Jump to ratings and reviews
Rate this book

ทฤษฎีกษัตริย์โพธิสัตว์: เวสสันดรชาดกในประวัติศาสตร์ไทย

Rate this book
แปลจาก ‘Thailand's Theory of Monarchy: The Vessantara Jātaka and the Idea of the Perfect Man’ by Patrick Jory
หนังสือเล่มนี้ได้รับการเลือกให้เป็น 2016 CHOICE Outstanding Academic Title หรือหนังสือวิชาการยอดเยี่ยมประจำปี 2016
แบ่งออกเป็น 6 บท
บทแรกจะบรรยายพลวัตของพิธีกรรมการเทศน์เวสสันดรชาดกที่รู้จักกันในชื่อ เทศน์มหาชาติ หรือ “การเทศนาว่าด้วยการเกิดที่ยิ่งใหญ่” ลักษณะเวสสันดรชาดกในฐานะตัวบทสำหรับเทศนาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญยิ่ง ชาดกที่มีแก่นเรื่องเชิงการเมืองนี้ออกแบบมาสำหรับถ่ายทอดให้คนหมู่มากฟัง ความนิยมเวสสันดรชาดกยังมีตัวบทอื่น ๆ จำนวนมากรองรับ โดยตัวบทเหล่านี้สัมพันธ์กับเวสสันดรชาดกในแง่ที่ช่วยเน้นย้ำอานิสงส์มหาศาลที่จะได้รับจากการฟังเทศน์ ผู้เขียนเสนอว่าลักษณะอันซับซ้อนของการเทศน์เวสสันดรชาดก และขั้นตอนพิธีกรรมที่แวดล้อมการเทศน์ แสดงให้เห็นความพยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเอง (บาลี: พุทฺธวจน) สิ่งนี้เป็นเพราะพลังของเวสสันดรชาดกตามจารีตพุทธศาสนาเถรวาทนั้นอิงอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่า
บทที่ 2 จะสืบย้อนอิทธิพลที่เก่าแก่และต่อเนื่องของเวสสันดรชาดก ย้อนไปถึงรัฐยุคแรก ๆ ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปัจจุบันเรียกกันว่าประเทศไทย ได้แก่ ทวารวดี สุโขทัย ล้านนา ล้านช้างของลาว และอาณาจักรอยุธยาที่เรืองอำนาจ ดังนั้นชาดกนี้จึงปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อชนเผ่าไทเริ่มรวมตัวกันเป็นชุมชนทางการเมืองเป็นครั้งแรก จากหลักฐานที่มีอยู่จะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างช่วงเวลาขยายตัวหรือผนวกอำนาจทางการเมืองกับการอุปถัมภ์เวสสันดรชาดกโดยราชสำนัก
บทที่ 3 จะเปลี่ยนไปพิจารณาอาณาจักรที่เจริญขึ้นหลังอยุธยาล่มสลาย เริ่มด้วยอาณาจักรธนบุรีที่ตั้งอยู่ในช่วงสั้น ๆ ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน (พ.ศ. 2310-2325) ตามด้วยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ตั้งขึ้นที่กรุงเทพเมื่อ พ.ศ. 2325 โดยราชวงศ์จักรีมาจนถึงปัจจุบัน ต้นฉบับตัวเขียนจำนวนมากของคัมภีร์เทศน์มหาชาติที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมาจากยุคสมัยนี้แทบทั้งสิ้น และพบได้ในทุกภูมิภาคของอาณาจักรที่ขยายออกไปอย่างกว้างไกล ผู้เขียนจะเน้นให้เห็นความสนพระทัยของพระมหากษัตริย์ในยุคนี้ที่มีต่อเวสสันดรชาดก เนื่องจากชาดกนี้ได้มอบแบบแผนของผู้ปกครองทรงธรรมที่ทรงปรารถนาดำเนินรอยตาม ทฤษฎีดังกล่าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในราชสำนักไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325-2394) สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐไทยกุมอำนาจสูงสุดในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทที่ 4 จะกล่าวถึงการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญของราชสำนักไทยต่อเวสสันดรชาดกในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ธรรมยุติกนิกายซึ่งเป็นฝ่ายปฏิรูปพุทธศาสนา นำโดยเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เริ่มต้นกระบวนการที่ค่อย ๆ ลดทอนความสำคัญของชาดกในพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมของราชสำนัก ผู้เขียนจะอธิบายถึงสาเหตุที่เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจของอาณาจักรช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงพุทธศตวรรษที่ 25) ความเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองระหว่างเจ้าฟ้ามงกุฎกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลกระทบของวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกต่อวิธีคิดของปัญญาชนชั้นนำในราชสำนักรัชกาลที่ 4 และที่สำคัญที่สุดคือ ภัยคุกคามต่อสถาบันกษัตริย์ไทยจากมหาอำนาจอาณานิคมยุโรปที่รุกคืบเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป สถานะที่เปลี่ยนไปของชาดกในพุทธศาสนาของไทยสะท้อนให้เห็นการท้าทายทฤษฎีกษัตริย์แบบพุทธศาสนาที่ชาดกช่วยเผยแพร่และเป็นรากฐานให้แก่สถาบันกษัตริย์ไทยในอดีต
บทที่ 5 จะกล่าวถึงจุดสูงสุดของขบวนการปฏิรูปในราชสำนักไทยในการถอดชาดกออกจากหลักคำสอนของพุทธศาสนาแบบทางการ เห็นได้จากพระราชนิพนธ์ความเรียงเกี่ยวกับชาดกอันโดดเด่นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2447 เป้าหมายของพระราชนิพนธ์ดังกล่าวคือการปฏิเสธอำนาจชาดกในฐานะคัมภีร์อย่างชัดเจน และจัดประเภทใหม่ให้เป็นแค่นิทานพื้นบ้าน ด้วยการนี้เอง พระองค์ได้ตัดวรรณกรรมศาสนาประเภทนี้ออกจากจารีตพุทธศาสนาแบบไทย ยิ่งไปกว่านั้น การไม่ยอมรับความจริงแท้ของชาดกและมโนทัศน์เรื่องกษัตริย์โพธิสัตว์เท่ากับว่าพระองค์ได้ตัดความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์จักรีกับเชื้อสายของพระพุทธเจ้า สถาบันกษัตริย์ที่ผ่านการปฏิรูปในรัชกาลที่ 5 พยายามจะสร้างสถานะของตนเองให้เทียบเคียงกับเหล่ากษัตริย์คริสต์ยุโรปสมัยใหม่ที่ปกครองรัฐชาติที่เพิ่งเกิดขึ้น สถานะชาดกในพุทธศาสนาไทยของทางการได้เสื่อมไปพร้อม ๆ กับกรอบความคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบพุทธที่ถูกปฏิเสธไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่ผูกผู้ปกครองไทยกับผู้ใต้ปกครองไว้ด้วยกันมากว่า 6 ศตวรรษนับตั้งแต่รัฐไทยแห่งแรกเกิดขึ้นมา
ในบทที่ 6 จะกล่าวถึงอีกแง่มุมของกระบวนการดังกล่าว โดยสำรวจการตีพิมพ์หนังสือครั้งใหญ่ที่ราชสำนักไทยดำเนินการในช่วง พ.ศ. 2447-2474 มีการแปลและจัดพิมพ์ชาดกทั้งหมด ทั้งชุดนิบาตชาดกและปัญญาสชาดก โดยจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ “นิทาน” ซึ่งเป็นหมวดใหม่ล่าสุดของ “วรรณกรรมไทย” การตีพิมพ์นี้แสดงให้เห็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งของราชสำนักไทยที่ต้องการสถาปนาการตีความวรรณกรรมศาสนาเก่าแก่นี้เสียใหม่อย่างเป็นทางการ
การที่ชนชั้นนำกลุ่มเล็ก ๆ ที่กำลังก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่พยายามปฏิรูปจารีตศาสนาโบราณนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การให้ความพยายามเช่นนั้นเป็นที่ยอมรับโดยคนหมู่มากกลับเป็นอีกเรื่อง ในบทสุดท้ายจะตอบคำถามว่า การที่สถาบันกษัตริย์ไทยพยายามแยกตัวเองออกจากมรดกอายุ 7 ศตวรรษของเวสสันดรชาดก และออกจากกระบวนทัศน์ผู้ปกครองผู้ทรงธรรมที่ชาดกเรื่องนี้สร้างไว้ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ในการนี้ ผู้เขียนจะแสดงให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไทยที่ทันสมัยเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก ยังคงรักษาแก่นของทฤษฎีอำนาจทางการเมืองอันเก่าแก่ซึ่งแปลกแยกจากแนวคิดสมัยใหม่เรื่องความชอบธรรมทางการเมืองเอาไว้ได้อย่างไร See Less

432 pages, Paperback

First published May 9, 2016

5 people are currently reading
57 people want to read

About the author

Patrick Jory

8 books2 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
11 (36%)
4 stars
13 (43%)
3 stars
5 (16%)
2 stars
1 (3%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 11 of 11 reviews
Profile Image for Punn.
15 reviews6 followers
August 20, 2020
ดีมากๆ ไม่ผิดหวังเลย อธิบายเบื้องหลังเรื่องบารมี โดยเฉพาะทานบารมี
จากเวสสันดรชาดก ได้ละเอียด เห็นภาพ เก็บรายละเอียดทางประวัติศาสตร์
ต้องให้เครดิต ร.4-5 นักวิชาการฝรั่งในยุคนั้นที่ศึกษาเวสสันดรชาดกจนทำให้ร.5 เห็นคล้อยตามได้
ทำให้เวสสันดรถูกลดระดับความสำคัญจากคัมภีร์ศักสิทธิ์เหลือแค่ “วรรณกรรมของชาติ”
จากก่อนหน้านั้นกว่า 7 ร้อยปีเชื่อสังคมเชื่อว่าเวสสันดรว่าเป็น “พุทธวจน”

แต่กระนั้นหลังจาก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติปี 2500 ทุกอย่างก่อนหน้า ร.4 หวนกลับมาหมดเลยจ้าา
หมดกันความก้าวหน้าที่ได้เริ่มไว้ของ ร.4-5

นึกถึงสมัยตอนเรียนศิลปะไทย เวลาอาจารย์พาไปดูงานจิตรกรรมในวัดเก่าๆ ที่สำคัญๆของแต่ละภาค
จะเจอภาพเขียนฝาผนังชาดกอยู่ในหลายวัดมาก เวสสันดรถือเป็นพระเอกเลย ตอนนั้นไม่รู้รายละเอียดมาก
พอย้อนกลับไปนึก เออว่ะคนก่อนยุคร.4 นี่คิดแบบนั้นโดยสนิทใจจริงๆ
Profile Image for Tok.
223 reviews84 followers
April 24, 2021
อ่านแล้วนึกถึงเคสธรรมกายกับหุบผาสวรรค์
Profile Image for Gift  C.
18 reviews5 followers
January 20, 2022
เคยสงสัยกันไหมว่า ความเชื่อหรือค่านิยมเรื่อง “บุญญาบารมี" และวัฒนธรรมของ “การทำบุญทำทาน” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมีที่มาจากไหน

ผู้เขียนได้เสนอทฤษฎีพร้อมด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลว่าการเผยแพร่คำสอนทางศาสนาในดินแดนพุทธเถรวาทที่เน้นการสอนฆราวาสผ่านพุทธชาดก(โดยเฉพาะเวสสันดรชาดกซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด)คือหนึ่งในที่มาทางวัฒนธรรมและค่านิยมต่างๆที่เป็นกลายรากฐานทางความคิดความเชื่อของคนไทยจำนวนมากในปัจจุบัน

เช่น ความเชื่อในเรื่องบุญบารมีที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน ประเพณีปฏิบัติที่ว่าการทำบุญทำทานคือการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่(ที่สุด) การเคารพศรัทธาผู้นำในแต่ละหน่วยความสัมพันธ์จากครอบครัวไปจนถึงรัฐ อาทิ เด็กต้องเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ภรรยาต้องเคารพเชื่อฟังสามี ราษฎรต้องเคารพเชื่อฟังผู้ปกครอง เป็นต้น

เนื้อเรื่องของเวสสันดรชาดกมี elements ที่ทำให้แมสในคนหลากหลายชนชั้น/background เช่นดราม่าครอบครัว การเสียสละ(ทำบุญทำทาน) การเป็นผู้ปกครองที่ทรงธรรม และอภินิหารย์ต่างๆ บวกกับมีการสวตเทศนาเป็นภาษาท้องถิ่นเลยยิ่งทำให้เข้าถึงคนง่าย นอกจากนี้กษัตริย์หลายคนก็มีอ้างถึงชาดกในประวัติ+ราชกรณียกิจของตนเพื่อเชื่อมโยงอำนาจทางศีลธรรมทางศาสนาให้เข้ากับอำนาจทางการเมือง

ค่านิยมและความเชื่อเหล่านี้ ได้สร้างเหตุผลในเรื่องที่มาอันชอบธรรมทางอำนาจสถานะทางสังคม การเมือง และศีลธรรม ของชนชั้นปกครองในสังคมไทยพุทธเถรวาท “The moral hierarchy reflected the political and social hierarchy: the good held a position of power over others due to their superior barami.”

ในสมัยร. 4 และ ร. 5 ราชสำนักสยามได้ลดความสำคัญของชาดกจากความ “เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธ” กลายเป็นเพียง “วรรณกรรมแห่งชาติ” อย่างไรก็ตาม การถูกลดความสำคัญนี้ถูกจำกัดอยู่แค่ในหมู่ชนชั้นสูง แต่ความเชื่อจากชาดกและประเพณีที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวพุทธโดยเฉพาะพวกที่อยู่ห่างจากเมืองหลวง ต่อมาในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤทธิ์ เวสสันดรชาดกได้ถูกฟื้นฟูอีกครั้งในฐานะคำสอนและประเพณีที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของสถาบันกษัตริย์ไทยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหลักจากที่ถูกลดทอนความสำคัญไปตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
Profile Image for Edwin Pietersma.
219 reviews9 followers
March 31, 2021
A fascinating work on the Buddhist notion of merit and how it has seeped through into modern politics of Thailand, especially concerning the monarchy. It had a strong focus on the performative notions of the text, as well as a historical analysis of Thai development and the centrality of the Vessentara Jataka. Very strong conclusion and clear to follow.
Profile Image for Arnut Pongprueksa.
23 reviews
August 20, 2021
The book explores the political and societal implications of the religious tale, which is about the incarnations of Buddha, especially the penultimate Vessantara Jataka. It demonstrates how the notion originated, was introduced to Thai society (or Siam, if you like), and most importantly how it has been indigenised in the polity. The key theme of this book is the illustration of how this little folktale was — and still is — appropriated to justify the legitimacy of Thai or Siamese monarchy. It also addresses how compatible this indigenous doctrine was with the Thai society in the past up to the effect of which you can feel in the present time. The tale, too, has percolated through the whole society — ranging from the highest to the lowest echelons of the populace.

Specifically, one of the most fascinating points that I rather relished myself is the time that the story had been de-royalised during the Fourth and Fifth reigns. It is the time that the canonicity of the tale had been problematised in order for Siam to acclimatise itself to thrive in the colonial era. You can see the royal reactions to deal with this matter. That’s why the Jataka fell out of fashion for a while. Another point of interest, when the restoration of monarchy transpired after 1932, it is quite impressive how this Theravada idea had been brought back from the resurrection.

This book has enlightened me to the extent that it permitted me to see another side of the stories presented in the mainstream media. I never experienced such sort of analysis in Thai education before due to the fact that I was, most of the time, educated in Thailand.

Sadly, due to, I suppose, the draconian enforcement of lese majesty, the book is not an easy-to-find in Thailand. One day I strongly believe that such a book will unearth some of the irrational ratiocinations to which most of Thais are currently succumbing, allowing them (or us) to be more sceptical about the monarchical pedestal.
Profile Image for Thanyanuch Tantikul.
80 reviews18 followers
April 25, 2021
ว่าด้วยการเมืองของชาดกโดยเฉพาะเวสสันดรชาดกในประวัติศาสตร์ไทย ผู้เขียนนำเสนอทฤษฎีว่า ทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมืองของผู้มีอำนาจในสังคมไทยมีรากฐานจากความเชื่อในชาดกที่ฝังรากลึกในสังคมไทยนี่เอง และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สำคัญว่า เพราะเหตุใดเสรีนิยมประชาธิปไตยจึงถูกต่อต้านอย่างยิ่งจากฝ่ายจารีตในสังคมไทยตลอดมา เพราะประชาธิปไตยให้กรอบคิดว่าด้วยความชอบธรรมทางอำนาจการเมืองที่กลับหัวกลับหางความเชื่อเก่าของฝ่ายจารีต ผู้เขียนยังนำเสนอด้วยว่า ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมามี "สภาพเป็นความขัดแย้งทางความเชื่อศาสนา" เป็นทฤษฎีและมุมมองที่น่าสนใจเพราะอธิบายการเมืองไทยผ่านประวัติศาสตร์ของชาดกในพุทธเถรวาทไทย ซึ่งก็มีเหตุผลน่ารับฟังด้วย
Profile Image for gigibobobooks.
45 reviews84 followers
March 26, 2021
An in-depth study of how jataka script has shaped the politics of tai kingdoms since the Dvaravati time. It clearly elaborates the development and adaptation of jakata especially during modern Thai History. This book is well equipped with primary texts and thought-provoking analyses. Highly recommended.
Profile Image for HAGAO.
43 reviews4 followers
November 10, 2021
เขียนสนุกครับ มองเห็นภาพพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างพระเวสสันดรชาดกและการเมืองไทยได้ดี โดยเฉพาะช่วงราชวงศ์จักรี
Profile Image for Atiwit O..
6 reviews
April 21, 2024
หนังสือเล่มนี้พูดถึงอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะทำให้เราทำความเข้าใจภาพใหญ่ของสภาวะการปกครองของไทยได้ดียิ่งขึ้น

เรียบเรียงมาให้อ่านเข้าใจได้ง่าย แนะนำครับ
Profile Image for Lumphu  x Read.
13 reviews2 followers
December 11, 2024
วรรณคดีกับการเมืองดูเป็นหัวข้อเชยๆ แล้วในยุคคอนเท้นท์
เพราะเมืองไทยมีหลักใหญ่แค่ไม่กี่ชิ้นสำคัญให้ชำแหละศึกษา
ไตรภูมิพระร่วง, โองการแช่งน้ำ, รามเกียรติ์ ถูกส่องจนปรุหมด
งานวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็วนเวียนเชิงประวัติกับความงามภาษา
เลยห่างแนวนี้จนคิดว่าวรรณคดีวิจารณ์กับผมคงจบแล้ว
ซื้อเล่มนี้เพราะอยากตามผลงานไทยศึกษาสำนักออสเตรเลีย
เป็นงานวิจัยที่ไม่ยืดยาด สำนวนกระชับ แปลลื่นอ่านคล่อง
ร้อยเรียงโลกทัศน์การเมืองผ่านวรรณกรรมศาสนาไว้แน่นปึ๊ก
เติมความเข้าใจต่อระบบระบอบโบราณที่ส่งผ่านถึงวันนี้ได้ดียิ่ง

#ธรรมประวัติ คือวิถีบำเพ็ญเพียรต่อเนื่องผ่านตำนานชาดก
ด้วยอุดมการณ์โพธิสัตว์สั่งสมผลบุญ 550 ชาติ
หัวใจสำคัญคือการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ก่อนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะออกแสวงหนทางหลุดพ้น
กระทั่งบรรลุอุดมคติสูงสุดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อมีการปรับโครงเรื่องเป็น #พุทธประวัติ
ชาดกทั้งหมดถูกตัดออกไปจากความเป็นศาสดา
เหลือไว้แค่ตอนพระพุทธเจ้าประสูติเท่านั้น
พุทธประวัติลบเลือนธรรมประวัติในฐานะความเชื่อ
พระพุทธเจ้ามีฐานะบุคคลตามประวัติศาสตร์
มากกว่าพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งมั่นบรรลุมรรคผลนิพพาน

#อรรถกถาชาดก ในฐานะตัวบทคาถาภาษาบาลี
โดยเฉพาะการบำเพ็ญทานบารมียิ่งใหญ่ของพระเวสสันดร
ถูกนับถือว่าเป็นเรื่องเล่าอดีตชาติสุดท้ายโดยตรงจากพุทธะ
สื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันผ่านการกลับชาติมาเกิด
เมื่อคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนี้เดินทางจากศรีลังกาถึงท้องถิ่นเอเชีย
เหล่าเจ้าผู้ปกครองพื้นเมืองต่างหยิบรับปรับใช้ให้สอดคล้อง
โดยเชื่อมโยงตระกูลสมอ้างเกี่ยวเนื่องกับมหาวงศ์ตามชาดก
เพื่อแสดงสิทธิอำนาจอ้างอิงเชื้อสายมหาธรรมราชาในตำนาน
ประโยชน์ของชาดกคือเครื่องมือการปกครองยุคโบราณ
ด้วยชุดคำอธิบายทางศาสนาผ่านโครงเรื่ิองศักดิ์สิทธิ์

#โลกพระศรีอาริย์ คืออุดมคติของชาวพุทธผู้ยังมิอาจหลุดพ้น
เงื่อนไขของการจะได้ไปเกิดใหม่ในดินแดนสุขสมบูรณ์แห่งนั้น
สามารถส่งต่อผ่านการฟังเทศน์มหาชาติมากกว่าอ่านคัมภีร์เอง
เพราะการเทศน์เป็นพิธีสำคัญถูกจัดเตรียมไว้ยิ่งใหญ่ซับซ้อน
ทั้งข้าวของมีค่าเพื่อติดกัณฑ์บูชาพระภิกษุนักแหล่ผู้ชำนาญ
สร้างฉากตกแต่งศาลาวัดให้อลังการดุจราชวังหรือเขาวงกต
บางครั้งถึงกับมีตัวละครแสดงประกอบจำลองเหตุการณ์ชาดก
งานบุญผะเหวดเดือนมีนาคมกลายเป็นประเพณีใหญ่ภาคอีสาน
ความเชื่อว่าผลบุญอันเกิดจากได้ร่วมฟังเทศน์แหล่ครบถ้วน
คือวิธีส่งต่อพุทธตำนานฝังรากลึกลงสู่สำนึกท้องถิ่นสนิทแน่น

#ไตรปิฎกสยาม พ.ศ.2436 (ค.ศ.1893) ในรัชสมัย ร.5
ถูกจัดพิมพ์ภายใต้เงื่อนไขสำคัญของช่วงยุคล่าอาณานิคม
คือทรงเป็นแหล่งทุนสนับสนุนนักวิชาการภาษาบาลีชาวฝรั่ง
ราชสำนักสยามร่วมมือส่งต้นฉบับคัมภีร์ไปอ้างอิงตรวจสอบ
เป็นผู้บริจาคใหญ่เมื่อแรกตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ พ.ศ.2425
ทำให้โครงการรวบรวมตัวบทคัมภีร์ศาสนาตะวันออกครบถ้วน
แต่ผลกระทบคือศาสนวิชาการแบบตะวันตกตัดเอาชาดกทิ้งไป
ถือเป็นเรื่องแต่งเติมขาดความเป็นเหตุผลตามมาตรฐานคัมภีร์
ส่งผลให้ความสำคัญจากโครงเรื่องเชิงอุดมการณ์ปกครอง
ถูกลดลำดับกลายเป็นแค่นิทานพื้นบ้านในขนบพุทธเถรวาท
ก่อนถูกรวบรวมชำระอักษรธรรมเป็นตัวเขียนภาษาไทย
กลายเป็นวรรณกรรมไทยสมัยอยุธยา #มหาชาติคำหลวง
แต่ขนบธรรมเนียมท้องถิ่นชาวบ้านยังขับเคลื่อนเรื่องเล่าชาดก
ให้เด่นชัดถึงอุดมคติโบราณซึ่งผูกโยงถึงกษัตริย์ผู้มีบุญบารมี
ด้วยบำเพ็ญทานหมดตัว ไม่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน
176 reviews
October 23, 2016
I had some trouble understanding parts of the book but otherwise it was an interesting take on the transformation of Buddhist Kingship in Thailand.
Displaying 1 - 11 of 11 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.