว่านัดเขาไว้ แต่เห็นเบเกอรี่กรอบนอกนุ่มในร้อนๆ จากเตาก็ยากจะห้ามใจ จึงได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความร้อนรน รักพี่เสียดายน้อง"

— นี่คือ American manner เหรอ? นางเอกเรียนหนังสือและทำงานที่อเมริกา เวลาติดต่อธุระทางการกับคนไม่รู้จักกันนี่เลท 20 นาทีโดยไม่มีการแจ้งอะไรเลยเหรอ? แล้วยังรู้สึกสบายๆ กับการที่จะแวะร้านขนมข้างทางแถมมีคิวยาวตอนที่เลทไปแล้ว 30 นาทีอยู่อีกเหรอ? ในนิยายคือเขียนให้เหมือนนางเอกดู cute น่ารัก ละล้าละลัง อยากกินขนม อดใจไม่ไหวแต่อีกใจก็กังวลที่เลทแล้ว ซึ่ง... hellow?? ตรรกะวิบัติละไหมเหตุการณ์อย่างงี้?? จะพรีเซนต์นางเอกที่ไร้มารยาท+ไร้ความเป็นมืออาชีพขนาดนี้ด้วยความคิ้วท์จากการอดใจกับความอยากกินขนมไม่ไหวจริงอะ??

— สำนวน "รักพี่เสียดายน้อง" ไม่เหมาะกับสถานการณ์ตรงนี้เลย เซนส์ในการใช้คำของคุณนักแปลมันยังไม่ดี และคลังคำของคุณก็ยังน้อยเกินไปจริงๆ - รักพี่เสียดายน้องใช้ในสถานการณ์ที่จำใจต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างตัวเลือกที่ดีพอๆ กันจนทำให้อยากได้ทั้งคู่ แต่ตัวเลือกในที่นี้ซึ่งคือ การได้กินขนมอร่อย กับ การรีบไปตามนัดอย่างมีจิตสำนึกของคนมาสาย มันเป็นตัวเลือกลักษณะรักพี่เสียดายน้องเหรอ?? สถานการณ์นี้มันเลือกได้เหรอ? - เหตุการณ์นี้น้ำหนักของตัวเลือกดูไม่เท่ากันตั้งแต่ต้นแล้ว มันมีช้อยส์หนึ่งที่เป็นสิ่งที่ยังไงสุดท้ายก็ต้องเลือกเพราะมีเงื่อนไขบังคับ ไม่ได้เลือกได้อย่างเสรีอะไรก็ได้ระหว่างสองสิ่งตามความหมายของสำนวนนี้เลย และดูแล้วนางเอกคงอยากกินขนมมากกว่าอะ ถ้าไม่มีนัดมารัดตัวก็เลือกขนมแน่นอน มันไม่ใช่สิ่งที่อยากได้ทั้งคู่แบบพอๆ กัน

3. พอนางเอกซื้อขนมเสร็จ พระเอกที่นั่งดูอยู่ในรถก็เปิดกระจกลงมากวักมือเรียก นางเอกเดินมายืนข้างรถ คุยกันนิดหน่อย ขอโทษแบบขอไปทีที่ทำให้รอนานนิดนึง ("เจอกันครั้งแรกก็ปล่อยให้คุณรอนานเลย ขอโทษด้วยนะคะ") จากนั้นนางเอกยื่นขนมผ่านกระจกไปให้พระเอก แถมถามด้วยว่าจะไปซื้อสตาร์บัคส์ให้จะเอาอะไรระหว่างกาแฟดำกับมอคค่า พระเอกตอบจะเอาเต้าฮวย นางเอกประหลาดใจว่ามีช้อยส์ ก. กับ ข. ให้ แต่พระเอกดันเลือกช้อยส์ ค. แสดงถึงการเป็นคนนอกกรอบ ซึ่งมีประชากรแค่ 20% เท่านั้นแหละที่จะหาช้อยส์ ค. มา

— ว้อทท?? สายแล้วสายอีกแต่ก็ยังเสนอว่าตัวเองอยากไปสตาร์บัคส์?? ไม่ต้องคุยงานแล้วมั้ง? นางเอกดูเป็นคนไร้ความเป็นมืออาชีพซ้ำแล้วซ้ำอีก

— แล้วช้อยส์ที่ให้อะก็มีปัญหาอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เราอ่านยังรู้สึกทันทีเลยว่าทำไมต้องบังคับกาแฟดำกับมอคค่า เมนูสตาร์บัคส์ตั้งมากมาย คนปกติแค่ถามว่าจะเอาอะไรดี ไม่มีใครมาบังคับช้อยส์ขนาดนี้หรอก หรือถ้าให้ช้อยส์ก็แค่พูดพอให้คนถูกถามมีไอเดีย ซึ่งถ้าเขาตอบช้อยส์ ค. มาก็ไม่มีใครมาคิดว่าช่างคิดได้-มีความคิดสร้างสรรค์เหลือเกินหรอก แต่ปรากฏว่าคุณเธอทัศนคติคับแคบมากจนคิดว่าคนที่คิดช้อยส์นอกเหนือกาแฟดำกับมอคค่าได้คือคนที่มีความคิดนอกกรอบหมด? ความคิดนางแบบนี้เหมือนกบในกะลาอะ

4. แล้วอยู่ๆ นางเอกก็เข้าไปนั่งในรถพระเอก??? งงมาก ไม่มีฉากที่บอกว่าพระเอกชวนขึ้นไปนั่ง หรือเธอเดินขึ้นไปนั่ง หรือเธอหายตัวเข้าไปในรถได้ยังไง?? เอาเป็นว่าเดาให้ว่าพระเอกชวนขึ้นรถละกัน เพราะคนไม่สนิทกันคงไม่เปิดเข้าไปนั่งเอง ทีนี้ชวนเข้าไปนั่งและตอบรับที่จะเข้าไปนั่งทำไม ในเมื่อรถนางเอกเองก็จอดอยู่ตรงนั้น? >> คำตอบคือเพื่อให้นางเอกกับพระเอกได้มีโมเม้นท์นั่งกินขนมด้วยกันบนรถที่เป็นเสมือนสเปซส่วนตัวเล็กๆ อบอุ่นๆ.... หืม? หืมมม?? ฝืนไปไหม?? ถ้าเมกเซนส์นะจะมีคำถามตามมามากมายแนวสงสัยว่านางเอกตอบรับคำชวนยังไง - คือรถตัวเองก็อยู่ตรงนั้น สนิทกันก็ไม่ สายแล้วก็ใช่ และขับรถไปอีกแค่ 2 นาทีมันก็ถึงสถานสงเคราะห์ที่มีที่นั่งดีๆ แล้ว - คือนึกภาพไม่ออกว่าพระเอกจะชวนให้ขึ้นรถยังไงให้เนียน ให้ดูธรรมชาติ (ซึ่งตามเรื่องพระเอกก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าคิดจะจีบหรืออะไร ท่าทีคือแบบเย็นชา ไม่ยิ้ม ไม่พูด เท่) ในขณะเดียวกันนางเอกจะตอบรับคำชวนโดยไม่มีสงสัยเลยเหรอว่าจะชวนขึ้นรถทำไมในขณะที่มีรถของเธอเองอีกคันตรงนั้นที่ต้องไปขยับ ไม่สงสัยเลยเหรอว่านี่แอบจีบหรือเปล่า (ในเรื่องคือเธอไม่สงสัย เธอขึ้นไปนั่งกินขนมบนรถพระเอกให้เศษขนมตกใส่เบาะหนังแท้ของพระเอกแบบคิ้วท์ๆ แล้วพระเอกปรายตาแบบไม่คิดมากอะไรทั้งๆ ที่ผู้ชายปกติแล้วหวงรถตัวเอง 😑 พูดถึงตรงนี้แล้วก็อย่าให้ต้องเริ่ม discuss เรื่องความชายเป็นใหญ่ในนิยายเรื่องนี้เลย เป็นนิยายที่แสดงความชายเป็นใหญ่อยู่เป็นระยะๆ แถมมันสะท้อนผ่านมุมมองของผู้หญิงที่เป็นตัวเอกซึ่งก็คือนางเอกอีก ☹️ นางเอกโคตรจะไม่เหมือนเป็นคนที่มี educational/working background จากอเมริกาที่ประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องที่ทุกคนมี awareness อะ)

— นางเอกโคตร fake ลักษณะการทำงานดูไม่ใช่คนทำงานเก่ง/ฉลาดอย่างที่คนเขียนพยายามยัดเยียดบอกคนอ่าน และไม่ได้ดูเหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่อเมริกาท่ามกลางกลุ่มคนอเมริกันมาหลายปีอย่างที่นักเขียนพยายามอ้าง

_________________________________

✦ นั่นแหละ ลำไยจัด บุคลิกนางเอกจากการบรรยายคือลุย มืออาชีพ เก๋าเกม ได้คะแนนแบบทดสอบความเด็ดเดี่ยว 98/100 คะแนน (โดยทั่วไปแล้วหาคนได้คะแนนมากกว่า 90 ยากมาก - เนื้อเรื่องบอกงี้) แต่เวลาอยู่ในฉากกับพระเอกไม่เห็นความลุย ความเก๋า ความเด็ดเดี่ยวอะไรนี่เลย เห็นแต่ความไร้มืออาชีพและความ (แอ๊บ) คิ้วท์ต่อหน้าพระเอก (แอ๊บเลเวลตรรกะวิบัติจนรู้อะว่าคนนี้คือพระเอกแน่)

จากที่ระบายมาขนาดนี้ก็รู้สึกว่าพอแล้วล่ะ น่ารำคาญเกิน ยิ่งอ่านยิ่งหงุดหงิด อ่านต่อก็ยิ่งรู้สึกเสียเวลา ข้อมูลก็แย่ ความเป็นเหตุเป็นผลก็แย่ ทนอ่านต่อไม่ไหวละ ดีที่หนังสือยืมห้องสมุดมาไม่ได้ซื้อเอง ราคาเกือบ 400 บาท (ขาดแค่สิบบาท) ถ้าซื้อเองคือเสียดายตังค์
Displaying 1 - 5 of 5 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.