หนังสือ ความหวังกับจินตนาการทางมนุษยศาสตร์ เป็นผลจากโครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ "เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 7" ในหัวข้อ "ความกลัว ความหวัง จินตนาการ การเปลี่ยนแปลง" ที่สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพ การประชุมวิชาการครั้งนี้มุ่งเน้นที่ประเด็นความแปรเปลี่ยน ความหลากหลาย และความซับซ้อนอันเป็นผลจากพลังความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีสังคมไทยรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะอิทธิพลของกระเเสโลกาภิวัตน์ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ พลังทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การ "เชื่อมต่อ" และเเลกเปลี่ยนอย่างแนบเเน่นของผู้คนและรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อิทธิพลของสื่อสมัยใหม่และการข้ามพรมแดนในหลายด้าน กล่าวได้ว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในหลากมิติ ผลของการดำรงอยู่ในช่วงเวลาอันไม่เเน่นอนและคาดเดาได้ยากนี้นำไปสู่การก่อรูปกลายร่างของประสบการณ์ จินตนาการ และตัวตนใหม่ทั้งในระดับปัจเจกเเละสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกลัว ความกังวล และการถอยหนีอันเกิดจากสภาวะการแปรเปลี่ยนในแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยเฉพาะจากสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในทางตรงกันข้ามปรากฏการณ์ดังกล่าวก็กระตุ้นให้เกิดการหวนกลับไปใคร่ครวญ หรือแม้กระทั่งรื้อฟื้นภูมิปัญญาและคุณค่าทางศีลธรรมทางศาสนา การตีความตัวบททางศาสนา ปรัชญา วรรณกรรม เรื่อยไปจนถึงบทเพลงสมัยนิยม ย่อมขึ้นต่อกระบวนการแปลความหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับของบริบททางวัฒนธรรมและเส้นขอบฟ้าของยุคสมัยโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
หนังสือ ความหวังกับจินตนาการทางมนุษยศาสตร์ เล่มนี้มีสองภาค ภาคแรกเป็นการรวมบทความคัดสรรจากบทความที่ได้นำเสนอในการประชุมวิชาการครั้งนี้จำนวน 14 ชิ้น จากบทความทั้งหมด 31 ชิ้น โดยแบ่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ตามเนื้อหากว้าง ๆ 4 หัวข้อ หัวข้อแรก ได้แก่ "ความหวังเพื่อการก้าวข้าม" ซึ่งมีบทความทางปรัชญา 3 ชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงท่าทีของมนุษย์ต่อความเปลี่ยนแปลง และหนึ่งในท่าทีที่สำคัญคือความหวังว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น หรือความเปลี่ยนแปลงนั้นเองที่ก่อให้เกิดความหวัง หัวข้อที่สอง "จินตนาการข้ามเวลาผ่านเรื่องเล่า" เป็นบทความทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งต่างจัดว่าเป็นเรื่องเล่าด้วยกันทั้งคู่ ในปัจจุบันก็มีบางทฤษฎีที่เห็นว่าทั้งวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ต่างเป็นงานเขียนที่อาศัยจินตนาการ ในด้านหนึ่ง วรรณกรรมทำให้เกิดเข้าใจประวัติศาสตร์บางช่วงตอน ในอีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์ก็อาศัยความเข้าใจเชิงวรรณกรรมมาประกอบสร้างเป็นวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ หัวข้อที่สาม "ข้ามพรมแดนมนุษยศาสตร์" ประกอบไปด้วยบทความ 3 ชิ้น มีทั้งบทความทางประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองของปัญญาชนไทยสายมาร์กซิสต์ ซึ่งจัดอยู่ในสายสังคมศาสตร์ และบทความเกี่ยวกับทฤษฎีทางสังคมและมานุษยวิทยาที่ให้ข้อพิจารณาที่เกี่ยวโยงกับประเด็นทางมนุษยศาสตร์ หัวข้อสุดท้าย "มนุษยศาสตร์ข้ามพรมแดน" ซึ่งเป็นการศึกษาประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเมียนมาร์ เท่ากับเป็นการท้าทายจินตนาการเกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของไทยในสังคมโลกในบริบทของการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
สำหรับภาคสองเป็นบทปาฐกถานำ บทบรรยายพิเศษ และบทอภิปราย บทที่คัดมารวมไว้ ณ ที่นี้ ประกอบด้วยบทความด้านมนุษยศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้ บทปาฐกถา บทบรรยายพิเศษ และบทอภิปรายในภาคสอง ยังให้แง่มุมต่าง ๆ ทางมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ อาทิ ข้อพิจารณาเกี่ยวกับวิกฤตทางสังคมการเมืองในสังคมไทย ความเป็นมาของมนุษยศาสตร์ตะวันตก ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยศาสตร์กับศาสตร์แขนงอื่น กระทั่งจินตนาการทางสังคมที่เป็นข้อท้าทายบทบาทหน้าที่ของนักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ของไทย
(บางส่วน จาก บทนำ ความหวังกับจินตนาการทางมนุษยศาสตร์ โดย บรรณาธิการ)