Jump to ratings and reviews
Rate this book

ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว

Rate this book
“ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” หนังสือเล่มแรกที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ เผยเบื้องลึกเบื้องหลังของทั้งชีวิต ทุกแง่มุมที่ทุกคนอยากรู้

ใช้ระยะเวลาจัดทำกว่า 8 ปี เรียบเรียงประสบการณ์บนเส้นทางธุรกิจยาวนานกว่า 50 ปี ให้กลายเป็นเรื่องเล่าเรียบง่าย แฝงแนวคิดและปรัชญาในการทำงานให้ประสบความสำเร็จเพื่อส่งต่อแนวความคิดสู่นักธุรกิจรุ่นใหม่

จากประโยคสั้นๆ ที่เป็นหลักคิดในการทำงานตลอดชีวิตของเขา กลายมาเป็นชื่อหนังสือที่จะเข้าไปอยู่ในหัวใจนักอ่าน

“ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว”

เรื่องราวชีวิตและประสบการณ์อันเข้มข้นของธนินท์ เจียรวนนท์ สู่สุนทรียะทางการอ่าน

หนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” ออกแบบพิเศษโดย คัดสรร ดีมาก
โดดเด่นตั้งแต่หน้าปก ด้วยฟอนท์พิเศษเฉพาะสำหรับหนังสือเล่มนี้


จุดประกายความคิด ต่อยอดความสำเร็จ ดีใจแล้วไปต่อ เหตุใดความสำเร็จจึงควรดีใจแค่เพียงวันเดียว

พบคำตอบได้ในหนังสือเล่มนี้

304 pages, Paperback

Published September 1, 2019

16 people are currently reading
103 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
37 (35%)
4 stars
39 (37%)
3 stars
25 (23%)
2 stars
3 (2%)
1 star
1 (<1%)
Displaying 1 - 18 of 18 reviews
Profile Image for Paul Lin.
47 reviews
January 3, 2020
ผมได้ข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ก็เลยลองไปหามาอ่านบ้าง

เท่าที่ทราบ นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ คุณธนินท์ เป็นเจ้าของเรื่องในหนังสือเองโดยมีชื่อที่บรรณานุกรมในฐานะผู้ประพันธ์ โดยหนังสือเล่มต่าง ๆ ที่เคยตีพิมพ์มาก่อนหน้านั้น จะเรียบเรียงขึ้นจากการสัมภาษณ์ หรือเป็นผู้อื่นเขียนถึง

จากงานเปิดตัวที่งานสัปดาห์หนังสือ ทำให้ทราบว่า เล่มนี้ใช้เวลาเขียนนานถึง 8 ปีเลยทีเดียว

เนื้อหาข้างในค่อนข้างกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ และไม่ได้ลงรายละเอียดไว้มากนัก ถ้าใครเคยอ่านบทสัมภาษณ์ที่ลงใน Nikkei Asian Review เมื่อ 3 ปีก่อน จะเห็นว่า ระดับความลึกของข้อมูลนั้นต่างกันลิบลับ

ซึ่งก็เป็นข้อดีคือ อ่านง่ายมาก แต่ละย่อหน้าจะมีเพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้น หรืออาจมีเพียงประโยคเดียว แล้วทิ้งไว้ให้คิด

คุณธนินท์เล่าถึงการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เน้นเรื่องอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่มากกว่าเรื่องอื่น ส่วนธุรกิจอื่นก็แตะบ้างพอหอมปากหอมคอ

แต่อ่านไปแล้วบางคนอาจหงุดหงิด เพราะอาจรู้สึกว่า นี่เป็นการแก้ต่าง ต่อข้อครหาเรื่องการทำธุรกิจผูกขาดของ ซี.พี. ซึ่งตรงนี้ผมไม่ขอวิจารณ์ แต่คุณธนินท์ให้เหตุผลว่า ที่ธุรกิจสำเร็จมากกว่าคนอื่น ก็เพราะเป็นการเริ่มทำก่อนที่คนอื่นจะสนใจมาทำต่างหาก โดยก็ได้ลองผิดลองถูกมาอย่างลำบาก

เมื่อไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักในธุรกิจที่สำเร็จ (โดยอาจมีเกร็ดเล็กน้อยแทรกไว้บ้าง) ธุรกิจที่ประสบปัญหาก็ไม่ได้เล่าลงลึกมากเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าต้องการทราบเบื้องลึกว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือมีการตัดสินใจอะไรบ้างที่ผิดพลาด แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็จะไม่ค่อยได้ข้อมูลเท่าไหร่นัก

แต่พอกลับมาดูชื่อหนังสือแล้ว ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะเล่มนี้ไม่ได้เป็นเนื้อหาที่เน้นบทเรียนที่ได้จากความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ในหนังสือก็สื่อให้เห็นว่า ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะการกะประเมินสถานการณ์ผิด

ที่น่าสนใจคือ วิธีการแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นมาแล้ว โดยในเล่มจะให้เป็น "แนวคิด" ว่าควรทำอย่างไร แล้วตอนนั้นได้ทำอะไรบ้างอย่างคร่าว ๆ ซึ่งเนื้อหาตรงนี้มีอยู่เพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น

เนื้อหาประมาณ 50% ของเล่ม จะเป็นแนวคิดที่เป็น "ทฤษฎี" และ "วิสัยทัศน์" ของคุณธนินท์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง สังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างเป็นองค์รวม

นอกจากนี้ก็ยังมี มุมมอง ในเรื่องของ "ทรัพยากรบุคคล" ด้วย

แนวคิดหลายเรื่องสามารถปรับใช้ได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจก็ตาม และหลายเรื่องก็น่าคิดพิจารณาเพื่อมานั่งถกเถียงกัน

โดยสรุปคือ เล่มนี้ เป็น แนวคิด วิสัยทัศน์ ของคุณธนินท์ ที่อ่านได้ง่าย เหมาะสำหรับทุกคน แม้ว่าที่ปกหน้าจะบอกว่า "เป็นกำลังใจให้นักธุรกิจ" หรือที่ปกหลังระบุ "เพื่อนักธุรกิจรุ่นต่อไป" และไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบการทำธุรกิจของ ซี.พี. ก็ตาม ผู้อ่านก็น่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้
Profile Image for รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์.
Author 11 books108 followers
July 30, 2020
เบื้องหลังเศรษฐีเมืองไทยที่ก็คงต้องอ่านแหละ ในฐานะคนไทยที่สนใจเรื่องธุรกิจคนนึง

สไตล์การเขียนเล่มนี้มาแบบโบร่ำโบราณนิดหน่อย คืดอัตชีวประวัติแบบถามมา ตอบไป คิดว่าน่าจะเขียนโดยใช้การสัมภาษณ์แล้วนำมาเรียบเรียง แต่มีจุดที่น่าเสียดายคือเนื้อหาซ้ำๆ เยอะมาก เช่น คนทั่วโลกคือทรัพยากรมนุษย์ของซีพี หรือการบ่นน้อยอกน้อยใจว่าถูกโจมตีว่าผูกขาด แต่จริงๆ แล้วครองตลาดได้เพราะเก่ง

อ่านแล้วอยากเดินไปตบบ่าเจ้าสัวเบาๆ แล้วบอกว่า ผูกขาดก็คือผูกขาดน่ะ จะเก่งด้วยตัวเอง หรือได้สัมปทานจากรัฐ หรือล็อบบี้เก่งจนออกกฎหมายที่ทำให้คู่แข่งรายใหม่เกิดยาก ถ้ามีอำนาจเหนือตลาดเค้าก็เรียกว่าผูกขาดทั้งนั้นแหละ ลองอ่านเคสไมโครซอฟต์กับสหภาพยุโรปดูไหมครับ?

อีกประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหามากๆ คือทฤษฎี 2 สูง เรียกว่าฉีกทุกกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าจะให้ราคาสินค้าเกษตรเป็นตัวนำ แล้วสร้างความต้องการซื้อภายในประเทศด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หากทั้งสองอย่างสูง คุณภาพชีวิตคนไทยก็จะสูงขึ้นเอง

คิดแบบนี้ไม่ผิดหรอกครับ ถ้าเราอยู่ในโลกก่อนโลกาภิวัตน์ แต่หยิบมาใช้ในบริบทปัจจุบันบอกตามตรงว่าผิดฝาผิดตัว เมื่อสินค้าเกษตรส่วนใหญ่เน้นส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ เช่นเดียวกับค่าแรงขั้นต่ำที่พยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ กลยุทธ์เหล่านี้คือสิ่งที่ผลักให้ไทยเติบโตมาตลอดหลัง พ.ศ. 2540

ถามว่ากลยุทธ์นี้จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือไม่ ก็คงไม่น่า แต่ถามว่าทฤษฎี 2 สูงจะทำให้คนรวยขึ้นหรือไม่ อันนี้ผมตอบเลยว่าไม่มีทาง เพราะตลาดไทยตอนนี้เชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างมาก ราคาสินค้าเกษตรก็ผันผวนตามตลาดโลก ไทยอยากจะเพิ่มราคาโดยใช้รัฐกั๊กไว้เพื่อหวังให้ซัพพลายลด ดีมานด์เพิ่ม แต่ขอโทษเถอะ ลองทำแบบนั้นนอกจากจะถูกก่นด่าจากนานาชาติแล้ว เวียดนามจะมาตีตลาดข้าวเสียเปล่าๆ

อ่านไปก็ถอนหายใจไป แต่นั่นแหละครับ คนรวยและประสบความสำเร็จพูดอะไรๆ มามันก็น่าฟัง น่าเชื่อถือไปหมด
Profile Image for Sahathust Num.
406 reviews5 followers
April 10, 2020
เป็นเล่มที่คุณธนินทร์ เป็นนักเขียนเอง ได้เห็นภาพความคิด มุมมอง อุปสรรค และการแก้ปัญหา ในวัย80ของคุณธนินทร์ ยังคงทำงานอยู่ เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศ ในเล่มมีเรื่องราวชีวิตมากมาย ยิ่งหลักการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่เขียนออกมาช่วงท้ายได้ดีมากๆเลย
This entire review has been hidden because of spoilers.
62 reviews2 followers
November 4, 2019
การได้อ่านเรื่องราวของนักธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ ว่าเขามีมุมมอง แนวคิดอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วมีความเก่งไม่แพ้คนต่างชาติ แต่เราไม่ค่อยรับรู้ หรือไม่ค่อยจะอยากรู้
หนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เราได้รู้จักอีกแง่มุมหนึ่งของธุรกิจ ซี.พี จากชื่อหนังสือ ความสำเร็จดีใจวันเดียว เหมือนต้องการจะบอกเราว่า อย่ายึดติดกับความสำเร็จใดๆมากนัก หากเราทำสิ่งใดที่สำเร็จแล้ว แต่จริงๆแล้วเราจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาต่อไปๆ ไม่มีหยุด... องค์กรถึงจะขับเคลื่อนไปได้ในทุกๆสภาวะเศรษฐกิจ แต่การจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ด้วยดี แม้ต้องเผชิญกับภาวะอุปสรรค " คน" จึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก
Profile Image for The Observing Mind.
24 reviews6 followers
June 7, 2020
https://www.theobservingmind.co/book/...
---------------------------------------
"หนังสือจากคนที่ประสบความสำเร็จ 'ตัวจริง' ของประเทศไทย"
.
หากคุณมีอคติอยู่กับกลุ่มบริษัท CP ก็อยากชักชวนให้ลอง “เปิดใจ” อ่านหนังสือเล่มนี้ดูครับ...
---------------------------------------
1.ในท้องตลาดนั้น มีหนังสือมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จและเศรษฐีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือบอกเล่าประวัติของ Warren Buffett, Steve Jobs , Mark Zuckerberg, Elon Musk, Bill Gates หรือ Jack Ma
.
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม ต่างแนวคิด ต่างสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา
.
ผมเชื่อว่า ต่อให้มี 10 Elon Musk , 100 Zuckerberg หรือ 1000 Steve Jobs มาเกิดในประเทศไทย พวกเขาก็คงไม่ประสบความสำเร็จมากดังเช่นที่เราเห็น เพราะนี่คือประเทศไทย ซึ่งมีสภาพแวดล้อม มีบริบท มีวัฒนธรรม มีโอกาส มีปัจจัยที่ท้าทาย มีอุปสรรค ที่แตกต่างกันออกไป
.
มีลักษณะเฉพาะแบบไทยๆ ที่ต้องปรับตัวอยู่ให้เป็น
.
ดังนั้นแล้วจึงเป็นเรื่องที่ดี และเห็นได้ไม่บ่อย ที่คนที่ถือว่า “ประสบความสำเร็จที่สุด” และ “อยู่เป็นที่สุด” ในประเทศไทย มาเขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนไทย เช่นนี้
.
2.อคติ

เมื่อพูดถึง CP (เครือเจริญโภคภัณฑ์) ผมเชื่อว่า สิ่งแรกที่จะโผล่ขึ้นมาในความคิดของใครหลายๆคน คือคำว่า “ผูกขาด” ซึ่งตัวผมเองก็มีอคติกับ CP เต็มที่ (แม้จะเข้าเซเว่นเกือบทุกวัน)
.
Review หนังสือเล่มนี้ จึงเขียนโดยคนที่มีอคตินำมาก่อน และเนื่องจากตัวผมเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่อย่างใด ก็จะพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวต่างๆนะครับ
---------------------------------------
3. หนังสือเล่มนี้ แบ่งเนื้อหาหลักๆ ออกเป็น 3 ส่วน คือ
- ประวัติส่วนตัวของคุณธนินท์ ประวัติครอบครัว และประวัติย่อของกิจการต่างๆของ CP
- ยุทธศาสตร์ต่างๆ ปรัชญา และวิธีคิดของ CP ที่ทำให้บริษัทเจริญเติบโตมาเช่นวันนี้
- การพัฒนาการเกษตรของไทย โดยเน้นประยุกต์ใช้หลักการ “สองสูง”

จะยกมา Review เฉพาะ Part แรกนะครับ เดี๋ยวจะยาวเกินไป สามารถตามอ่านแบบเต็มได้ตาม Link เลยครับ

---------------------------------------
นักสู้ตั้งแต่วัยเด็ก
.
ในหนังสือจะบอกเล่าประวัติคุณธนินท์ตั้งแต่วัยเด็ก โดยพื้นฐานครอบครัวเดิมนั้นต้องบอกว่า คุณธนินท์ไม่ได้เริ่มจาก 0 และออกจะเป็นครอบครัวคนชนชั้นกลางค่อนสูงตั้งแต่แรก เนื่องจาก เดิมทางบ้านก็มีกิจการขายเมล็ดพันธุ์ (ร้านเจียไต๋จึง) อยู่แล้ว และสามารถส่งคุณธนินท์เรียนต่อที่ประเทศจีน และฮ่องกง จนจบชั้นม.ปลายได้ ก่อนที่คุณธนินท์เลือกจะไม่เรียนต่อ แล้วมาช่วยกิจการที่ร้าน ตั้งแต่อายุ 18 ปี

นอกจากนี้คุณธนินท์ยังมีโอกาสไปดูงาน ดูกิจการต่างๆในสหรัฐอเมริกาได้ ซึ่งผมเข้าใจว่าเมื่อ 60 ปี คงมีไม่กี่คนที่จะมีโอกาสได้เดินทางไกลเช่นนี้

ในช่วงวัยเด็กนี้ คุณธนินท์ได้บรรยายว่าตัวเขาเองเป็นเด็กเรียนดี ขยัน คุมตัวเองได้ดี มีระเบียบวินัยแต่เด็ก เพราะต้องใช้ชีวิตช่วยเหลือตัวเองเต็มที่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเอาแต่เรียน ยังมีทำกิจกรรมอื่นๆมากมาย หลากหลาย

เขาสามารถเข้ากับเพื่อนๆได้หมด ไม่เว้นแม้แต่เด็กเกเรในห้อง เพราะเขารู้จักซื้อใจ ให้ใจ ให้เกียรติ ทุกๆคนจึงยอมรับเขา เป็นหัวหน้าห้อง

เราจึงรู้ว่าคุณธนินท์ อยู่เป็น มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว
---------------------------------------
ก้าวหน้า ไม่ยึดติด แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด
.
คุณธนินท์เป็นคนหัวก้าวหน้า ไม่ยึดติดกับวิธีเดิมๆ ตัวเขานั้นคิดเสมอว่าต้องทำแต่ละอย่างให้ดีที่สุด หาของที่ดีที่สุด ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ดังในกรณีที่เขาเป็นคนแรก ที่เอาระบบวิธีเลี้ยงไก่ เอา Contract farming และเอาพันธุ์ไก่จากสหรัฐอเมริกา มาประยุกต์ใช้กับในประเทศไทย จนประสบความสำเร็จ ในยุคที่ประเทศไทยนั้นยังเลี้ยงไก่กันแบบชาวบ้านๆ ไม่เป็นมาตรฐาน ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมาช่วยเพิ่มผลผลิต

ความสำเร็จในธุรกิจเลี้ยงไก่นี้เอง ที่นำไปสู่การขยายกิจการต่างๆ จน CP ยิ่งใหญ่มาถึงทุกวันนี้
---------------------------------------
มองเห็นโอกาส ไม่หยุดเรียนรู้
.
คุณธนินท์ เป็นคนที่มองหาโอกาสต่างๆ ที่หลายๆคนมักมองไม่เห็น เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์เป็นเลิศ เขาให้ Credit กับสิ่งนี้ว่าเกิดการการที่เขาพัฒนาตัวเองสม่าเสมอผ่านการศึกษา และการลงมือปฏิบัติจริง

เมื่อมีข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ในตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถในการตัดสินใจและไหวพริบในตัวเรา (หรือที่คุณธนินท์เรียว่า Software มนุษย์) ก็จะดียิ่งขึ้นๆ

7-11 คือหนึ่งในธุรกิจที่เขามองเห็นโอกาส ในขณะที่ฝรั่งยังคิดว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม

แต่ที่น่าทึ่งที่สุด คงเป็นเรื่องที่ว่า CP เป็นบริษัทต่างชาติรายแรก ที่ได้เข้าไปลงทุนในประเทศจีน (หมายเลขใบอนุญาต 0001)

ช่วงที่คุณธนินท์เข้าไปลงทุนในจีนนั้น เขามองว่าเมืองจีนมีปัญหาเรื่อง Logistic อย่างมาก ถนนในเมืองจีนเล็ก คับแคบ ไม่มีรถขนส่ง ต้องใช้แต่รถมอเตอไซ ในขณะที่โรงงานผลิตมอเตอร์ไซด์ของจีนมีอยู่แค่แห่งเดียว ยังไงก็ไม่พอกับความต้องการของชาวบ้าน

เห็นอย่างนี้แล้ว คุณธนินท์จึงลงไปทำธุรกิจเป็น Agent ขายมอเตอร์ไซด์ ซึ่งขายดีมาก ของไม่พอขาย ตอนหลังจึงร่วมทุนกับบริษัทในจีน โดยตั้งบริษัทผลิตรถเสียเอง ไปเอาเทคโนโลยีตกยุคของฮอนด้ามาใช้ ซึ่งยังเหมาะกับการใช้งานของคนจีนในช่วงนั้น ผลคือยิ่วขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

แต่ที่น่าเสียดายคือ คุณธนินท์ไม่ได้จริงจังกับธุรกิจนี้มากเท่าที่ควร ทำให้ตอนนี้มอเตอร์ไซที่เข้าผลิตอยู่แค่อันดับ 3 ในจีน ถึงกับบ่นว่าถ้าตั้งใจกับธุรกิจนี้จริงๆ ป่านนี้คงรวยติดอันดับโลกมากกว่านี้อีก (เท่านี้ยังไม่พออีกเรอะ?)
---------------------------------------
รับมือกับความผิดพลาด
.
แน่นอน เรื่องราวของคนประสบความสำเร็จระดับโลก จะดำเนินไปไม่ได้หากไม่มีเรื่องความล้มเหลวครั้งใหญ่มาแทรกไว้ ณ ช่วงหนึ่งของชีวิต

ในกรณีชีวิตของคุณธนินท์นั้น พายุลูกใหญ่มาพร้อมกัน คือ วิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 และ การมาของโทรศัพท์มือถือ

ณ ขณะนั้นCP พึ่งลงทุน โครงข่าย Fiber Optic เพื่อขยายขอบข่ายการให้บริเวณการโทรศัพท์บ้าน มีการกู้เงินลงทุนอย่างมหาศาล แต่เจ้าสัวเล็งว่าในระยะยาว มันจะคุ้มค่า

แต่เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลอยตัว หนี้บริษัทก็เพิ่มเป็น 2 เท่าตัว โอกาสล้มละลายก็เพิ่มขึ้น ตอนนั้นเองที่คุณธนินท์ เลือกที่จะขายกิจการห้างโลตัส แมคโคร และ บางส่วนของ 7-11 เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และเพื่อให้ธุรกิจสื่อสาร การวางเครือข่าย Fiber Optic ยังไปต่อได้ เพราะคิดว่าการลงทุนนี้ จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เก่งแค่ไหนก็พลาดได้ เพราะ Technology ใหม่มาแทนที่ Fiber Optic ทำให้มันหมดความสำคัญลง เงินลงทุนนี่ลงไปก็หมดค่า และถูกปิดฉากอย่างสนิท ด้วยการมาของโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งในหนังสือ คุณธนินท์ก็ยังนึกเสียดาย ที่ตอนนั้นน่าจะขายหุ้น Telecom Asia ไป เพราะตอนนั้นมันยังมีมูลค่าสูงและถ้าขาย ก็จะเก็บโลตัสไว้ได้

แต่ผิดพลาดแค่ไหน ก็ต้องนอนให้หลับ และเก็บมันไว้เป็นบทเรียน แล้วก้าวเดินต่อไป
---------------------------------------
ครอบครัวต้องสามัคคี
.
ทำไม ในวัฒนธรรมการทำธุรกิจแบบกงสีในช่วงเริ่มแรกของ CP คุณธนินท์ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูล สามารถขึ้นมาเป็นท่านประธานบริษัทได้

คำตอบในเล่มคือ ครอบครัวต้องสามัค��ี ครอบครัวกับธุรกิจนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก โชคดีที่ครอบครัวของคุณธนินท์นั้นสามัคคี พี่ชายของเขาก็เล็งเห็นว่าคุณธนินท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในการขึ้นดำรงตำแหน่งนี้ ทำให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างราบลื่น

นอกจากนี้ คุณธนินท์ยังตั้งกฏเหล็กไว้ 4 ข้อ เพื่อเป็นแนวทางการปรองดองของคนในบ้าน ข้อที่ผมชอบที่สุดคือ “ต้องรู้จักเสียเปรียบ” คุณธนินท์ไม��เคยคิดว่า ตัวเองทำมาก ได้มา100 แล้วตัวเองควรได้ 70 แบ่งให้พี่น้องคนละ 10 แต่คิดเสมอว่าจะทำให้ได้ 400 เพื่อจะได้แบ่งคนละ 100 เท่านี้เขาก็ได้มากกว่า 70 แล้ว

คุณธนินท์ยัง ยึดถือว่า ในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว ต้องไม่เอาคนในตระกูลเข้ามาทำ เพราะมันจะมีแต่เท่าทุน กับเสียหาย

คนในตระกูลนั้น ต้องออกไปพิสูจน์ตัวเองก่อนกับธุรกิจอื่นๆที่ยังไม่สำเร็จ หรือที่ตั้งขึ้นมาเอง ถ้าคนนั้นประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะเป็นที่ยอมรับ และพร้อมจะกลับมารับช่วงต่อได้
---------------------------------------
เส้นทาง 60 ปี แม้จะสำเร็จมากมายแค่ไหน แต่ก็ดีใจได้วันเดียว
.
มาถึงชื่อเรื่องว่า ทำไม ความสำเร็จถึงดีใจได้แค่วันเดียว ?

คุณธนินท์บอกว่า แม้ตนจะอายุ 80 ปีแล้ว แต่ก็จะยังไม่หยุดทำงาน

แม้ขณะนี้ ใครๆก็ต้องบอกว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว แต่เขาก็ยังมองว่า สำเร็จได้ พรุ่งนี้ก็ล้มเหลวได้

วันนี้เราเก่ง พรุ่งนี้ มีคนเก่งกว่า วันข้างหน้ามันอาจล้มเหลวได้ ฉะนั้น มันยังไม่จบ

ทำให้ตนต้องคิดพัฒนาตลอดเวลา เพราะนี่ไม่ใช่ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่มันได้กลายเป็น ยุคของปลาเร็วกินปลาช้า

คุณธนินท์ จึงไม่เคยฉลอง… เพราะความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว

“พรุงนี้ทำงานต่อ”
---------------------------------------

หนังสือเล่มนี้ให้อารมณ์เป็นหนังสือชีวประวัติของคุณธนินท์แบบสั้นๆ รวบรวมแก่นความคิดหลักๆที่ตกผลึกในคุณธนินท์มาโดยตลอด เนื้อหาในเล่มนั้นผมเข้าใจว่าเป็น Practical Point กว้างๆ และ Oversimplified

เป็นหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ และให้กำลังใจ คนที่จะทำธุรกิจเสียมากกว่า

ส่วนใน Part การพัฒนาเกษตรไทยนั้น ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก ว่าทำไมคุณธนินท์จึงต้องใส่มาด้วย

นั่นทำให้ผมคิดว่า คุณธนินท์อาจจะต้องการให้หนังสือเล่มนี้ เป็นมรดก (Legacy) ต่อคนยุคหลังมากกว่า ต้องการให้หนังสือเล่มนี้นำเสนอภาพลักษณ์ของเจ้าสัวธนินท์ และ ภาพลักษณ์ของซี.พี. ที่พึงประสงค์มากกว่าอย่างที่เป็นในปัจจุบันนี้

เป็นเจ้าสัว ซี.พี. ในแบบที่อยากให้คนในโลกนี้จดจำ

หนังสือเล่มนี้จึงมีแต่เรื่องที่คุณธนินท์ "อยากเล่า"

จึงทำให้มีหลายๆประโยคในหนังสือ ที่ผมคิดว่าเป็นการ “อวยตัวเอง” เกินงามไปหน่อย และทำให้รู้สึกไม่อยากอ่านต่อเอาดื้อๆ
---------------------------------------

แต่สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดในเล่ม คือการ "ให้ Credit"
มันสะท้อนความ "อยู่เป็น" ของเจ้าสัวได้อย่างน่าสนใจ

ตลอดในเล่ม มีการให้ Credit ครอบครัว อาจารย์ เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ทีมงาน ของคุณธนินท์ ซึ่งผมว่าไม่น่ามีต่ำกว่า 50 ชื่อ

…และ นักการเมือง ซึ่งมีอยู่แค่หน้าท้ายๆ

ผมคิดว่านี่เป็นอะไรที่แหลมคม และเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตน ความคิดของคุณธนินท์ได้อย่างน่าสนใจมากๆครับ
Profile Image for Tan Theansukhont.
22 reviews
January 2, 2021
"ความสำเร็จดีใจได้วันเดียววันนี้เราเก่ง แต่เราไม่พัฒนาต่อ พรุ่งนี้ก็มีคนที่เก่งกว่า"
หลังอ่านจบ นี่จะเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มนึงในใจไปเลย
หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้ที่มาที่ไปของธุรกิจ CP ที่อยู่ใกล้ๆตัวมานานแต่ไม่เคยรู้จักแบบจริงจัง
หนังสือเล่มนี้สร้างแรงบันดาลใจ และ ความคิดใหม่ๆที่เจ๋งๆมากมาย มันคือตำราในการทำธุรกิจ การบริหารองค์กร ที่ดีมากเล่มนึงเลย แทบจะทุกหน้าเต็มไปด้วยเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตาม จะมีช่วงกลางๆที่อาจจะน่าเบื่อไปนิดตรงที่เจาะลงไปใน supply chain ของการเลี้ยงไก่ แต่ก็ตามมาในช่วงท้ายเล่มที่พูดถึงแง่คิดและการบริหารงานในรูปแบบกงสี ซึ่งมีวิธีคิดได้เหนือชั้นและว้าวมากๆ
....................................................................................................
เคล็ดลับสุขภาพ
หลัก สี่แปด 8-8-8-8
กินอิ่ม 8/10 , นอน 8ชม , ดื่มน้ำวันละ 8แก้ว , เดินวันละ 8,000ก้าว

เคล็ดลับความขยัน :
หุ้นส่วนรวมผม มี 4คน ต้องไม่คิดว่าเราทำงานมาก100 เราควรได้ผลประโยชน์ 70 และแบ่งหุ้นส่วนคนละ 10
แต่เราต้องทำให้ได้ 400 เพื่อแบ่ง 100 เท่ากัน แค่นี้เราก็ได้มากกว่า 70ที่อยากได้ตอนแรกแล้ว

Profile Image for Biminator.
141 reviews9 followers
October 29, 2020
สไตล์การเขียนเหมือนง อ่านง่ายๆ ไวๆ เหมือนโพสเฟสบุ๊ค ประวัติคร่าวๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดมากเหมือนความจำลางๆ เหมือนคนถามคำถามไม่ได้มี follow up ถามเจาะลึกลงไปเท่าไหร่ สิ่งที่เขียนเลยผิวเผินซักหน่อย

ความตั้งใจเจ้าสัวอาจจะดี แต่ how ในการดำเนินธุรกิจนั้นเราก็เห็นๆ อยู่ในประเทศ อย่างโรงอาหารซีพีที่มาตั้งในมหาลัยทำให้ ค่าอาหารจากจานละ30 กลายเป็น 40 50 บาทต้องซื้อวัตถุดิบเค้าอะไรต่างๆ นาๆ มันก็สะท้อนอะไรได้หลายๆ อย่างมีการแจกรถประจำตำแหน่งให้ผู้บริหารมหาลัยแห่งหนึ่งด้วยรถ MG แล้วได้สิทธิ์ในการดูแลโรงอาหาร

แล้วในเล่มก็พยายามย้ำว่าเราไม่ได้ผูกขาดๆ พูดบ่อยเกิ๊น ถ้าเขียนซักบทคงเชื่ออะนะ แต่เขียนวนไปวนมาจนเหมือนแก้ตัวละ

ชอบข้อคิด keep innovating/disrupting
แนะนำ สิ่งสำคัญของชีวิต เขียนโดยนิ้วกลม เค้ายิงคำถาม เจาะลึกลงไปเรื่่อยๆ ได้แก่นของคนมากกว่าเล่มนี้ครับ ถ้าชอบแนวชีวประวัติ
40 reviews
March 15, 2020
หนังสือบอกเล่ามุมมองของคุณธนินท์ แต่พออ่านจบกลับรู้สึกเหมือน หนังสือบอกเล่ามุมมองที่คุณธนินท์"อยากให้คนอื่นมองตนเองแบบนี้" เสียมากกว่า

การเขียนเมือนจะมีการแบ่งบทที่ดี แต่ดันผิดพลาด เกือบทุกบทเขียนเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา เอาประโยคเก่ามาเล่าใหม่ 90%ของเล่มกลายเป็นเรื่องไก่และการเกษตร แม้ตัวบทไม่ได้เกี่ยวข้องก็ต้องวกหาทางมาพูดให้ได้

ธุรกิจอื่นพูดเพียงนิดหน่อยเท่านั้น รวมถึงการให้บุตรเขียนมุมมองต่อตนเอง แต่กลับทำให้ผู้อ่านอย่างเรารู้สึกโดนบังคับให้คิดแบบเดียวกับลูกเขาซะได้

ในส่วนการอ่านเอาแนวคิดใหม่ๆถือว่าเต็มเปี่ยม อาจจะด้วยเนื้อหาที่เบาบางแต่เน้นคำพูดสวยงามด้วยละมั้ง
Profile Image for Porntip.
13 reviews
September 11, 2022
เป็นหนังสือที่มีประโยชน์ทั้งในด้านการทำธุรกิจไปถึงด้านครอบครัว สิ่งที่ได้คือ ข้อคิด คำแนะนำต่างๆที่ทำให้ตระกูลเค้าประสบความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น

และมีการอธิบายถึงสิ่งที่สังคมตั้งคำถามกับตระกูลของพวกเค้า
61 reviews
January 20, 2020
I got many ideas from the writer. He is one of the best thinker and management in Thailand.
Profile Image for CC Review..
18 reviews
June 25, 2020
ได้ไอเดียในการปรับความคิดเยอะดี

เหมือนแกก็รู้เหมือนกันนะว่าลูกค้ามองแบรนด์ของแกยังไง
ในหนังสือพยายามบอกว่า ไม่ใช่อย่างที่เราๆคิด
Profile Image for Akekapon.
3 reviews
June 9, 2020
โดยส่วนตัวแล้วชอบบรรยากาศผู้ใหญ่เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ของท่านเอง สำหรับเล่มนี้แล้วเป็นแบบนั้นเลย

มีหลักคิดหลายอย่างที่น่านำมาใช้บ้าง เช่น หลักการ สี่ แปด
Profile Image for Chatthikorn Muangmor.
45 reviews2 followers
December 16, 2019
อ่านเพลิน ๆ ครับ เหมือนคุณธนินทร์ มานั่งเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟัง
53 reviews
December 8, 2019
ซีพี มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ต่อทุกท่านที่ได้อ่านไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
Profile Image for urii.
25 reviews
November 26, 2019
ไม่บ่อยนักที่่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศไทย จะเขียนหนังสือให้เราๆได้อ่านกัน
ในเล่มบอกเล่าที่มาที่ไปของอณาจักร CPF และวิธีคิด การทำงานและอนาคตของการทำธุรกิจ และมุมมองที่มีต่อโลกธุรกิจในอนาคต ไม่ใช่แค่ในประเทศแต่รวมถึงทั้งโลก
มาเปิดมุมมอง สะกิดมุมคิดไปกับสุดยอดนักธุรกิจ
Profile Image for Mila Reads.
59 reviews
November 18, 2019
'เรื่องนึงที่นักธุรกิจต้องระลึกไว้เสมอคือ "มีวิกฤติ ก็ตามมาด้วยโอกาส"'

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้ทำธุรกิจ แต่ช่วยทำให้เข้าใจว่าการทำธุรกิจที่ดีควรคิดอย่างไร ทำอย่างไร

คุณ ธนินท์ ไม่ได้เขียนถึงแผนการทำธุรกิจอย่างเป็นรูปแบบ แต่ท่านเขียนถึงเรื่องราว และประสบการณ์ที่ได้เจอมา และท่านแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร
อาจจะไม่ได้เล่าถึงการแก้ปัญหาทั้งหมดอย่างละเอียด แต่ปัญหาใหญ่ๆ ที่สำคัญอันดับต้นๆ ในการทำธุรกิจนั้น คุณธนินท์ก็ได้มีการอธิบายอย่างชัดเจน
รวมถึงมีภาพประกอบเปรียบเทียบปัญหา และการแก้ปัญหาให้ผู้อ่านมองเห็นอย่างชัดเจน

หลังจากได้อ่านเรื่องราว และเนื้อหาภายในหนังสือ 'ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว'
คำว่า 'หนังสือที่เป็นกำลังใจ ให้นักธุรกิจทุกคนสู้ต่อไป' ที่เขียนอยู่บนปกนั้น
บอกกล่าวถึงความรู้สึกหลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบได้เป็นอย่างดี จากความรู้สึกและความคิดที่ต้องเจอจากการทำงานกับธุรกิจที่บ้าน ที่ตอนนี้มีมูลค่ามากกว่าแค่ธุรกิจครอบครัว ถึงจะมีความกดดันเยอะ แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้มีแนวคิดใหม่ๆ จากประสบการณ์คุณธนินท์โดยที่ไม่ต้องไปสัมมนา หรือเรียนรู้หน้างาน ความคิดเราโตขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ระดับหนึ่งเลย
Displaying 1 - 18 of 18 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.