สรุปก็อยู่ในสารบัญแล้วแหละ ~ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ How to (ปกดูไปแนว How to มาก ถถถ) แต่เป็นบทความอ้างอิงมาจากหลาย ๆ งานวิจัย/หนังสือ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์/พฤติกรรมคนในสังคมในยุคที่อยากให้คน productive เหลือเกิน ตามฉบับผู้เขียน ซึ่งน่าสนใจดี
มีประเด็นหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจนะ เช่น Meritocracy อันแสนหลอกลวง, Effective Altruism, Voluntourism, ชีวิตในยุค Attention economy ฯลฯ
“เป็นทุกข์บ้างก็ได้ ไม่ต้องมีความสุขตลอดเวลา
ขี้เกียจบ้างก็ได้ ไม่ต้องขยันตลอดเวลา
นิ่งเฉยบ้างก็ได้ ไม่ต้องใจดีตลอดเวลา
โง่บ้างก็ได้ ไม่ต้องฉลาดตลอดเวลา
ใจเย็นบ้างก็ได้ ไม่ต้องรีบตลอดเวลา
ปล่อยวางบ้างก็ได้ ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนไปตลอดเวลา”
แต่อ่านตอนไม่สบาย มันก็จะเนือย ๆ หน่อย
—————
ข้างล่างน่าจะสปอยล์เนื้อหานะ
-เมื่อการบอกให้มุ่งมั่นอาจทำร้ายทุกคน…ทำไมอดทนขยันตลอดไปแล้วยังไม่สุขสบายอีกล่ะ?
เพิ่งรู้จักไอเดีย Meritocracy (ระบบสังคมที่คนได้รับอำนาจหรือเงินจากความสามารถของตัวเอง) ที่มีความเชื่อ “หากเราทำดีตั้งใจพยายามขยันขยันเราย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับน้ำพักน้ำแรงของเรา” ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ โลกนี้มันเป็นระบบที่เอื้อผลประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มเท่านั้น โลกกระทืบซ้ำคนที่ล้มเหลวโดยบอกว่าเค้าไม่พยายามมากพอทั้ง ๆ ที่จริง ๆ อาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลมากมาย เช่น ความซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและสังคม สภาพการเมืองและเศรษฐกิจแย่ ๆ สถานการณ์และความจำเป็นในชีวิต เราต่างมีต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน
ไม่ใช่แค่คนที่สำเร็จที่พยายาม คนที่ล้มเหลวก็พยายามเหมือนกัน
-อย่าเป็นคนดีแต่ไม่มีสติ…เมื่อความเห็นอกเห็นใจอาจไม่ได้ช่วยอะไร
เสนอไอเดีย Effective Altruism เลือกทำดีและมีเมตตาผ่านการคิดคำนวณด้วยหลักฐานและเหตุผล มากกว่าการทำดีเพื่อความรู้สึกดีส่วนตัวแล้วจบไปเป็นครั้งคราว ไม่ใช่แค่หวังดีก็พอแล้วบางทีมันไม่พอ ~ เป็นอะไรที่สนับสนุนเรื่อง สิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำดีอาจไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป บางทีให้อาหารสัตว์จรจัด ให้เงินขอทาน อาจทำให้เกิดปัญหามากกว่า ปิดโอกาสที่จะทำให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง
//พูดถึง Voluntourism (การท่องเที่ยวเชิงอาสาที่ผู้จัดโปรแกรมชักชวนจูงใจคนหนุ่มสาวให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำความดีในประเทศกำลังพัฒนา” กลายเป็น ความจนคือสถานที่ท่องเที่ยวอีกแบบนึงซะงั้น ~ อันนี้เราคิดตะหงิดในใจกับพวกโครงการอาสาสอนน้อง/แพทย์อาสาอะไรพวกนี้เหมือนกัน คือสงสัยในใจหนะ ว่ามันยั่งยืนไหมนะ🤔 ~ แต่ใด ๆ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็คงต้องทำ แต่ไม่ควรจะปล่อยให้มีสิ่งนี้เพื่อ compensate สถานการณ์ไปวัน ๆ มันต้องหาวิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนควบคู่ไปด้วย
มีส่วนอ้างอิงของหนังสือ Against empathy (Steven Pinker) ที่ว่า “แทนที่เราจะต้องรักเพื่อนบ้านและสตูให้เท่ารักตัวเอง เราไม่ต้องรักเพื่อนบ้านก็ได้ แต่เราเลือกได้ที่จะไม่ฆ่าและทำร้ายเขา” เออ เราไม่ต้องชอบกันก็ได้ แต่เราไม่ทำร้ายกันก็ได้ไหม //ก็เอามาใช้การเมืองได้นะเนี่ย เออ เราไม่ต้องรักกันก็ได้แต่มันต้องอยู่ด้วยกันอะ
-เหนื่อยวันนี้ สบายวันหน้า ถ้าไม่ตายเสียก่อน
พูดถึงไอเดีย Task Completion Bias คนทำงานเลือกทำของง่ายก่อนเพื่อให้รู้สึกว่าอย่างน้อยมีอะไรเสร็จ และเสพติดความรู้สึกดีนั้นจนเลือกทำแต่สิ่งที่จะทำได้สำเร็จในระยะเวลาสั้น ๆ และปล่อยงานยาก ๆ ที่ต้องใช้เวลาเอาไว้ อาจทำให้ผลผลิตในระยะยาวลดลง
“หากเลือกทำแต่ของง่าย ๆ เราอาจไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ของยาก ๆ และละเลยที่จะเข้าใจว่าโลกนั้นซับซ้อน”
-ไม่ตายก็เก่งแค่ไหนแล้ว
“ ในตลาดแรงงานและภาวะเศรษฐกิจอันโหดร้าย ไม่ใช่ทุกคนที่เลือกเดินได้อย่างอิสระ สำหรับคนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ มีความจำเป็นในชีวิต และภาระที่ต้องแบกรับ คำว่าแพสชั่นอาจแทบไม่มีอยู่จริง การมีชีวิตรอดได้ในภาวะเศรษฐกิจแย่แย่และความไม่แน่นอนการไม่กลายเป็นบ้าอาจจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว”
-ไม่ต้องไว ไม่ต้องรีบ …คุณไม่ผิดที่จะขี้เกียจ
ลัทธิความสุขอาจทำให้เราทุกข์ยิ่งกว่า ไม่เป็นไร หากจะเศร้าหมอง โกรธเคือง และกังวล
”อย่าให้โลกกดดันจนเราต้องปฏิเสธความเสียใจและไม่ยอมรับความล้มเหลว“
ในยุค Attention economy การไม่ทำอะไร ก็อาจเป็นการเอาคืนระบบที่แสวงหาผลประโยชน์จากความสนใจของเรา
“ เราอยู่ในโลกที่คาดหวังให้เราต้องมีประโยชน์ และสร้างประโยชน์ตลอดเวลา เวลาและจิตใจของเรากลายเป็นทรัพย์สินมีค่า”
-มาหัวเราะให้กับความไม่รู้ เมื่อเราต่างหยิบยืมความรู้มาจากผู้อื่น
“จงยินดีที่คนเราไม่ต้องรู้และเข้าใจทุกสิ่ง จงยอมรับว่าเราไม่รู้บ้างก็ไม่เป็นไร จงพึ่งพาข้อมูลจากคนอื่น จงฝึกเสาะหาข้อมูล เปรียบเทียบ วิจารณ์และคัดกรองข้อมูล ไม่ให้เราโดนหลอกโดยง่าย จงอย่าเผลอทึกทักว่าความฉลาดของคนอื่นเป็นของเราเพียงแค่เราอาจเจอและยืมมา”