What do you think?


หมุนนาฬิกาสู่เวลาทางสังคม
เวลามีเพียงหนึ่งเดียวหรือเปล่า? และเวลาเป็นสิ่งที่วัดได้เสมอไปหรือไม่?
หนังสือ หมุนนาฬิกาสู่เวลาทางสังคม เล่มนี้พยายามอธิบายแนวคิดพื้นฐาน
เรื่องเวลาทางสังคมที่นำเสนอโดยเอมิล ดูร์ไกม์ นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส
และบรรดานักวิชาการในสำนักดูร์ไกม์เมียน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เวลาในการเข้าใจสังคมและอธิบายความสัมพันธ์ต่าง ๆ ทางสังคม
หนังสือ หมุนนาฬิกาสู่เวลาทางสังคม เล่มนี้พยายามอธิบายแนวคิดพื้นฐาน
เรื่องเวลาทางสังคมที่นำเสนอโดยเอมิล ดูร์ไกม์ นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส
และบรรดานักวิชาการในสำนักดูร์ไกม์เมียน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เวลาในการเข้าใจสังคมและอธิบายความสัมพันธ์ต่าง ๆ ทางสังคม
171 pages, Paperback
First published August 1, 2020
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 2 of 2 reviews
April 15, 2022
สารภาพว่าอ่านจบแบบไม่รู้เรื่อง หลงซื้อมาเพราะปกหลังเขียนว่า "หนังสือ ... เล่มนี้พยายามอธิบายแนวคิดพื้นฐานเรื่องเวลาทางสังคมที่นำเสนอโดยเอมิล ดูร์ไกม์" ก็เข้าใจไปเองว่า เป็นการอธิบายให้คนทั่วไปอ่านได้ แต่จากสไตล์การเขียน มันไม่ใช่แฮะ มีความคล้ายสิ่งที่นักศึกษาแกรดเขียนในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนวรรณกรรม ทำนองว่า เน้นปล่อยหรือสำแดงคำยาก ๆ โจมตี thesis committee เสียมากกว่าจะยึดมุมมองของคนอ่านเป็นศูนย์กลาง (วิธีการแบบนี้ เวิร์กสำหรับงานเขียนบางประเภท และสำหรับกลุ่มคนอ่านบางกลุ่ม) จึงทำให้คิดว่า บางทีเราอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และไม่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้
สำหรับคนนอก เขาจะมีความงุนงงกับคำหลายคำที่ใช้ ถูกบังคับให้อ่าน ๆ ไปแบบไม่รู้ความหมาย เช่น คำว่าเวลาของดูร์ไกม์ถูกนิยามว่ายังไง นิยามของเวลาทางสังคมคืออะไร ถึงแม้มันจะมีหลายคนนิยายและแต่ละคนก็นิยามไม่ตรงกัน หรือแม้แต่คนเดียวกันนิยามคนละช่วงเวลาก็อาจจะนิยามไม่ตรงกัน แต่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง มันก็ควรจะถูกนิยามได้ แต่สไตล์ที่ผู้เขียนใช้นั้น เน้นการพูดอ้อมไปอ้อมมา เช่น ...
ดูรีวิว https://www.jessada-k.com/single-post...
สำหรับคนนอก เขาจะมีความงุนงงกับคำหลายคำที่ใช้ ถูกบังคับให้อ่าน ๆ ไปแบบไม่รู้ความหมาย เช่น คำว่าเวลาของดูร์ไกม์ถูกนิยามว่ายังไง นิยามของเวลาทางสังคมคืออะไร ถึงแม้มันจะมีหลายคนนิยายและแต่ละคนก็นิยามไม่ตรงกัน หรือแม้แต่คนเดียวกันนิยามคนละช่วงเวลาก็อาจจะนิยามไม่ตรงกัน แต่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง มันก็ควรจะถูกนิยามได้ แต่สไตล์ที่ผู้เขียนใช้นั้น เน้นการพูดอ้อมไปอ้อมมา เช่น ...
ดูรีวิว https://www.jessada-k.com/single-post...
September 11, 2026
ออกตัวก่อนเลยคนับว่าอ่านยากชิบเป๋ง แทบไม่เข้าใจเลย เราไม่มีความรู้พื้นฐานด้วย แล้วเค้าก็ไม่ได้อธิบายตัวทฤษฎีให้ชัดเจนเท่าไร เหมือนวิพากษ์ทฤษฎีมากกว่า พูดถึงความขัดแย้งของทฤษฎี ของนักคิดที่แตกสายออกไป แล้วเค้าก็วิพากษ์พวกนั้นอีกที ซึ่งแม่ง advance มากคนับ คือไปไกลจากที่เราคิดไว้มาก นึกว่าจะมาอธิบาย ปูพื้นฐาน ให้พอเข้าใจอะไรงี้ 😑😑😑
ก็เอาเท่าที่ได้ละกันนะคนับ ถ้าผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคนับ 🙇♂️🙇♂️🙇♂️
เริ่มจากแนวคิด เวลาทางสังคม (social time) ของ เอมิล ดูร์ไกม์ แล้วพัฒนาแตกสายไปในสำนักดูร์ไกเมียน โดยมีความคิดมาจากเรื่องพื้นฐานของมนุษย์คือ เวลา, พื้นที่ ซึ่งเป็น base on ทุกอย่างในการคิดทำความเข้าใจโลกมนุษย์ คือรากฐานที่สุด จึงนำเรื่องเวลามาใช้มองสังคมวิทยา ว่าเวลาทางสังคมมัน collective มาจากเวลาของปัจเจก ซึ่งหลอมรวมสร้างเป็นเอกลักษณ์ทางสังคมขึ้นมาคนับ
มันเกิดจากชุดประเภท (category) ของความเข้าใจต่าง ๆ มาจับเข้ากับรูปแบบ (form) เกิดเป็นกรอบ (cadre) ของเวลาขึ้นมา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยต่าง ๆ ในระดับสังคมด้วย มันไม่ใช่เวลาที่ดำรงอยู่มาก่อนการรับรู้ของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งประกอบสร้างที่ประดิษฐ์ขึ้นมา แต่มันเกิดและสร้างมาพร้อมกับกระบวนการทางสังคมของมนุษย์ ยกตัวอย่าง ฤดูกาลเก็บเกี่ยว วันทำงานวันหยุด เทศกาล พิธีกรรมศาสนา ปฏิทิน นาฬิกา อะไรพวกนี้คนับ ที่มีกรอบเวลาทางสังคมมากำกับเวลาของปัจเจกอีกที แต่มันก็มีความไม่ลงรอยทางหลักการในความเป็นจริงอยู่ (antinomy) ที่ว่า เวลาทางสังคมเป็น collective ที่มาจากเวลาของปัจเจกอันหลากหลาย แล้วทำไมความหลากหลายมันหลอมรวมเป็น unity ได้ยังไง เกิดจากอะไร มาจากไหน อะไรงี้คนับ 🤔🤔🤔
ก็มีหลายคนพยายามจะแก้ antinomy ตรงนี้ ที่น่าสนใจก็มี วิลเลียม โกรซแซง ที่เสนอแนวคิดช่วงเวลาเฉพาะ (temporalities) ขึ้นมา ว่าจริง ๆ แล้ว เวลาทางสังคมมันไม่ได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันทื่อ ๆ แบบนั้น แต่มันมีการทับซ้อนไปมาของเวลาทางปัจเจก มีความคาบเกี่ยวกันในหลายกรอบเวลา เช่น ในคนเดียวกันแต่กรอบเวลาของครอบครัวก็แบบนึง กรอบเวลาของที่ทำงานก็แบบนึง กรอบเวลาของศาสนาก็อีกแบบนึง อะไรงี้ คือมันเป็นแบบพหูพจน์ไม่ใช่เอกพจน์ แล้วกรอบเวลาแบบพหูพจน์นี้ก็ไม่ใช่ทั้ง subjective หรือ objective ที่แยกกัน แต่มันผสมหลอมรวมส่งผลซึ่งกันและกันคนับ เค้าจึงเรียกว่า temporalities ที่มีความเป็นช่วงเฉพาะทับซ้อนกันไปมามากกว่าคนับ
แล้วต่อมา จอร์จ กองโดมินาส ก็นำแนวคิดมาต่อยอด ผนวกพื้นที่เข้ากับเวลาด้วย เป็นระยะทางสังคม (espace social) ใช้คำว่าระยะ ที่หมายถึงระยะเวลาและระยะทาง ซึ่งเกิดจากระบบความสัมพันธ์หลายแบบที่ dynamic กันในสังคมจนเกิดระยะต่าง ๆขึ้นมา อิงจาก กรอบเวลาแบบต่าง ๆ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์และพื้นที่เชิงนามธรรรม พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยคนับ
โดยมีระบบความสัมพันธ์ 5 แบบ คือ
1. พื้นที่กับวลา
- ก็เป็นพื้นฐาน เวลาในชีวิต พื้นที่ที่อยู่
2. สิ่งแวดล้อม
- พวกทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ สัตว์ป่า ระบบนิเวศ
3. แลกเปลี่ยนทรัพย์สิน
- แลกเปลี่ยนทั้งในสังคมด้วยของทั่วไป และต่างสังคมด้วยของมีค่า
4. ภาษาการสื่อสาร
- โดยเฉพาะภาษาเขียนที่ถ้ายทอดออกไปได้กว้างไกล
5. ครอบครัวเครือญาติ
- รวมถึงความเป็นพวกพ้องเชิงนามธรรมด้วย กลุ่ม เผ่า เพื่อน ไม่ใช่แค่สายเลือดเท่านั้น
แล้วก็แบ่งออกเป็นระยะทางสังคมแบบแคบ คือไม่ซับซ้อน เล็ก ๆ ความคิด ความเชื่อไม่ต่างกันมาก และแบบกว้าง คือซับซ้อน หลากหลาย มี layer ทางสังคม ความคิดอะไรก็แตกต่างทับซ้อนกันไปมาคนับ โดยระยะทางสังคมนี้ เสนอมาแทนเรื่อง culture ว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ทางสังคมวิทยา เนื่องจาก culture คือเทคนิคเครื่องมือในการจัดการสังคม แต่ระยะทางสังคมนั้นจะกว้าง ยืดหยุ่น ลื่นไหลกว่า มันครอบคลุมกว่า อะไรงี้คนับ แต่คนเขียนก็ตั้งข้อสังเกตว่า ในสังคมสมัยใหม่ปัจจุบัน ที่ความสัมพันธ์ ข้อมูลต่าง ๆ มันเชื่อมต่อกันกว้างไกลและรวดเร็วไปหมด ก็ไม่รู้ว่าจะยังใช้ได้ผลมั้ย แล้วจะออกมาเป็นยังไงคนับ จบละ 😄😄😄
ก็จำ ๆ มาเล่าได้เท่านี้ล่ะคนับ ซึ่งมัน abstract มากเลย เราก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร คือพอเห็น concept ว่ามันมี model ยังไงนะ แต่ยังไม่เห็นภาพการนำมาใช้ในโลกจริงเลยคนับ คนเขียนก็ไม่ได้อธิบายชี้แจงไว้ด้วย ไปลงลึกถึงที่มาที่ไป การแตกสาย ความขัดแย้งในทฤษฎีของสำนักดูร์ไกเมียนและของนักคิดต่าง ๆ อะไรไปนั่นเลย เหมือนเขียนให้คนในแวดวงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาอ่านเลยอะคนับ ซึ่งมันไกลจาก area คนธรรมดาสามัญชนอย่างเราไปมากเลย ก็เอาไว้เท่านี้ละกันคนับ มึนใช้ได้เลย 😵💫😵💫😵💫
ป.ล. เวลาในทางฟิสิกส์ทางควอนตัมก็มึนตึ้บแล้ว เวลาในทางสังคมแม่งก็มึนไม่แพ้กันเลยคนับ กุจะบ้า 555
ก็เอาเท่าที่ได้ละกันนะคนับ ถ้าผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคนับ 🙇♂️🙇♂️🙇♂️
เริ่มจากแนวคิด เวลาทางสังคม (social time) ของ เอมิล ดูร์ไกม์ แล้วพัฒนาแตกสายไปในสำนักดูร์ไกเมียน โดยมีความคิดมาจากเรื่องพื้นฐานของมนุษย์คือ เวลา, พื้นที่ ซึ่งเป็น base on ทุกอย่างในการคิดทำความเข้าใจโลกมนุษย์ คือรากฐานที่สุด จึงนำเรื่องเวลามาใช้มองสังคมวิทยา ว่าเวลาทางสังคมมัน collective มาจากเวลาของปัจเจก ซึ่งหลอมรวมสร้างเป็นเอกลักษณ์ทางสังคมขึ้นมาคนับ
มันเกิดจากชุดประเภท (category) ของความเข้าใจต่าง ๆ มาจับเข้ากับรูปแบบ (form) เกิดเป็นกรอบ (cadre) ของเวลาขึ้นมา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยต่าง ๆ ในระดับสังคมด้วย มันไม่ใช่เวลาที่ดำรงอยู่มาก่อนการรับรู้ของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งประกอบสร้างที่ประดิษฐ์ขึ้นมา แต่มันเกิดและสร้างมาพร้อมกับกระบวนการทางสังคมของมนุษย์ ยกตัวอย่าง ฤดูกาลเก็บเกี่ยว วันทำงานวันหยุด เทศกาล พิธีกรรมศาสนา ปฏิทิน นาฬิกา อะไรพวกนี้คนับ ที่มีกรอบเวลาทางสังคมมากำกับเวลาของปัจเจกอีกที แต่มันก็มีความไม่ลงรอยทางหลักการในความเป็นจริงอยู่ (antinomy) ที่ว่า เวลาทางสังคมเป็น collective ที่มาจากเวลาของปัจเจกอันหลากหลาย แล้วทำไมความหลากหลายมันหลอมรวมเป็น unity ได้ยังไง เกิดจากอะไร มาจากไหน อะไรงี้คนับ 🤔🤔🤔
ก็มีหลายคนพยายามจะแก้ antinomy ตรงนี้ ที่น่าสนใจก็มี วิลเลียม โกรซแซง ที่เสนอแนวคิดช่วงเวลาเฉพาะ (temporalities) ขึ้นมา ว่าจริง ๆ แล้ว เวลาทางสังคมมันไม่ได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันทื่อ ๆ แบบนั้น แต่มันมีการทับซ้อนไปมาของเวลาทางปัจเจก มีความคาบเกี่ยวกันในหลายกรอบเวลา เช่น ในคนเดียวกันแต่กรอบเวลาของครอบครัวก็แบบนึง กรอบเวลาของที่ทำงานก็แบบนึง กรอบเวลาของศาสนาก็อีกแบบนึง อะไรงี้ คือมันเป็นแบบพหูพจน์ไม่ใช่เอกพจน์ แล้วกรอบเวลาแบบพหูพจน์นี้ก็ไม่ใช่ทั้ง subjective หรือ objective ที่แยกกัน แต่มันผสมหลอมรวมส่งผลซึ่งกันและกันคนับ เค้าจึงเรียกว่า temporalities ที่มีความเป็นช่วงเฉพาะทับซ้อนกันไปมามากกว่าคนับ
แล้วต่อมา จอร์จ กองโดมินาส ก็นำแนวคิดมาต่อยอด ผนวกพื้นที่เข้ากับเวลาด้วย เป็นระยะทางสังคม (espace social) ใช้คำว่าระยะ ที่หมายถึงระยะเวลาและระยะทาง ซึ่งเกิดจากระบบความสัมพันธ์หลายแบบที่ dynamic กันในสังคมจนเกิดระยะต่าง ๆขึ้นมา อิงจาก กรอบเวลาแบบต่าง ๆ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์และพื้นที่เชิงนามธรรรม พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยคนับ
โดยมีระบบความสัมพันธ์ 5 แบบ คือ
1. พื้นที่กับวลา
- ก็เป็นพื้นฐาน เวลาในชีวิต พื้นที่ที่อยู่
2. สิ่งแวดล้อม
- พวกทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ สัตว์ป่า ระบบนิเวศ
3. แลกเปลี่ยนทรัพย์สิน
- แลกเปลี่ยนทั้งในสังคมด้วยของทั่วไป และต่างสังคมด้วยของมีค่า
4. ภาษาการสื่อสาร
- โดยเฉพาะภาษาเขียนที่ถ้ายทอดออกไปได้กว้างไกล
5. ครอบครัวเครือญาติ
- รวมถึงความเป็นพวกพ้องเชิงนามธรรมด้วย กลุ่ม เผ่า เพื่อน ไม่ใช่แค่สายเลือดเท่านั้น
แล้วก็แบ่งออกเป็นระยะทางสังคมแบบแคบ คือไม่ซับซ้อน เล็ก ๆ ความคิด ความเชื่อไม่ต่างกันมาก และแบบกว้าง คือซับซ้อน หลากหลาย มี layer ทางสังคม ความคิดอะไรก็แตกต่างทับซ้อนกันไปมาคนับ โดยระยะทางสังคมนี้ เสนอมาแทนเรื่อง culture ว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ทางสังคมวิทยา เนื่องจาก culture คือเทคนิคเครื่องมือในการจัดการสังคม แต่ระยะทางสังคมนั้นจะกว้าง ยืดหยุ่น ลื่นไหลกว่า มันครอบคลุมกว่า อะไรงี้คนับ แต่คนเขียนก็ตั้งข้อสังเกตว่า ในสังคมสมัยใหม่ปัจจุบัน ที่ความสัมพันธ์ ข้อมูลต่าง ๆ มันเชื่อมต่อกันกว้างไกลและรวดเร็วไปหมด ก็ไม่รู้ว่าจะยังใช้ได้ผลมั้ย แล้วจะออกมาเป็นยังไงคนับ จบละ 😄😄😄
ก็จำ ๆ มาเล่าได้เท่านี้ล่ะคนับ ซึ่งมัน abstract มากเลย เราก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร คือพอเห็น concept ว่ามันมี model ยังไงนะ แต่ยังไม่เห็นภาพการนำมาใช้ในโลกจริงเลยคนับ คนเขียนก็ไม่ได้อธิบายชี้แจงไว้ด้วย ไปลงลึกถึงที่มาที่ไป การแตกสาย ความขัดแย้งในทฤษฎีของสำนักดูร์ไกเมียนและของนักคิดต่าง ๆ อะไรไปนั่นเลย เหมือนเขียนให้คนในแวดวงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาอ่านเลยอะคนับ ซึ่งมันไกลจาก area คนธรรมดาสามัญชนอย่างเราไปมากเลย ก็เอาไว้เท่านี้ละกันคนับ มึนใช้ได้เลย 😵💫😵💫😵💫
ป.ล. เวลาในทางฟิสิกส์ทางควอนตัมก็มึนตึ้บแล้ว เวลาในทางสังคมแม่งก็มึนไม่แพ้กันเลยคนับ กุจะบ้า 555
Displaying 1 - 2 of 2 reviews



