Tanan234 reviews49 followersFollowFollowFebruary 24, 2021ความรู้สึกระหว่างอ่านคือ ทำไมประเทศเราแม่ง #$@&^% อย่างนี้วะ(I)ช่วงรัฐประหาร ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงที่ทหารกุมอำนาจ มีหลายคนจากหลากหลายบทบาทถูกคสช.เรียกไป #ปรับทัศนคติ คำว่าปรับทัศนคติเป็นการเกลื่อนคำให้ดูดี เช่นเดียวกับหลายคำที่รัฐบาลชอบใช้ ซึ่งเนื้อแท้ของการปรับทัศนคติคือ #คุณห้ามแสดงออกว่าเห็นต่าง กระบวนการจับกุมเริ่มได้ทันทีแม้ไม่มีข้อกล่าวหา ไม่ต้องมีหมายศาล ไม่ต้องมีหมายเรียกหมายค้นอะไรทั้งสิ้นวิธีการมีหลากหลายรูปแบบแล้วแต่พื้นเพนิสัยของผู้เป็นนายว่าจะสั่งลูกน้องมาแบบไหน บางคนทหารตำรวจมาเชิญไปดี ๆ บางคนถูกจนท.หลายนายบุกล้อมอุ้มขึ้นรถไปเหมือนหมูเหมือนหมา หลายคนถูกผ้าปิดตา บางคนถึงขั้นเอาผ้าคลุมหัว ควบคุมตัวไปในค่ายทหารผมย้ำอีกทีว่านี่คือการจับกุมในช่วงคสช. ในช่วงที่ทหารมีอำนาจ ห๊ะ? อะไรนะ? ประเทศนี้ทหารมีอำนาจมานานแล้วเหรอ อืม ๆ ๆการเรียกไปปรับทัศนคติ เป็นการจับกุมอย่างถูกกฎหมาย เรื่องที่ผิดมนุษยธรรมอย่างเอาผ้าคลุมหัวกักขังหน่วงเหนี่ยวก็สามารถทำได้ เพราะทำอย่างถูกกฎหมาย นายสั่งตามกฎหมาย (กฎหมายโลกใน 1984 เหรอวะเนี่ย?!)ในการ #ปรับทัศนคติ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย แต่เป็นการคุกคามทางจิตวิทยาที่มีทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ซับซ้อนหลายวิธี บางคนก็เจอทหารก็พูดจาดี บางทีก็ถูกข่มขู่ ครอบครัวถูกเจ้าหน้าที่จับตาดู ให้เขียนชื่อที่อยู่ทั้งของตัวเองและคนในครอบครัวทั้งหมด โทรศัพท์ถูกยืด บางคนถูกถามพาสเวิร์ดเฟสบุ๊ค บางคนถูกลบข้อมูลในโทรศัพท์ หรือบางคนก็ไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้อยู่เฉย ๆ ในที่คุมขัง 7 วัน ทั้งนี้เกือบทุกคนถูกเกลี้ยกล่อมให้เซ็น MOU ว่าจะไม่ทำตัวแข็งข้ออีกและต่อให้คุณออกมาแล้วยังต่อต้าน ยังมีความคิดที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจ คุณก็จะโดนเรียกตัวอีก ทำไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ใจคุณจะแข็งขืนกับอำนาจที่กดขี่ได้สักแค่ไหน แม้จะเปลี่ยนทัศนคติไม่ได้ แต่สุดท้ายหลายคนก็ต้องสงบปากสงบคำลง และระมัดระวังตัวเองมากขึ้นปรับทัศนคติ ไม่สามารถทำได้ ไม่มีใครสามารถปรับทัศนคติใครได้ แต่สามารถห้ามไม่ให้พูด ห้ามไม่ได้แสดงความเห็นต่อต้านได้ และปล่อยให้ผู้มีอำนาจปกครองประเทศด้วยความหวาดกลัวต่อไป(II)ในเล่มมีระหว่างบรรทัดให้อ่านเยอะมาก มุมมองของผู้ถูกจับกุม ท่าทีของผู้มีอำนาจ มีอะไรให้คิดเยอะจริง ๆ เช่นตอนที่เอกชัย หงส์กังวาน และ ศรีสุวรรณ จรรยา โดนจับเพราะเรื่องตรวจสอบหมุดคณะราษฎร ท่าทีของทหารทำให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่าเลยว่าหมุดที่หายไปนั้น ใครสั่ง (III)ผมอ่านจบแล้วรู้สึกเลยว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าเฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากเล่มอื่น หนังสือบันทึกเรื่องราวในมุมมืดของอำนาจในรัฐไทยซึ่งคุณไม่มีวันหาได้จากเล่มอื่นแน่ ๆ ถ้าไม่อ่าน คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น...จนกว่าจะถึงตาคุณโดนจับอรรถรสในแง่วรรณกรรมคงไม่มี แต่คุณค่าในแง่ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยุคนี้ เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเล่มอื่นครับ
loonchies242 reviews27 followersFollowFollowMarch 20, 2020เป็นความเรียงกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีบทวิเคราะห์อะไรด้วยซ้ำแค่บันทึกไว้ว่ามันเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เล่าผ่านมุมมองของคนที่เคยประสบเหตุการณ์นั้นมาหนังสือเรียบเรียงได้ดี เข้าใจง่าย อ่านแล้วทำให้ตกผลึกอะไรบางอย่าง.....สัมผัสได้ว่าเขาก็ไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรงหรือใช้กำลัง แต่กลับสร้างความหวาดกลัวอย่างเงียบเชียบ ทำให้อยู่ในจุดก้ำกึ่ง ความไม่แน่นอน ปั่นประสาท จนคนต้องยอมรับการควบคุมโดยปริยาย แม้ว่าจะเคยต่อต้านมากก่อน ตราบใดที่ความกลัวยังคงอยู่ก็จะควบคุมได้การวิจารณ์ถือเป็นภัยแล้วก็สังเกตได้ถึงความพยายามนิยามอะไรบางอย่างเป็นแบบของตัวเองขึ้นมา เช่น “ความสงบเรียบร้อย” “ความปกติ” ฯลฯ ซึ่งนิยามที่เขาใช้มันออกจะ “อิหยังวะ” และขัดกับสามัญสำนึก เหมือนมากรอกหูอยู่ฝ่ายเดียวและไม่รับฟังคำโต้เถียง จะทำสิ่งที่ตนตัดสินแล้วว่าถูกต้อง อะไรที่ขัดจากนั้นคือความไม่ถูกต้องเสียหมด และไม่มีความพยายามจะรับฟังหรือโต้เถียงเพื่อหาข้อสรุปที่ดีกว่าสำหรับทุกคน เหมือนจะฟังแต่ฟังแบบขอไปทีแค่ให้พูดได้ว่าเคยฟังมันแปลก ๆ ตรงที่ไม่เปิดช่องรับฟังอีกฝั่งอย่างจริงใจเพื่อรับคำแนะนำไปหาทางออกร่วมกันนี่หละถ้าหาก domestic violence ไม่ได้หมายความถึงแค่ว่า จะต้องทุบตีทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ หากแต่รวมถึงการจำกัดสิทธิ์ที่จะเป็นตัวเอง ที่จะทำอะไรบางอย่างที่ต้องการ ครอบงำความคิด กดทับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้แสดงออกหรือตัดสินใจใด ๆ เป็นเหมือนผู้แพ้ที่ไม่มีโอกาสชนะการเรียกปรับทัศนคติก็อาจถือได้ว่าเป็น violence ในแบบหนึ่งได้หรือไม่
beerdesu18 reviews1 followerFollowFollowMarch 14, 2026บันทึกความทรงจำของนักกิจกรรม นักวิชาการ นักการเมืองจากทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย คนเสื้อแดง นักเขียน นักวาดการ์ตูน ชาวนา ยาม และนักศึกษา ที่ถูกคสช.เรียกปรับทัศนคติหลังรัฐประหารเมื่อพฤษภา 2557 ดูจากกระบวนการแล้วเหมือนทหารจะมีฐานคิดที่ปักธงแล้วว่าคนเราไม่มีวันคิดเองได้ การคิดต่างคือการถูกจ้างมา และความเห็นต่างคือการทำลายความมั่นคง ที่สำคัญคือมีการปราบปรามทางความคิดอย่างเป็นระบบโดยใช้จิตวิทยาเป็นเครื่องมือ สะท้อนความอ่อนแอและความเปราะบางของทหารมาก ๆ ——- ที่บอกว่าสะท้อนความอ่อนแอ ก็เพราะทุกครั้งที่ทหารเรียกคนไปคุย จะเน้นทำในที่ลับหรือในพื้นที่ของตัวเองซึ่งก็คือค่ายทหาร จะฟ้องคนก็ต้องขึ้นศาลทหาร เป็นการสร้างกลไกและเครือข่ายมาปกป้องความเปราะบางของตัวเองไว้หมดแล้ว (สรุปทหารมีไว้ทำไม)