สฤณี อาชวานันทกุลAuthor 82 books1,122 followersFollowFollowDecember 28, 2020‘ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน มันเป็นที่แห่งเดียวที่ยามเรารัก เราก็รักกันอย่างได้อย่างลึกซึ้งหมดใจ แต่ยามกระทำต่อกัน เราก็กระทำกันได้อย่างเจ็บปวดถึงแก่นที่สุด’หนังสือรวมเรื่องสั้นที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ได้อ่านในรอบหลายปี ภาษาเรียบง่ายแต่งดงาม สละสลวยด้วยความ “พอดี” คือไม่น้อยเกินหรือฟุ่มเฟือยฟูมฟาย บรรยายได้เห็นภาพและสภาพอารมณ์ของตัวละครอย่างชัดเจน บางคราวถึงกับต้องหยุดอ่านชั่วคราวหรือกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เรื่องราวทั้งแปดในเล่มว่าด้วยความร้าวรานและท้าทายนานัปการของสิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัว” ในรูปแบบต่างๆ ทุกเรื่องเขียนด้วยความเข้าอกเข้าใจและจริงใจ จับคู่กับภาษา “พอดี” ที่ทำให้เข้าใจทั้งความรู้สึกของตัวละคร และบางคราวก็เหมือนได้แอบเห็นความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน หลายบทตอนสามารถดึงออกนอกบริบทในเรื่อง โควทเป็นคำคมได้อย่างง่ายงาม ความที่กู่ร้องสัจธรรมสามัญของชีวิต อย่างเช่นประโยคนี้ –‘หวังดีในมุมของเราอาจกลายเป็นบีบคั้นของอีกคน ผลักดันของเราอาจกลายเป็นผลักไส ยื่นให้อาจกลายเป็นยัดเยียด เราเผลอมองชีวิตคนใกล้ชิดเสมือนไม้ดัด เป็นเรื่องบ้าที่เรามักทะนงตนในการดัดคนอื่นเสมอ’อ่านจบแล้วใจสลาย – นี่คือคำชมสูงสุดที่คิดออกจะแปลกใจถ้าหากผลงานเล่มนี้ของคุณ ‘ตินกานต์’ ไม่ได้รางวัลซีไรท์รวมเรื่องสั้น เมื่อใดก็ตามที่ฤดูรางวัลเวียนมาถึงmy-2020-top-ten-thai
Pawarut Jongsirirag699 reviews140 followersFollowFollowSeptember 1, 2023อ่านเล่มนี้จบเเล้วทำไมผมคิดว่าผมเป็นมาโซทางวรรณกรรมเเน่ๆเลย"....... ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน มันเป็นที่แห่งเดียวที่ยามเรารัก เราก็รักกันอย่างได้อย่างลึกซึ้งหมดใจ แต่ยามกระทำต่อกัน เราก็กระทำกันได้อย่างเจ็บปวดถึงแก่นที่สุด"เรื่องสั้นของคุณตินกานต์เล่าถึงความเจ็บปวดของความสัมพันธ์ในครอบครัว (ซึ่งอาจจะต้องเม่นชั่นซักเล็กน้อยว่าครอบครัวชนชั้นกลาง) เป็นความเจ็บปวดที่ธรรมดาแต่เจ็บลึกบาดเเรง เป็นรอยเเผลที่ผมคิดว่าทุกคนน่าจะมีกันคนละเเผลสองเเผล อาจจะเป็นเเผลที่เรากล้าเปิดให้คนอื่นดู หรือเป็นแผลที่เราซ่อนเร้นไว้ในจุดที่ไม่ให้คนอื่นเห็น หรือ หาอะไรมาปิดบังมันให้มิดชิดที่ผมเกริ่นว่ามาโซตอนต้นเพราะอะไรนะหรือครับ เพราะผมคิดว่าความเจ็บปวดในเรื่องสั้นยังบาดลงไปไม่ลึกพอ ทิ่มเเทงลงไปไม่เเรงพอ เป็นเพียงน้ำตาที่ไหลจากหางตาอย่างจางๆ ทั้งที่มันสามารถลงมีด กรีดให้ลึกจนคนอ่านร้องไห้ มุแงๆ ลงไปกับพื้นได้เลยผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่ยังปราณีและอยากให้ความหวังกับคนอ่านอยู่บ้าง มากกว่าจะทำให้คนอ่านรู้สึกเจ็บหรือเศร้าไปกับชะตารรมของตัวละคร เพราะเรื่องราวเเทบทั้งหมดนั้น เเม้จะดำเนินไปในเส้นทางของความเสียใจ บาดเเผลที่เราทิ้งไว้ให้คนในครอบครัวหรือกลับกันที่ครอบครัวฝากฝังเเผลใจทิ้งไว้ให้เรา เเต่ในตอนจบเเล้ว รู้สึกได้ว่าทุกบาดเเผลยังสามารถหายได้ รักษาได้ ขอเพียงเราเห็นบาดเเผล ห็นร่องรอยที่เกิดขึ้น เเม้เวลาจะผ่านไปนานเเค่ไหน เเต่ยังคงมีโอกาสไม่ว่ามันจะเล็กน้อยเเค่ไหน บาดแผลสามารถซ่อมเเซมได้การที่เรื่องราวมันทะนุถนอมความรู้สึกของคนอ่าน ทั้งที่จริงๆเเล้วมันสามารถบาดลึกได้มากกว่านี้ ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไปได้ไม่สุดเท่าไหร่ครับ เพราะการใช้วัตถุดิบอย่างบาดเเผลในครอบครัว เป็นอะไรที่คนอ่านสามารถสัมผัสมันได้ทุกอณูอยู่เเล้วครับ ขอเพียงเล่นให้ถูกจุด ย้ำให้ถูกเเผล เราจะได้อ่านเรื่องราวที่เข้มข้นบาดลึกขยี้แผลซ้ำไปซ้ำมาอย่างแน่นอน ความเจ็บปวดหรือความเสียใจมันไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ หากเล่นให้ถูกจุด มันสอนอะไรเราได้มากกว่ารอยยิ้ม หรือเรื่องราวเเฮปปี้อยู่เเล้ว เหตุที่ผมคิดว่ามันไปไม่สุด ส่วนนึงกลับมาจากข้อดีที่สุดที่คนมักพูดถึงเกี่ยวกับเล่มนี้ คือ การใช้ภาษาครับการเล่าเรื่องด้วยภาษาที่เรียบง่าย สวยงามอย่างพอดี กลั่นเรื่องราวการไม่เข้าใจกัน ความรักที่ไม่เท่ากันของพ่อเเม่ ความเจ็บปวดที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น หรือเเม้กระทั่งการปากหนักของคนในครอบครัวที่ทำให้รอยเเตกร้าวไม่เคยได้รับการสมาน อะไรเหล่านี้ผมว่าทุกครอบครัวมีครับ ไม่มากก็น้อย หนักเบาไม่เท่ากันพอเรื่องราวทำนองนี้ถูกรองรับด้วยภาชนะทางภาษาที่สวยงาม ผมกลับมองว่ามันทำให้เรื่องราวถูกอ่อนจางลง เเล้วถูกเเทนที่ด้วยความสวยงาม(ทางภาษา) แทน ในมุมหนึ่งมันก็ดีนะครับ เพราะทำให้เราอ่านได้อย่างไม่ติดขัด ไหลรื่นลิ้มรสภาษาได้อย่างเต็มที่ เเต่เมื่อมันถูกใช้เเบบชัดเจน อิ่มเเน่นกับความสวยงามของตัวอักษร จนบางทีมันกลบความดิ่งลึกหรือมิติของเรื่องราว ก็เลยรู้สึกว่ามันไปได้ไม่สุดอย่างที่มันอาจจะเป็นไปได้ ซึ่งในส่วนนี้มองอีกด้านก็อาจเป็นข้อดีเเทนก็ได้นะครับ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากอ่านเรื่องราวที่ดิ่งเศร้า อยากอ่านอะไรที่เเฮปปี้นิด จบเเบบให้เเง่คิดหน่อย เเบบที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตที่เหนื่อยล้าอยู่เเล้วต้องมาเหนื่อยล้าไปอีก งานทุกเรื่องในเล่มนี้ตอบโจทก์แน่นอนครับส่วนผมที่เป็นมาโซ ก็ถือซะว่าได้มาวิ่งเล่นในความสัมพันธ์ที่เปรียบได้กับสวนดอกไม้มีหนาม เพื่อเสาะหาเรื่องราวดิ่งลึกต่อไปเเทนปล. ผมชอบเรื่องสั้นเรื่องสุดท้าย "เรามองเห็นอนาคต จนกระทั่ง......" มากที่สุดในเล่ม สำหรับผมเรื่องนี้จบเเบบเศร้าที่สุดครับ เป็นความเศร้าที่ไม่มีทางเลี่ยงเสียด้วย และ เป็นไม่กี่เรื่องที่เล่าผ่านตัวเอกที่เป็นทารกครับ เยี่ยมจริงๆthai
Mook Woramon899 reviews201 followersFollowFollowOctober 24, 2020งานเขียนคุณตินกานต์นี่ถูกจริตเรามาก ภาษาสละสลวยไม่มากไม่น้อยเกิน ถูกใจมาตั้งแต่เรื่อง ‘ดอก รัก’ เรื่องราวความรักของผู้หญิงที่ชื่อเหมือนหมู่มวลดอกไม้ จนมาถึงเล่มนี้ ‘สลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง’ แปดเรื่องสั้นความแตกร้าวของสถาบันครอบครัว ครอบครัวที่เป็นแหล่งฟูมฟักเรา หล่อหลอมให้เติบโตมา แต่บางครั้งเบ้าหลอมก็ไม่สมบูรณ์ หักบิ่น ส่งต่อรอยแผล รอยร้าวมาถึงลูก เป็นความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งเกลียด ยามรักก็จินตนาการถึงยามชังไม่ออก แต่ยามเกลียดก็สาปแช่งกันได้อย่างถึงพริกถึงขิง เป็นความสัมพันธ์เช่นนั้น ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น บางคนรอดมาได้อาจเหลือเพียงรอยแผลเป็น แต่บางคนเต็มไปด้วยแผลที่ไม่มีวันหาย ไม่อาจเยียวยาใครแม้กระทั่งตัวเองแต่ละเรื่องสั้นเต็มไปด้วยความร้าวราน อ่านจบเรื่องนึงก็ต้องพักมานั่งคิดไตร่ตรองครั้งนึง มีบ้างบางเรื่องที่จบด้วยความสุขแต่ระหว่างทางก็ร่อแร่เหลือเกิน เหนืออื่นใดคืออยากบอกว่าถ้าทำได้ ถ้าทำไหว ก็จงให้อภัยกันเถิด แม้ไม่อาจอยู่ร่วมก็อย���าไปอาฆาตแค้นกันเลย ชีวิตนี้เราจะมีโอกาสมีครอบครัวได้ซักกีครั้งกี่หนกัน ทะนุถนอมกันเท่าที่จะทำได้เถอะ
MonoNoAware266 reviews36 followersFollowFollowOctober 11, 2025ยังคงสละสลวยงดงามดังเดิม เหมือนเล่ม "ดอกรัก" ที่ฉันหลงรัก ฉันหลงใหลในภาษาที่เขาเขียน หลงใหลในเรื่องราวที่เค้าแต่ง (บางครั้งเรื่องที่เค้าแต่ง ก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของเขาในมุมที่เขาเปิดเผยให้คนทั่วไปได้รู้จัก) มันงดงาม มันนุ่มนวล นุ่มลึก บาดใจ ใจจะขาด หนักหน่วง และหน่วงหนักแม้ว่าเล่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่แตกร้าวภายในครอบครัว ซึ่งฉันคงอาจจะไม่อินสักเท่าไหร่ (ไม่เหมือนเล่มดอกรัก ที่อินจัดทุกเรื่องราว) แต่ด้วยฝีไม้ลายมือของคนเขียนแล้ว ไม่จำเป็นเลยที่ต้องเคยพบเจอความสัมพันธ์ที่คล้ายครึงกันในเรื่องเล่า แต่คนเขียนก็เล่าเรื่องได้แบบให้เรารับรู้เข้าใจสภาวะอารมณ์ของตัวละครได้อย่างง่ายดาย และพร้อมที่จะแตกสลายไปด้วยกันกับพวกเขา...คะแนนเล่มนี้ มี 10 ให้ 10มี 100 ให้ 100แต่ถ้าให้เลือก "ดอกรัก" ยังคงเป็นอันดับ 1 ในใจเสมอมาfiction
Nitthita60 reviews22 followersFollowFollowMay 6, 2021ยังอ่านไม่จบนะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งไม่ชอบ 😂 ทิ้งไว้นานมาก กว่าจะทำใจอ่านเรื่องที่ 3 ต่อได้ เรื่องแรกถือว่าออกตัวได้ดี แต่เรื่องที่ 2 ไม่ไหวเลย อ่านแล้วไม่ชอบ เลยวางทิ้งไว้เกือบเดือน วันนี้ลองอ่านเรื่องที่ 3 ยิ่งไม่ชอบไปใหญ่ เราอาจจะตั้งความหวังไว้สูงเกินไปก็ได้ เพราะเห็นคนชมเล่มนี้เยอะ ถ้าพูดถึงงานเขียนในทำนองนี้ เรานึกเปรียบเทียบกับงานของคุณจิราภรณ์ วิหวา ซึ่งเขียนได้กลมกล่อมและมีเสน่ห์กว่ามาก อ่านแล้วมีมวลความรู้สึกบางอย่างอบอวลทิ้งค้างในใจเรา แต่กับงานของตินกานต์เรากลับรู้สึกว่าอ่านแล้วก็ผ่านไปเฉยๆ เหมือนเค้าแค่ต้องการจะขาย “กิมมิค” ของแต่ละเรื่อง เป็นแค่พล็อตตั้งต้นเก๋ๆ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเล่าอะไรกันแน่ แค่ใช้กิมมิคนั้นพยุงเรื่องเอาไว้แล้วด้นสดไปเรื่อยๆ แล้วก็ตัดจบในแบบที่ทิ้งเรื่องเล่าของตัวเองไปดื้อๆ อย่างเรื่องที่ 3 “ลิ้นที่ไม่รู้รส” ที่เพิ่งอ่านเมื่อกี้ คือตัดจบในแบบ “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...” ด้วยการบอกออกมาโต้งๆ ว่าลิ้นไม่รู้รสในที่นี้คืออุปมาของชีวิตคู่ที่จืดชืด เรื่องมีแค่ว่าวันหนึ่งตัวละครภรรยา ซึ่งเป็นคนที่ชอบทำอาหาร จู่ๆ ลิ้นก็ไม่รู้รสขึ้นมา พร้อมๆ กับที่สามีก็เริ่มนอกใจ เล่าไปเล่ามา สุดท้ายตัดจบว่าในที่สุดทั้งคู่ก็กลับมาคืนดีกัน แล้วตบท้ายด้วยข้อคิดประมาณว่า ถ้าผัวเมียกลับมาใส่ใจกัน ชีวิตคู่ก็จะกลับมากลมกล่อมได้อีกครั้ง เราอ่านจบแล้วแบบ ห๊ะ?! เอางี้จริงๆ เหรอ?
Makmild806 reviews219 followersFollowFollowMarch 25, 2021โห อ่านจบแล้วค่ะ ดีมาก ส่วนตัวไม่มีเรื่องไหนที่ชอบเป็นพิเศษ เพราะดีเท่าๆ กันหมด แต่ถ้าถามว่าขัดใจที่สุดก็น่าจะเป็นตอนครอบครัวที่อยู่กาญจน์ มายโล่งใจที่คนพ่อปล่อยวางได้ แต่ก็เศร้าที่ความปล่อยวางนี้มันหมายถึงการยอมรับอะไรบางอย่างเงียบๆ ที่ไม่อาจเอ่ยเอื้อนออกมาเป็นคำพูดได้ค่ะสลายสิ้นซึ่งความหวังรังรองเป็นหนังสือที่ทำงานด้านความสัมพันธ์ของครอบครัวในแง่มุมต่างๆ ผ่านเรื่องสั้นทั้งแปดทั้งเว้าแหว่ง ขาดหาย เหมือนจะมืดมิดแต่กลับมีประกายแสงทอวับแวบให้เห็นที่ปลายตาพอให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ทำให้เราได้กลับมาย้อนคิดความสัมพันธ์ว่าครอบครัวคืออะไร ทั้งรัก ทั้งเกลียด ทั้งชอบไม่ชอบ แต่ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ มายชอบวิธีการเล่าของคุณตินกานต์มาก เหมือนกำลังดูซีรี่ย์อังกฤษ (ไม่ใช่อเมริกาด้วยนะ ฮ่า) สักเรื่องที่ชอบแช่ฉากกับสิ่งของใดๆ นานๆ แล้วมีเสียงตัวละครเล่าเรื่องผ่านสิ่งของนั้นๆ บริบทนั้นๆ สภาพแวดล้อมส่งผลกระทบต่อตัวละคร และตัวละครก็เล่ามันออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนกระซิบ โดยเฉพาะตอนคุณยายซันเดย์ที่เห็นภาพชัดเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเรื่องราวของมันรอการเอ่ยเอื้อนออกมาเผอิ๊ญดันมาอ่านตอนหลังดู MINARI พอดีเลยยิ่งอินเข้าไปใหญ่ หนังเรื่องนี้กับหนังสือเล่มนี้ทำงานด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวเหมือนกัน พูดเรื่องคล้ายๆ กัน เป็น slice of life ที่เจ็บปวดและงดงามเหมือนกัน แนะนำค่ะfav-2021
Nhan102 reviews24 followersFollowFollowApril 22, 2021เรื่องสั้น 8 เรื่องหยั่งรากลึกถึงความรู้สึก ความเป็นครอบครัว และความหวานขมของความสัมพันธ์หลายรูปแบบ ทั้งพ่อแม่ลูก สามีภรรยา พี่น้อง คู่รัก เพื่อนบ้านมีหลายฉากหลายตอนที่สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่มีต่อลูก ต่อพ่อ ต่อแม่ ต่อใครก็ตามในวังวนครอบครัวที่ไม่รู้ว่าถูกสร้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กลับกลายเป็นค่านิยมที่ต้องวิ่งแข่งแก่งแย่งกันเพื่อให้ได้มันมาเราชอบความหลากหลายในการ casting ตัวละครที่มันจับต้องได้ ดูไม่เพ้อฝัน คือเรื่องพวกนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองหรือคนใกล้ตัวก็ได้ มัน raw และ real มากจริงๆส่วนเรื่องภาษา แม่เจ้า ได้ยินมาว่าเล่มนี้ภาษาสวยงามมาก พอได้อ่านจริงก็ไม่ผิดหวังเลย ร้อยเรียงได้งดงามราวกับบทกลอน แต่ไม่เยอะล้นเกินคนอ่านจะทำความเข้าใจ อ่านแล้วรู้เลยว่าตินกานต์เป็นคนช่างสังเกตมากๆๆๆ ถึงมากที่สุดตอนอ่านเรื่องสุดท้ายเราแอบหวั่นใจว่าจะพัง เพราะการเขียนมุมมองทารกมันยากมาก แต่พอรู้จุดประสงค์ของเรื่องราวและอ่านจนจบก็คือ standing ovation ให้เลย เก่งมากกกก ดีมากกกกถึงชื่อหนังสือคือสลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง แต่งานเขียนของตินกานต์ได้จุดประกายพลังสว่างไสวแก่วงการนักเขียนไทยสมัยใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย — and that’s a fact.read-in-2021
Mirai590 reviews128 followersFollowFollowDecember 4, 2022เพราะเคยอ่านผลงาน 'ดอกรัก' ของคุณตินกานต์ไปเมื่อหลายปีก่อน ความประทับใจในสำนวนภาษาและเนื้อเรื่องแนวความรักความสัมพันธ์ยังคงตราตรึงยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่คราวนั้น พอผลงานใหม่อย่าง 'สลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง' ออกมา เราก็ย่อมไม่พลาดที่ขวนขวายหามาอ่านสำหรับเล่มนี้ เป็นรวมเรื่องสั้น 8 เรื่อง โดยมีแก่นทั้งหมดยึดโยงเกี่ยวกับความสัมพันธ์เช่นเดิม แต่มาคราวนี้เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก สามีภรรยา หรือพี่น้องเราเริ่มอ่านเล่มนี้มาตั้งแต่คำนำ และหลงรักทุกอย่างในเล่มตั้งแต่คำนำนั้นแหละ คำว่า 'ครอบครัว' มันมีอะไรมากกว่าแค่การอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การเติบโต การตอบแทน หรือการมอบความรักให้กัน สายสัมพันธ์ที่ก่อกำเนิดขึ้นมันลึกซึ้ง ซับซ้อน และหยั่งรากลึกลงไปในตัวคนมากกว่าที่เห็นอยู่ มีทั้งด้านด���และด้านลบ มีทั้งสุขและทุกข์ และทุกๆ อย่างล้วนแต่ส่งต่อผ่านสายสัมพันธ์ที่เรียกว่าครอบครัวเสียทั้งสิ้นเป็นเล่มที่เราทั้งรักและเกลียด รักในสำนวนภาษา รักในการเล่าเรื่อง รักในประเด็นแฝงที่สะท้อนออกมาผ่านตัวอักษร แต่ก็เกลียดในเวลาเดียวกัน เกลียดความจริงที่ถูกตีแผ่ เกลียดความสัมพันธ์ที่เหมือนส่งเสริมกันแต่ก็ทำร้ายกัน เกลียดกรงขังที่เรียกว่าครอบครัวเราอ่านเล่มนี้ในวันที่เราเดินทางไกลเพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างจังหวัด เหมือนจังหวะชีวิตมันพอดีเกินไป อ่านเล่มนี้ไปเลยรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เล่มนี้ไม่ใช่หนังสือแนวอบอุ่นสดใส เราทราบข้อเท็จจริงข้อนี้ดีแต่แรก แต่ก็ไม่คิดว่าอ่านแล้วจะเกิดความรู้สึกจิตตกจนซึมเป็นหมาหงอยไปหลายวันเช่นกันchild-abuse domestic-violence drama ...more
Non Overme25 reviews9 followersFollowFollowSeptember 17, 2021เป็นภาษาที่สวยงาม เรียบง่ายและถ่ายภาพออกมาได้แจ่มชัด อบอุ่นแต่ก็รวดร้าว ทิ้งความรู้สึกหน่วงอยู่ภายในลึกๆ ในความระลึกถึง'บ้าน'
Eve Wanus34 reviews1 followerFollowFollowNovember 6, 2022เป็นอีกหนึ่งเล่มที่อ่านผ่านไปอย่างยากลำบาก เพราะแต่ละเรื่องต้องการการย่อย ตกตะกอน และดำดิ่งแบบดื่มด่ำ (ทิ้งระยะเวลาวันละเรื่องยังไม่พอเสียด้วยซ้ำไป) เรื่องราวแต่ละเรื่องสั้นเข้มข้นมากจนต้องกัดฟันอ่านต่อให้จบ เพราะมันต้องจบก่อนที่จะดิ่งลงไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องลิ้นที่ไม่รู้รส ผู้อ่านพลาดไปนั่งอ่านที่ร้านกาแฟที่มีผู้คนขวักไขว่ น้ำตาแตกต่อหน้าธารกำนัล เรียกว่าอ่านไปน้ำตาไหลพรากไป ซึ่งเรื่องนี้ความเข้มข้นเบาที่สุด ดิ่งน้อยที่สุดแล้ว เรื่องอื่นถึงกับกักตุนอารมณ์ไปนอนฝันร้ายบ้าง ดิ่งระหว่างบรรทัดบ้าง ต้องเรียกสติมาสู่ลมหายใจอยู่มากโข ทั้งหมดนี้ หายากนักที่จะเจอในงานเขียนของไทย เมื่อเทียบกับดอก รัก ถือว่าคนละสไตล์แต่ภาษาแยบยลเหมือนกัน เล่มนี้สมควรและคุ้มค่ากับการอ่านพร้อมกับกล่าวคำว่า ดี ดี ดี เกินไปมาก
Whale52Hz29 reviews4 followersFollowFollowMay 26, 2021ส่วนตัวชอบ 2 เรื่องสุดท้าย คุณยายซันเดย์ ---> ฟุ้งไปด้วยกลิ่นดอกไม้ พาย และความทรงจำ อบอุ่น น่ารัก แต่ก็แฝงด้วยมวลความเศร้า ทำให้เรารู้สึกเหมือนเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ซับเอาทุกถ้อยความของผู้เขียน ราวกับว่าเราได้เป็นสาวข้างบ้านที่ได้มีโอกาสชิมรสมือพายและชามินต์พร้อมเรื่องราวในซอกหลืบความทรงจำของคุณยาย เรามองเห็นอนาคต จนกระทั่ง... ---> เราเคยพูดประโยคหนึ่งกับพ่อและแม่ตอนที่น้องชายของเราไม่พอใจในวิธีการอบรมสั่งสอนของพ่อ 'ในอนาคตเรายังมีหลายเรื่องที่ต้องทะเลาะกับเขา' ใช่ แน่นอน ไม่ใช่แค่พ่อแม่ที่จะต้องทะเลาะกับน้องรวมถึงอาจต้องทะเลาะกับเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของเขา พ่อกับแม่เป็นเพียงผู้ให้กำเนิดไม่อาจรั้งให้เขาคิดตามได้ เขาต้องมีชีวิตของเขา เรียนรู้ทั้งความรักและรับความเจ็บปวด ครอบครัว บ้าน หากเราได้รับแรงกระทบรุนแรงจากภายนอกยังมีไหล่ให้ซบและตักให้หนุนนอน หากเป็นครอบครัวเราจะเป็นเช่นนี้แหละ ติดตรงที่ตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจเราบางเรื่องก็ตามเราไม่ถึงกับใจสลาย แต่ก็แอบหน่วงๆในอกเหมือนกัน คุณยายซันเดย์เป็นเรื่องที่ตรึงใจเราเข้าอย่างจัง
Ottoshi Intel169 reviews17 followersFollowFollowJanuary 23, 2022เรื่องสั้น 8 เรื่องที่หนักหน่วง ชีวิต ครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง และคนรู้จัก เล่นกับความสัมพันธ์จวนสิ้นจะขาด แต่มันไม่ขาด ชอบการบรรยายภาพชัดเจนจนนึกว่าเป็นนิยายแปล ตัวละครมีความเชื่อมโยงลื่นไหลไม่มีสะดุด ลึกก็ลึกสุดใจ เบาก็เบาเกินคาด ในความสัมพันธ์ เราเพียบเติบโตเพื่อล่มสลาย มันชัดเจนมาก เป็นหนังสือที่แนะนำให้อ่านเลย
ด.ญ. ฉ่านี71 reviews2 followersFollowFollowFebruary 2, 2024อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนตอนดูหนัง Ghibliเมสเสจหลักที่ได้จากหลาย ๆ เรื่องคือ เวลาจะผ่านไป บางสิ่งจะเปลี่ยนแปลง และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันเรื่องแรก(เรื่องที่ชอบที่สุด) รู้สึกว่าเขียนดีที่สุด เป็นพล้อตที่ส่วนตัวคงไม่มีวันหยิบมาอ่าน แต่ด้วยภาษาและการดำเนินเรื่องกลับทำให้เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจเราที่สุดเรื่องที่ 2 ตีความได้ว่า แม่ไม่เคยแสดงออกเลยว่าภูมิใจในตัวนีนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เกิดวันเดียวกับที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เลยได้ชื่อนีนมาจนวันหนึ่งรำคาญว่ามันเกี่ยวกับอะไรกับตัวเอง เขาก็แค่เกิดวันนั้น แต่อย่างน้อยตอนสุดท้ายก็ได้รู้ว่าการที่นักบินอวกาศได้ลงไปเหยียบดวงจันทร์ก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับแม่มากมายขนาดนั้นเหมือนกัน แค่ยืมวันนั้นมาใช้ขีดเส้นใต้วันที่ลูกเกิดมาเรื่องที่ 3 common sense ปัญหาจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อเผชิญหน้ามัน มัวแต่คิดในใจไปเรื่อยเปื่อยไม่คุย ไม่ลดกำแพงลงมันก็จบด้วยทางตันเป็นปกติ เรามองว่าคู่นี้แค่โชคดี(ในโชคร้าย) ที่กำแพงมันลดเองเพราะเหตุสุดวิสัยก็เลยได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กันอีกครั้ง ไม่ชอบตอนจบเพราะแอนตี้การนอกใจเข้ากระดูกดำและไม่สามารถจินตนาการณ์ตัวเองปรับจูนเข้าหาคนรักที่เคยลอบคุยกับคนอื่นได้ แต่เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของเราและเข้าใจว่ามีหลายคู่ที่สามารถให้อภัยแล้วไปต่อได้ มันก็เป็นเรื่องที่แฮปปี้เอนดิ้งดีเรื่องที่ 4 เสียดายบ้าน นึกภาพตามแล้วอยากไปอยู่ แต่อ่านสิ่งที่ต้องเจอกว่าจะสร้างได้ก็เออ ขายแม่งไปเหอะเรื่องที่ 5 แสดงความเจ็บปวดแบบ worst case ของคนที่โดนหักหลังได้ดี 1.หนี 2.คิดว่าหนีพ้นแล้ว 3.เจอสิ่งที่ตอกย้ำ 4.รู้ตัวว่ายังอยู่ที่เดิม วนไป แล้วก็ได้แต่หวังว่าสักวันเวลาจะเยียวยาเรื่องที่ 6 คิดภาพความรู้สึกผิดไม่ออกเลย แล้วก็ความเจ็บปวดของลูกสาวด้วย ถ้าเขาจะโกรธเกลียดแม่จนโทษแล้วพูดจาแรง ๆ ออกไปก็เข้าใจ แต่เพราะรู้มุมมองของแม่ เราก็ได้แต่สงสารทั้งคู่เรื่องที่ 7 ชอบพาร์ทปัจจุบัน เวลาที่บรรยายบ้านของยายซันแล้วมันก็มีภาพบ้านสวนที่วาดออกมาในสไตล์หนัง Ghibli ลอยมาเรื่องที่ 8 นึกภาพแม่ตอนที่เลี้ยงเรามาในตอนเด็ก ๆ แล้วแม่คงจะเหนื่อยมาก ชอบการเล่าบรรยากาศตอนที่ญาติ ๆ มาหามาก ๆ เลย เหมือนได้ยินเสียงผ่านตัวหนังสือ นักเขียนเหมือนมีความสามารถพิเศษในการเสกประตูมิติให้เราเหมือนได้เข้าไปอยู่ใน setting นั้น ๆ จริง ๆ ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น เขียนถึงมาก ๆ ภาษาก็สละสลวย แต่ที่หักคะแนนเพราะคาดหวังว่าจะได้ร้องสักหยกสองหยดแต่กลับไม่ร้องสักแอะ พบว่าอ่านจบแล้วไม่ได้อินมากอย่างที่คิด อาจจะเพราะเป็นเรื่องสั้น อาจจะเพราะไม่เคยเผชิญด้วยตัวเอง แต่ก็มีจุดที่อ่านแล้วเบื่อ อ่านแล้วเฉย ๆ ก็เลยหักไป 1 ดาวThis entire review has been hidden because of spoilers.
Tantannn31 reviewsFollowFollowMay 1, 2022ห���ังสือเล่มนี้ เราค่อยๆ อ่านทีละเรื่อง เพราะแต่ละเรื่องทำให้เรารู้สึก 'สลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง' ใหลายรูปแบบที่แตกต่าง มันหนาหนักและรู้สึกต้องเตรียมใจไม่น้อยในการอ่านแต่ละเรื่อง *เตือนอีกครั้ง เตรียมใจก่อนก็ดีนะ* ถถถเราเห็นด้วยจริงๆ ว่าเป็นผลงานที่อ่านจบแล้ว ต้องทิ้งเวลาให้ตะกอนเรื่องราวและความรู้สึกเรียบเรียงตัวก่อน ถึงจะมูฟไปอ่านเรื่องต่อไปได้ เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่อง แตกสลายในรูปแบบที่แตกต่าง มีจุดที่น่าสนใจไม่เหมือนกัน แต่ในแง่พล็อตและการเดินเรื่องทำได้ประทับใจมากอยู่ กล้าพูดว่า สองเรื่องแรกที่ขึ้นอันดับ 1 ในใจ ยกให้เป็นเรื่องสั้นดีสุดเรื่องนึงที่ได้อ่านเลยมั้ง ทั้ง ๆ ที่ก็ relate ได้แบบกับชีวิตคนทั่วไปมาก ๆ นอกจากนี้ ในแง่ภาษา ทุกเรื่องย้ำให้เห็นทักษะของตินกานต์ในการเลือกใช้คำที่เหนือชั้นมาก ๆ แน่นอนมีความ figurative แน่ ๆ จินตนาการสูง แต่โดดเด่นอย่างยิ่งในการเลือกใช้คำที่มีลักษณะเป็นคู่ใกล้เคียงกัน (ให้นึกถึงพวกคำซ้อน) ทำให้ภาษาส่งภาพได้ดียิ่งขึ้น อันนี้เป็นจุดหลักที่พบในทั้ง 8 เรื่องอย่างไรก็ดี เราคิดว่า ถ้าคนอ่านเรื่องสั้นที่ชอบพล็อตเดินเร็ว ฉับ ๆ ในบางเรื่องอาจรู้สึกว่ามัน prolonged ไปหน่อย ทำไมไม่ยิงเข้าเป้ากว่านี้ แต่เรื่องนี้ก็ปัจจัตตัง แล้วแต่เทสต์แล้วแต่คนชอบอ่ะเนอะส่วนตัวเรียงลำดับเรื่องที่ชอบสุดไปจนถึงชอบน้อยสุดดังนี้1. ลิ้นที่ไม่รู้รส กับ วันแดดสะพรั่ง หางนกยูงระบัดสีแดงเข้มข้น -- สองอันนี้ดีจัง ชอบ ๆ 2. แววตาโศกและแววตาเศร้า กับ เรามองเห็นอนาคต จนกระทั่ง... -- ให้อันดับ 2 ร่วม ไม่ทำดา 555 3. บ้านของคุณยายซันเดย์ -- เราเห็นความเชื่อมโยงกับบริบทของตัวเองหลายอย่างในเรื่องนี้ 4. ชายผู้เกิดในวันที่มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ กับเสียงจากชั้นสอง พอ ๆ กันเลยให้ลำดับเดียวกันถ้าไม่ติดว่าอ่านกลางคืนแล้วอาจจะกลัว เราจะพยายามไม่ข้ามลำดับเรื่องสั้นที่จัดวางมาแล้วในเล่มเลย (เราเก็บเรื่อง 'เสียงจากชั้นสอง' มาอ่านทีหลังช่วงเช้า ถถถ) ดีงาม และทำให้รู้สึกเหมือน viewing this world through a more mature lens.This entire review has been hidden because of spoilers.
K9 reviewsFollowFollowJanuary 18, 2024หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นหลายๆตอนเกี่ยวกับครอบครัว ตนเอง ความรัก เป็นหนังสือที่อ่านแล้วร้องไห้หนักมากกก การเรียบเรียงภาษาดี เวลาอ่านทำให้นึกภาพไปยังเหตุการณ์นั้นๆ พออ่านและตกตะกอนย้อนมองกลับมาที่ตนเองอ่านแล้วรู้สึกว่าทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ช่วงเวลาวัยเด็กที่ไม่ชอบพ่อกับแม่ตัวเอง แค่พอโตมากลับกลายเป็นเราที่ทำนิสัยเหมือนกับคนที่เราไม่ชอบ หรือเราเคยเป็นนีลที่รอให้พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวเราซักครั้ง ถึงแม้เราจะไม่ได้เกรด A ทุกวิชา หรือได้เหรียญทองในการวิ่ง ไม่ใช่เด็กที่เป็นหัวหน้าห้อง แต่เราเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่อยากถูกยอมรับในเรื่องง่ายๆ ถ้าวันนึงเรากินไอติมไม่เปื้อนปาก เราก็ถูกชมว่าเก่งแล้ว เราใส่รองเท้าไม่สลับข้าง ก็ถูกชมว่าเก่งแล้ว เราเองก็อยากเป็นเด็กแบบนั้นที่ทำอะไรเล็กๆน้อยๆ ไม่ต้องไปทำรางวัลใหญ่ ก็ถูกชมเก่งมากๆแล้ว แค่นั้นเอง- เรื่องคุณยายซันเดย์ เราอ่านและรู้สึกคิดถึงคุณยายตนเองที่เสียไปเมื่อ 1 ปีก่อน และเราอ่านไปนิดนึงก็ร้ำตาไหลแหมะ ขอบคุณนะคะที่เขียนตอนนี้มา เราดีใจที่ได้อ่านมากๆ
Tanh Chomphooteep72 reviews16 followersFollowFollowOctober 23, 2023เล่มนี้รวบรวมเรื่องสั้น 8 เรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ เน้นหนักไปที่ความสัมพันธ์แบบครอบครัว ทุกเรื่องอ่านแล้วรู้สึกหน่วงๆ จุกๆ สะท้อนว่าไม่ใช่ทุกบ้านที่ครอบครัวสุขสันต์เสมอไป ภาษาบรรยายคือดีมาก อ่านเพลินมีความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาวเข้ามาเกี่ยวบ้าง แต่ส่วนใหญ่หนักไปทางสามี-ภรรยามากกว่า ก็กึ่งๆ ครอบครัวละสิ่งที่ชอบมากๆ คือสำนวนภาษาของคุณตินกานต์ดีมากกกก ร้อยเรียงคำได้สละสลวยมาก คลังศัพท์เยอะสุดๆ บรรยายปรากฏการณ์ธรรมดาๆ อย่างดินฟ้าอากาศให้สวยงามได้ คำนับเลยอ่านจบแต่ละเรื่องก็คือต้องนั่งคิดแป๊บนึงไม่งั้นจะเคว้ง ให้เรื่องราวมันค่อยๆ จมดิ่งลงไปในใจ ระหว่างอ่านรู้สึกสนุกไปกับทุกเรื่องเลยนะแม้บางเรื่องจะไม่ได้มีจุดหักเหมาก เหมือนเป็นเรื่องราวของคนธรรมดา แต่รายละเอียดรายปัจเจกนี่ละที่ชวนให้ติดตาม เหมือนกำลังตามติดเรื่องของคนคนนึงfiction
Snow17 reviewsFollowFollowSeptember 21, 2023อ่านจบละเจ้บจี้ดแอบคิดว่าตัดประโยค จัดบรรทัดไม่ค่อยดีเลยงะ อ่านๆแล้วบางทีแอบหงุดหงิดนิสนุงเพราะการตัดบรรทัด 55555 ส่วนตัวเนื้อเรื่อง ภาษาอาจจะดูฟุ้งๆ ไปบ้างนิดหน่อย แต่ชอบวิธีเล่าเรื่อง ถ่ายทอดความรู้สึก ฮุกเราไปกับตัวละครได้อยู่หมัด'เราทุกคนต่างก็ครอบครองประตูเช่นนี้อยู่หนึ่งบาน ปกปิดเรื่องราวยากชำระล้างแตกต่างกันไป'
เมื่อฉันรีวิวหนังสือ148 reviews83 followersFollowFollowApril 3, 2021ภาาาสวยมาก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ เหมือนได้กลิ่นของกาแฟกับขนมอบจริงๆ ส่วนตัวชอบเรื่อง ชายผู้เกิดในวันที่มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ ที่สุด
RainyDoLL ☔️68 reviews6 followersFollowFollowDecember 3, 2022ยังคงมีสำนวนการเขียนที่กระชับและสละสลวย ร้อยเรียงแต่ละประโยคอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไหลลื่นตอนที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ “ชายผู้เกิดในวันที่มนุษย์เหยียบดวงจันทร์” และ “ในใต้น้ำ”
panuchread118 reviews99 followersFollowFollowNovember 24, 2025ตินกานต์เป็นนักเขียนที่มีน้ำเสียงในการเล่าเรื่องชัดเจนดีจัง ถ้อยคำเรียบง่ายสละสลวย แม้จะดูออกว่าตั้งใจเรียบเรียงเพื่อให้มันสละสลวยแต่ก็ไม่ได้รู้สึกกระดากที่จะอ่าน มีทั้งความประดิดประดอยและความธรรมชาติผสมกันอยู่ในนั้น อ่านเล่มนี้ต่อจากดอกรักก็เหมือนเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วล่ะว่าภาษาเค้าค่อนข้างถูกจริตเราจำไม่ได้ว่าใครบอกมาว่าเล่มนี้จะเป็นความหนักหน่วงที่เพิ่มขึ้นจากดอกรัก ดูจากชื่อเรื่องแล้วก็พอเดาได้ว่าขมแหงๆ แต่เปิดมาเรื่องแรกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย ออกไปทางรู้สึกแปกๆ คริ้นๆ 🥹 แต่พอเรื่องต่อๆ ม���ก็ไม่ได้มีเรื่องไหนที่ทำให้รู้สึกขมวดคิ้วหรือไม่ชอบอีกเลย ส่วนใหญ่ถ้าไม่เฉยๆ ก็จะเป็นระดับชอบ - ชอบมาก อย่างเรื่องต้นหางนกยูงกับคุณยายซันเดย์นี่ถูกใจเป็นพิเศษ ไม่สามารถระบุได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน ต้นหางนกยูงอ่านแล้วหน่วงใจจนจบ กล้ำกลืนแทนตัวละคร และรู้สึกว่ามันเรื่องราวที่เหมาะกับคำว่า “สลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง” ที่สุดแล้ว เป็นชีวิตที่ฟ้ากำหนดเส้นทางมาตรงข้ามกับความหวังเหมือนกลั่นแกล้งกันส่วนเรื่องคุณยายซันเดย์จะมีความอุ่นกว่า แม้จะหน่วงแต่มันหน่วงแบบพอยิ้มได้บ้าง แม้จะมีเรื่องราวมากมายแต่ปลายทางก็ยังมีความหวังรังรองอยู่เล็กๆ ที่สำคัญชอบบรรยากาศในเรื่องมากๆ สิ่งละอันพันละน้อยในบ้าน ต้นไม้ใบหญ้า กลิ่นขนมอบและน้ำชา ชอบอะไรแบบนี้จังมีเรื่องที่รู้สึกว่าเอ้อก็ดีนะ ตอนอ่านเหมือนไม่รู้ตัวว่าคิดยังไง แต่อ่านจบแล้วมานั่งนึกย้อนถึงมองเห็นว่าชั้นก็จุกกับมันอยู่ประมาณนึง คือเรื่องในใต้น้ำ ไม่ทันระแวงเลยว่ามันจะเกิดอะไรแบบนั้นขึ้น 🥲 เป็นการเขียนที่ตัดสินใจได้เด็ดขาดและเจ็บแสบจริงๆสรุปคือค่อนข้างชอบงานเขาอีกแล้ว ดีใจที่มีนักเขียนไทยที่ไว้ใจได้ในลิสต์อีกหนึ่งคน