Jump to ratings and reviews
Rate this book

เศรษฐกิจสามสี – เศรษฐกิจแห่งอนาคต

Rate this book
เทคโนโลยีสีเขียว + ตลาดสีเงิน + ระเบียบโลกสีทอง คือ “สีสัน” ของเศรษฐกิจแห่งอนาคต

โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน คือ Planet, People และ Platform ว่าเราจะจัดการกับวิกฤตภูมิอากาศ ไปพร้อมๆ กับสภาวะสังคมสูงวัย และการพลิกผันของเทคโนโลยีอย่างไร โดยไม่ไปซ้ำเติมปัญหารากฐานอย่างความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงและฝังลึกขึ้นทุกขณะ

เศรษฐกิจสามสี เสนอให้ปรับทิศทางการจัดการคน เทคโนโลยี และระเบียบโลก ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

การผลิตและอุตสาหกรรมยังคงเป็นหัวใจของการพัฒนา แต่ต้องมองผ่านห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติและขยับเข้าสู่โหมด Green Growth อย่างจริงจัง สังคมสูงวัยควรถูกมองเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจบนฐานคิด Silver Economy ซึ่งสามารถยกระดับเทคโนโลยีและสร้างงานคุณภาพไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องร่วมผลักดันฉันทมติใหม่ในการจัดระเบียบโลกให้เป็นโลกาภิวัตน์ที่เปิดกว้างยืดหยุ่นและเอื้อประโยชน์ต่อการเติบโตของประเทศต่างๆ อย่างถ้วนหน้า เหมือนดังยุค Golden Age of Capitalism

240 pages, Paperback

Published March 1, 2020

6 people are currently reading
51 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
16 (27%)
4 stars
36 (61%)
3 stars
7 (11%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 13 of 13 reviews
Profile Image for รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์.
Author 11 books109 followers
May 14, 2020
คาดหวังไว้มาก เลยผิดหวังเยอะครับ

เนื้อหาดี เรียบเรียงดี แต่ปัญหาใหญ่คือเป็นหนังสือที่เนื้อหาไม่ตรงปก เพราะโปรยใหญ่โตว่าจะเป็นการทำนายอนาคต 3 ภาคเศรษฐกิจที่แบ่งออกเป็น 3 สี เงิน เขียว และทอง แต่ความเป็นจริงแล้วเนื้อหาส่วนนี้จิ๊บจ้อยมาก เพราะส่วนใหญ่คือการค้นหาสูตรสำเร็จในการกระโดดสู่ประเทศพัฒนาแล้ว (ซึ่งคำตอบก็คือไม่มี)

ถ้าจะให้เทียบ ก็คงคล้ายๆ กับการตั้งชื่อหนังสือความมั่งคั่งแห่งชาติว่า 'มือที่มองไม่เห็น' ฟังดูน่าสนใจแต่ในหนังสือมีอยู่สองสามประโยค
Profile Image for Arm Patsawut.
49 reviews11 followers
October 5, 2021
อ.วีระยุทธนี่ละคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดควรเป็น
เขียนดี ภาษาดี รู้เลยว่า อ.เขาอ่านหนังสือเยอะ มีความกวนๆจิกกัดเล็กน้อยพอให้อ่านสนุก (เพราะหลายบทมันเขียนเป็นบทความใน 101 มาก่อน) บทที่ชอบมากๆคือ บทที่ยกตัวอย่าง บอลอังกฤษและบอลเยอร์มัน มาแสดงให้เห็นความแตกต่างของระบอบทุนนิยมในทั้งสองประเทศ เพราะมันเข้าท่ามากๆ และ อีกบทคือ "จดหมายถึงอ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์" อันนี้ดีมาก สะท้อนใจ และ มีความเป็นส่วนตัวมากๆ ไม่เคยเห็นนักเศรษฐศาสตร์เขียนหนังสือด้วยท่าทีที่เปลือยอารมณ์ความรู้สึกมากขนาดนี้เท่าไรนัก
----------------------------------------------------
หนังสือน่าจะเรียกตัวเองว่า "ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยรัฐ" เพราะเนื้อหาทั้งหมดวนอยู่กับเรื่องนี้ ซึ่งดูไกลๆจะดูแตกกระจายแต่จริงๆพูดเรื่องนี้หมด ไล่ไปตั้งแต่บทบาทของรัฐและตลาดควรเป็นอย่างไร ทุนนิยมในประเทศต่างๆเขาเป็นแบบไหน มันไม่ได้มีเนื้อเดียวกันอย่างไร รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้ยังไง เสือเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกกลายเป็นเสือได้อย่างไร ไปจนถึงเรื่องห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นทุกที -> ทั้งหมดชวนให้เรามองเรื่องเศรษฐกิจแบบยุทธ์ศาสตร์ และไม่ถูกครอบง่ำโดยอุดมมการซ้ายหรือขวาแบบง่ายๆ แต่มองการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบท สถาบันภายใน การเข้าใจโลก ศักยภาพของรัฐบาลและการแทงม้าให้ถูกเบอร์ของประเทศ (ซึ่งจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก)
-----------------------------------------------------
เรื่องแทงม้าให้ถูกเบอร์ ดูจะเป็นสิ่งที่หนังสือจะมีธงอยู่แล้วว่าควรแทงม้าตัวไหน ซึ่งก็คือไอ้สูตรเศรษฐกิจสามสีนั้นละ แต่น่าเสียดายที่ยังลงประเด็นนี้ไม่ได้ลึกเท่าไร ทั้งๆที่ชื่อหนังสือคือเรื่องนี้เลย และ เหมือนจะสัญญาเอาไว้ในตอนต้นของหนังสือๆ ตรงนี้ถ้าลงให้ละเอียดน่าจะสนุกกว่านี้มาก น่าจะมันมากขึ้น
Profile Image for Tum Kanapon.
146 reviews14 followers
April 9, 2021
ชอบการอธิบาย แนวคิดเศรษศาสตร์อย่างเป็นระบบ

โลกที่หนึ่ง สอง และสามคืออะไร
-โลกที่หนึ่งคือระบบทุนิยม
-โลกที่สองคือระบบสังคมนิยม
-โลกที่สามคือ คนที่ยังไม่ตัดสินใจ (ประเทศไทยเคยอยู่ในกลุ่มนี้)

Spectrum ของทุนนิยมที่มีหลากหลาย ตั้งแต่ทุนนิยมเสรี จนถึง ทุนนิยมแบบประสาน (รัฐมาเอี่ยว)
Specture ของ รัฐสวัสิดิการ ที่มีแบบให้ทุกคน (Universal Coverage) ให้บางอย่าง และ ให้เป็นกลุ่ม

การเกิดขึ้นนของรัฐสวัสดิการ มีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่ เก็บภาษีแพงๆ มีรัฐที่ไม่โกงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือ บริบทตอนนั้น โดยเฉพาะการกดดันครั้งใหญ่ มักเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น หลังสงครามโลก การอดอยาก การกลัวประชาชนลุกฮือ เลยเกิดรัฐสวัสดิการขึ้น

คนชนชั้นกลางเป็นคนกำหนดเกม ในสังคมส่วนมาก
ซึ่งเมื่อไหร่ ถ้ามีสองพรรค ทุนนิยม มักชนะ
แต่ถ้ามีพรรคเล็ก ความเป็นรัฐสวัสดิการจะเพิ่มขึ้น

เราเป็นสิงค์โปร์ไม่ได้ด้วยแค่การ เป็นเผด็จการที่ดี และ การเปิดเสรีเต็มรูปแบบ
สิงค์โปร เกิดได้ด้วย ต้นทุนที่มีภาคเกษตรกรรมน้อย ไม่ต้องปฏิรูป
การที่รัฐบาลมองการไกล มีแผนการ แล้วการดีลเสรีทุกอย่าง ล้วนมีเงื่อนไข ตามยุทธศาสตร์ หรือ หากพูดง่ายๆ คือมียุทธศาสตร์ ไม่ได้ทำอะไรมั่วๆ แล้วฟลุ๊กๆ
รัฐพร้อมปรับตัว เพราะมองการไกล (ซึ่งระบบเมืองไทย ยังมองสั้น ถึงสั้นๆมากๆ)
ดังนั้น ด้วยบริบทนี้ เราจึงยังห่างไกล

เสือตัวที่ห้า ไม่เกิด
เพราะการที่เศรษฏกิจเติบโตในช่วงปี 1990 นั้น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี มีการเติบโต โดยเน้นภาคอุตสาหกรรม เป็นผู้ผลิต หรือการเติบโต จากการเป็น Creator แต่เมืองไทยตอนนั้นเป็น Consumer คือซื้อมาขายไป มีตัวเลขที่โตจริง แต่แค่บางกลุ่มและไม่ยั่งยืน

ผมชอบการเปลี่ยนผ่านของเกาหลี ที่ดูเหมือนจะเติบโตดี มีเสรี แต่แท้จริง คือการกำเนิดแชโบล ไม่กี่อัน ที่แนบแน่นกับภาครัฐ เหมือน มีตระกูลใหญ่ไม่กี่ตระกูล

ส่วนไต้หวันเน้น SME เพราะ ภาครัฐกลัวโดนเอกชนใหญ่เกิน เพราะมาจากรัฐบาลพลัดถิ่น
ผมชอบมุมที่ ผู้เขียนบอกว่า การเติบโต ร่วมมือของใต้หวัน เพราะมี Common Enemy ด้วยกัน คือ จีน
(ดูเหมือน common enemy จะเป็นสิ่งที่สำคัญ) บางทีเมืองไทยอาจขาดสิ่งนี้อยู่ :3

ส่วนชื่อหนังสือ คือช่วงท้ายคือ
สีเงิน Aging economic คนสูงอายุ คือกลุ่มคนถือเงิน ที่พร้อมบริโภค ในยุคที่กำลังจะถึง
สีเขียว การดูแลสิ่งแวดล้อมจะเป็นธีมสำคัญ
สีทอง การจัดระเบียบโลกทุนนิยมใหม่ กฎเกณฑ์ใหม่ๆ จริงๆ ผมอ่านแล้วคิดถึง โลกที่อาจเข้าสู่ความเชื่อของระบบการเงินแบบใหม่ เช่น Cryptocurrency แต่หนังสือไม่ได้เขียนไว้

สมัยตอนเรียน ม ปลาย เศรษศาตร์เป็นวิชาที่ผมชอบมาก วันนี้อ่านจบ แล้วให้ความรู้สึกเช่นนั้นอีกครั้ง
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
705 reviews138 followers
May 23, 2020
เราเคยได้ยินว่าไทยแลนด์ ได้รับฉายาว่าเป็นเสือแศรษฐกิจแห่งเอเชีย เราจะผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกๆในแถบภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เรายังย่ำไปได้ไม่ไกลเท่ากับการคาดการณ์ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศที่เคยเป็นต่อกลับถูกทิ้งห่างออกไป หนังสือเล่มนี้จะทำให้เรามองเห็นคำตอบนั้นครับ

เศรษฐกิจสามสี ของ อ.วีรยุทธ พยายามทำความเข้าใจถึงปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมา ทำไมเราถึงไปได้ไม่ไกลเท่าที่คาดหวัง ในการหาคำตอบนี้ หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ

ส่วนแรก จะเป็นการถอดรหัสความสำเร็จของประเทศที่เริ่มต้นจากประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงใกล้ๆกันกับเราเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงค์โปร์ ในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขาประสบผลสำเร็จแตกต่างจากเรา แม้เราจะถอดบทเรียนมาได้สำเร็จ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจถึงรากฐานความคิดของวิธีเหล่านี้ การนำไปปรับใช้ย่อมไม่ได้ประสิทธิภาพ เราจึงต้องเข้าใจถึงวิวัฒนาการทุนนิยมโลก��ระกอบกันด้วย

ส่วนที่ 2 คือการทำความเข้าใจความเป็นมาและประเภทของทุนนิยมโลก โดยส่วนนี้ทำให้เราเข้าใจว่าทุนนิยมเป็นเหมือนกับเฉดสีที่หลากหลาย ไม่ได้เป็นเพียงโมเดลทื่อๆแบบเดียว การนำมาปรับใช้กับการพัฒนาเศรษฐกิจจึงควรนำเฉดสีที่เหมาะสม และนำบทเรียนของประเทศที่ทำได้สำเร็จมาเป็นต้นแบบ แต่ก่อนที่จะนำมาใช้นั้น ต้องไม่ลืมมองย้อนกลับมาที่ตัวเราว่า ปัญหาเกิดจากจุดไหน จึงถึงเวลาที่เราต้องมาย้อนสำรวจตัวเราเองเช่นกัน

ส่วนที่ 3 จะมาย้อนสำรวจเส้นทางของไทย เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น หาข้อแตกต่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ ทำไมประเทศของเราที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรถึงไม่สามารถวิ่งน้ำหน้าประเทศเหล่านั้นได้เลย ซึ่ง อ.วีรยุทธ ได้เสนอให้เห็นว่า ปัญหาของเราอาจอยู่ที่ทิศทางการดำเนินนโยบายที่ไม่แน่ชัด ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและยาว จึงเป็นการอัดฉีดทรัพยการลงไปไม่ตรงจุด เราจึงเริ่มต้นก่อนเขา แต่ไม่อาจไปได้ไกลเท่าที่คาดหวังได้

ส่วนที่ 4 เมื่อเราเข้าใจปัญหาของเรา และได้เห็นวิธีที่ประสบความสำเร็จที่สามารถนำมาปรับใช้ได้แล้ว แต่อะไรคือเป้าหมายต่อไปในการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคนี้ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถพัฒนาไปได้ถูกทาง อ.วีรยุทธ เสนอแนวทางเศรษฐกิจสามสี ตามชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ครับ นั่นก็คือ Green Growth ที่แทนด้วยสีเขียว สังคมผู้สูงวัย ซึ่งเปรียบเสมือน Silver Economy ที่แทนด้วยสีเงิน และการเข้าใจถึงฉันทมติใหม่ในการจัดระเบียบทางการค้าของโลก Golden Age Of Capitalism ซึ่งแทนด้วยสีทอง นี่เป็นโมเดลทางเศรษฐกิจที่ อ. ได้เสนอไว้เพื่อเป็นเหมือนเข็มทิศในการพัฒนาของเราในภายภาคหน้า

หนังสือเล่มนี้เนื้อหาอาจดูเข้มข้น เข้าใจได้ยาก แต่ อ.วีรยุทธ เขียนให้เข้าใจได้ง่ายเลยนะครับ เนื้อหามันไม่ได้ลงลึกถึงขนาดเป็น textbook เป็นเพียงแสดงให้เราเห็นภาพรวมของปัญหาและทางออกในแก้ไขเศรษฐกิจ ขนาดผมไม่ได้เรียนทางด้านนี้ก็ยังสามารถเข้าใจในคอนเซปของทั้งเล่มได้ สนุกดีครับ
Profile Image for Kin.
511 reviews164 followers
October 23, 2020
ในภาพรวม บทนำมันปูไว้ใหญ่โตมาก (ซึ่งดีมาก อ่านจบคืออยากอ่านต่อทันที) แต่พอข้างในมันเป็นบทสั้นๆ คล้ายบทความแยกๆ ที่นำมารวมกันใหม่ เลยไม่แน่ใจว่ามันสามารถตอบคำถามที่วางไว้ได้ขนาดนั้นไหม อยากเชียร์ให้เขียนอีกหนึ่งเล่มที่พูดถึงประเด็นนี้ตรงๆ เลยน่าจะมันส์กว่านี้มาก

แต่ถ้าพิจารณาแต่ละบทแยกกัน คิดว่ามีประโยชน์มากๆ สำหรับคนสนใจเศรษฐศาสตร์การเมือง ยกตัวอย่างเช่น บทเรื่องรัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบโจทย์พื้นๆ ซึ่งหลายคนในสังคมไทยยังไม่เก็ท ว่ารัฐสวัสดิการขึ้นอยู่กับพลังของชนชั้นกลางอยู่มาก และถ้าทำให้เกิดขึ้น เรายิ่งต้องการการเมืองแบบประชาธิปไตย กฎหมายเท่าเทียม กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ไม่มีทางอื่น

บทว่าด้วยสิงคโปร์ทำลายมายาคติแบบอนุรักษ์นิยมว่า "ถ้าเรามีผู้นำแบบลีวกนยิว ป่านนี้บ้านเราก็คง..." ซึ่งฝังหัวแม้กระทั่งครูบาอาจารย์เก่งๆ หลายคนในชีวิตมานาน สิงคโปร์เป็นอย่างสิงคโปร์ได้เพราะปัจจัยเฉพาะ เช่น ไม่ต้องเสียเวลามากนักกับการปฏิรูปภาคการเกษตร วางนโยบายเศรษฐกิจแบบมียุทธศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมปรับตัวตามกระแสโลกอยู่เสมอ ที่สำคัญคือภายใต้ข้อจำกัดของขนาดประชากรและพื้นที่ รัฐบาลสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพิงกันในแง่ผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้ จนน้อยคนจะสงสัยว่า "มี[รัฐบาล]ไว้ทำไม?"

เหล่านี้เป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ อยากให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้อ่านและนำไปถ่ายทอดในโรงเรียนของทุกคน หรือไม่อย่างนั้นก็อยากให้นักเรียนทุกคนได้อ่าน แล้วช่วยเอาไปท้าทายครูบาอาจารย์ที่ไม่ค่อยได้อัพเดทความรู้กันเสียบ้างก็คงดี
Profile Image for Osh.
112 reviews12 followers
December 5, 2021
อ่านง่าย อ่านสนุกดีด้วย แต่ผมแค่ไม่ค่อยซื้อไอเดียของผู้เขียนเท่าไร อาจจะเพราะผมไม่ค่อยเชื่อในเรื่องทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พัฒนามากครับ

อ่านหนังสือ The Economists' Hour มา ในช่วงบทหลังก็ยังถกเถียงกันในเรื่องความสำเร็จทางเศรษฐกิจของประเทศไต้หวันอยู่เลยว่า ทฤษฎีนี้ดีกว่าหรือนั้นดีกว่า

อาจารย์วีระยุทธเสนอไอเดียที่น่าสนใจมาก และมีวิธีการนำเสนอที่ค่อนข้างจูงใจให้คนอ่านคล้อยตามได้ง่ายเลยครับ แต่ผมอาจจะไม่ค่อยอินกับที่อาจารย์ท่านนำเสนอเท่าไร แต่ก็เปิดมุมมองให้ผมมากเลยครับ (หรือผมอาจจะ Conservative เกินไปหน่อยก็ไม่รู้ 555)
23 reviews
October 16, 2021
อ่านเข้าใจง่ายและได้อะไรเยอะพอสมควรว่าประเทศไทยในอนาคตควรไปอย่างไร และทำไมเราถึงเลียนแบบไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ไม่ได้เลย หรือในเรื่องอดีตว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะโตดีจริงแต่ไม่ได้แข็งแรงแต่แรกแล้วต่อให้ไม่เจอวิกฤติก็อาจจะเป็นแบบตอนนี้ได้อยู่ดี ติดตรงที่ชื่อหนังสือกับเนื้อหาข้างในจริงๆพึ่งมาตรงกันตอน 50 หน้าสุดท้ายเอง
Profile Image for Woraphon.
29 reviews10 followers
August 13, 2020
ที่มาของชื่อหนังสือ ปรากฏเป็นเพียงส่วนสั้นๆ ท้ายเล่ม เหมือนจะมีต่อได้อีกเยอะ แต่บทที่ส่งมาตลอดทั้งเล่ม ก็เปิดให้เห็นที่มาของเศรษฐกิจและทุนนิยมไทย และก้าวต่อไปของไทย ที่ต้องขบคิด ไม่ใช่แค่เพียงเลียนแบบเพื่อนบ้าน เพราะบริบทของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
26 reviews
May 15, 2020
ผมค่อนข้างชอบในการนำเสนอของหนังสือเล่มนี้นะ มันชวนให้เรามานั่งค้นหาข้อมูลเพิ่ม และชวนถกกับคนอื่นๆ
Profile Image for Thanyanuch Tantikul.
80 reviews18 followers
April 19, 2021
หนังสือเล่มย่อมที่อธิบายแนวคิดด้านเศรษฐกิจและการพัฒนายากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายมากๆ พร้อมข้อเสนอการพัฒนาทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทยที่น่าสนใจมาก
Profile Image for Sornpon Wichaidit.
29 reviews
July 17, 2022
จะพูดยังไงดีล่ะ ก็เหมือนอ่านฮาจุงชางอะครับ
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Son Sitthavee.
39 reviews3 followers
December 16, 2020
ชอบมาก มองในมุมเศรษฐศาสตร์ การเมือง ได้ครอบคลุมดี แม้จะขยี้ประเด็นสามสีน้อยไปหน่อยและใช้ศัพท์ยากไปหน่อย แต่เนื้อหาหลักดีมาก
Displaying 1 - 13 of 13 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.