What do you think?


ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่
อาณาจักรอยุธยา สามารถดำรงอยู่ยาวนานได้ถึง 5 ศตวรรษ หรือ 500 ปี ซึ่งแม้จะล่มสลายไปแล้วในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 แต่อยุธยายังคงส่งต่อวัฒนธรรม ศิลปกรรม การเมืองการปกครองไปสู่กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์(กรุงเทพฯ) ได้อีกด้วย
"ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่" คือการเขียนประวัติศาสตร์ตามลูกศรของเวลาที่จะมุ่งสู่อดีตไปหาปัจจุบันเสมอ ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพของอยุธยาตั้งแต่ก่อนที่จะกลายเป็นรัฐ เห็นพัฒนาของสังคมมนุษย์เริ่มจากอดีตเมื่อภูมิประเทศว่างเปล่า แล้วตามลูกศรของเวลาดูว่ามนุษยชนใช้ทรัพยากรเพื่อทำมาหากิน สร้างสังคม จัดตั้งสถาบันได้อย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์สังคม-สามัญชน จนกระทั่งเป็นรัฐ-อาณาจักร การสงคราม การค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำรงความยิ่งใหญ่ของอยุธยา ความสัมพันธ์กับจีน เพื่อนบ้าน และชาติตะวันตก การล่มสลาย และการกำเนิดกรุงเทพฯ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 500 ปี ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้ผู้อ่านจะได้เห็นภาพทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกของอาณาจักรอยุธยาได้สมบูรณ์แบบและครบถ้วนที่สุด
อีกนียหนึ่งการเขียนประวัติศาสตร์เช่นนี้จะไม่ได้กล่าวถึงแต่เพียงเรื่องราวของกษัตริย์เฉกเช่นที่ปรากฏในประวัติศาสตร๋ชาตินิยมที่ไม่ให้พื้นที่ใดๆ กับสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าความเป็นชาติ หลักฐานที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้จึงมีความหลากหลายทั้งจากเอกสารของไทย เอเชีย และตะวันตก ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า "เราไม่สันนิษฐานว่าสิ่งใดปรากฏอยู่ในอดีตจนกว่าจะเห็นได้ในหลักฐาน"
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นพื้นที่ของการกล่าวถึงพัฒนาการของมนุษย์ทุกชีวิตในกรุงศรีอยุธยา
"ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่" คือการเขียนประวัติศาสตร์ตามลูกศรของเวลาที่จะมุ่งสู่อดีตไปหาปัจจุบันเสมอ ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพของอยุธยาตั้งแต่ก่อนที่จะกลายเป็นรัฐ เห็นพัฒนาของสังคมมนุษย์เริ่มจากอดีตเมื่อภูมิประเทศว่างเปล่า แล้วตามลูกศรของเวลาดูว่ามนุษยชนใช้ทรัพยากรเพื่อทำมาหากิน สร้างสังคม จัดตั้งสถาบันได้อย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์สังคม-สามัญชน จนกระทั่งเป็นรัฐ-อาณาจักร การสงคราม การค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำรงความยิ่งใหญ่ของอยุธยา ความสัมพันธ์กับจีน เพื่อนบ้าน และชาติตะวันตก การล่มสลาย และการกำเนิดกรุงเทพฯ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 500 ปี ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้ผู้อ่านจะได้เห็นภาพทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกของอาณาจักรอยุธยาได้สมบูรณ์แบบและครบถ้วนที่สุด
อีกนียหนึ่งการเขียนประวัติศาสตร์เช่นนี้จะไม่ได้กล่าวถึงแต่เพียงเรื่องราวของกษัตริย์เฉกเช่นที่ปรากฏในประวัติศาสตร๋ชาตินิยมที่ไม่ให้พื้นที่ใดๆ กับสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าความเป็นชาติ หลักฐานที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้จึงมีความหลากหลายทั้งจากเอกสารของไทย เอเชีย และตะวันตก ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า "เราไม่สันนิษฐานว่าสิ่งใดปรากฏอยู่ในอดีตจนกว่าจะเห็นได้ในหลักฐาน"
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นพื้นที่ของการกล่าวถึงพัฒนาการของมนุษย์ทุกชีวิตในกรุงศรีอยุธยา
- GenresNonfiction
472 pages, Paperback
Published September 1, 2020
About the author
Chris Baker
151 books21 followersChris Baker is an independent scholar and long-term resident of Thailand.
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 3 of 3 reviews
October 11, 2020
หนังสือฉาย "ภาพกว้าง" ของประวัติศาสตร์อยุธยาตลอด 500 ปี ตั้งแต่แรกตั้งจนถึงคราวเสียกรุง ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่าน อ่านเล่มเดียวทำให้รู้เรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และความเชื่อสมัยอยุธยา และเมื่อผู้เขียนแบ่งประวัติศาสตร์อยุธยาออกเป็นหลาย “ยุคสมัย” ก็ทำให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า อยุธยาไม่เหมือนเดิมตลอด 500 ปี แต่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงเวลาอันยาวนาน
ประเด็นที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ การที่ผู้เขียนทั้งสองเน้นบรรยาย “ประวัติศาสตร์ของผู้คน” มากกว่า “ประวัติศาสตร์ของกษัตริย์” แบบที่นักเรียนไทยคุ้นเคย ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนธรรมดา เช่น ได้รู้เรื่องวิถีการทำไร่ไถนา วิธีบังคับใช้กฎหมายกับผู้คน ความสำคัญของศาสนาพุทธในสังคมและการเมือง ได้รับรู้ว่าคนตายไปมากในยุคสงคราม (ยุคที่สองของอยุธยาตามการแบ่งของผู้เขียน) เพราะเกิดโรคระบาด ขาดแคลนอาหาร และมีการเกณฑ์คนหลายครั้งไปทำสงคราม ต่อมาเมืองถึงจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตก มีคนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขาย (ชอบบทบรรยายสภาพการค้าขายและสินค้าต่างๆ ที่ผ่านอยุธยาเป็นพิเศษ)
อีกประเด็นที่ชอบคือ การที่ผู้เขียนย้ำตั้งแต่ในคำนำว่า จะไม่เขียนถึงอะไรก็ตามที่ไม่มีหลักฐานจากสมัยอยุธยา (โดยใช้ “หลักฐาน” หลายประเภท รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังในวัดและวรรณกรรมด้วย) ทำให้ได้รับรู้หรือยืนยันเรื่องราวน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ประวัติศาสตร์ที่ยกย่องสมเด็จพระนเรศวรว่าเป็น “วีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติไทย” นั้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่หรือตีความใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้นเอง
ประเด็นที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ การที่ผู้เขียนทั้งสองเน้นบรรยาย “ประวัติศาสตร์ของผู้คน” มากกว่า “ประวัติศาสตร์ของกษัตริย์” แบบที่นักเรียนไทยคุ้นเคย ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนธรรมดา เช่น ได้รู้เรื่องวิถีการทำไร่ไถนา วิธีบังคับใช้กฎหมายกับผู้คน ความสำคัญของศาสนาพุทธในสังคมและการเมือง ได้รับรู้ว่าคนตายไปมากในยุคสงคราม (ยุคที่สองของอยุธยาตามการแบ่งของผู้เขียน) เพราะเกิดโรคระบาด ขาดแคลนอาหาร และมีการเกณฑ์คนหลายครั้งไปทำสงคราม ต่อมาเมืองถึงจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตก มีคนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขาย (ชอบบทบรรยายสภาพการค้าขายและสินค้าต่างๆ ที่ผ่านอยุธยาเป็นพิเศษ)
อีกประเด็นที่ชอบคือ การที่ผู้เขียนย้ำตั้งแต่ในคำนำว่า จะไม่เขียนถึงอะไรก็ตามที่ไม่มีหลักฐานจากสมัยอยุธยา (โดยใช้ “หลักฐาน” หลายประเภท รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังในวัดและวรรณกรรมด้วย) ทำให้ได้รับรู้หรือยืนยันเรื่องราวน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ประวัติศาสตร์ที่ยกย่องสมเด็จพระนเรศวรว่าเป็น “วีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติไทย” นั้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่หรือตีความใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้นเอง
September 1, 2021
อ่านสนุกดี น่าจะเป็น หนังสือ ‘ประวัติศาสตร์สังคม’ ที่ปะติดปะต่อภาพรวมและภาพกว้างของอยุธยา ได้ดีที่สุดเล่มหนึ่งเลย คิดว่านะ
ได้มุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ไม่เหมือนกับเล่มอื่นๆ มุมมองในการสร้างเมือง ขึ้นอยู่กับโอกาสในการทำมาค้าขายกับเมืองอื่นๆ และโลกภายนอกที่อยู่ห่างไกลออกไป ‘กลุ่มพ่อค้า’ เป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคม มาตั้งแต่สมัยโบราณ มิใช่ ‘ชนชั้นปกครอง’ เพียงอย่างเดียว
ได้มุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ไม่เหมือนกับเล่มอื่นๆ มุมมองในการสร้างเมือง ขึ้นอยู่กับโอกาสในการทำมาค้าขายกับเมืองอื่นๆ และโลกภายนอกที่อยู่ห่างไกลออกไป ‘กลุ่มพ่อค้า’ เป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคม มาตั้งแต่สมัยโบราณ มิใช่ ‘ชนชั้นปกครอง’ เพียงอย่างเดียว
October 26, 2023
อ่านสนุกกว่าที่คิด แรกๆช่วงก่อนอยุธยาจะรู้สึกจูนยากนิดนึง แต่หลังจากนั้นก็อ่านลื่นไหล
อ่านแล้วรู้สึกว่าต่างจากที่เคยเรียนมา ไม่รู้มาก่อนว่าอยุธยาเป็นสังคมเมือง ไม่ใช่สังคมชนบทชาวนา การค้าสำคัญมากจนส่งผลต่อการเมืองและสังคมส่วนอื่นๆ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาเยอะมาก หลายอย่างในบันทึกช่วงเวลานั้นไม่เหมือนกับที่เรารับรู้ตอนนี้ เช่นมีบันทึกเรื่องการทำสงครามของพระนเรศวรแต่ไม่มีใครยกย่องเชิดชู มีการยกย่องพระนารายณ์เรื่องการเป็นทหารแต่ไม่มีใครชื่นชมเรื่องการค้ากับต่างประเทศ
แล้วหนังสือไม่ได้เล่าตามยุคกษัตริย์ที่ปกครอง (แต่มีไทม์ไลน์ใหญ่ๆคลุมอยู่) แต่เล่าตามหัวข้อๆไป ทำให้ได้รู้เรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้านด้วย การเดินทางไปรบทหารตายเพราะโรคระบาดและอดตายเป็นส่วนมาก ผู้หญิงเป็นใหญ่และหลักสำคัญของครอบครัวสามัญชน เพราะผู้ชายต้องเข้าเดือนออกเดือน ไปรบ ไปบวช ไม่มีเวลาพัฒนาทักษะทำมาหากินหรือดูแลครอบครัว คนอยุธยาน่าจะพูดได้คนละอย่างน้อยสองภาษา เรื่องอะไรพวกนี้อ่านแล้วสนุกดี
อ่านแล้วรู้สึกว่าต่างจากที่เคยเรียนมา ไม่รู้มาก่อนว่าอยุธยาเป็นสังคมเมือง ไม่ใช่สังคมชนบทชาวนา การค้าสำคัญมากจนส่งผลต่อการเมืองและสังคมส่วนอื่นๆ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาเยอะมาก หลายอย่างในบันทึกช่วงเวลานั้นไม่เหมือนกับที่เรารับรู้ตอนนี้ เช่นมีบันทึกเรื่องการทำสงครามของพระนเรศวรแต่ไม่มีใครยกย่องเชิดชู มีการยกย่องพระนารายณ์เรื่องการเป็นทหารแต่ไม่มีใครชื่นชมเรื่องการค้ากับต่างประเทศ
แล้วหนังสือไม่ได้เล่าตามยุคกษัตริย์ที่ปกครอง (แต่มีไทม์ไลน์ใหญ่ๆคลุมอยู่) แต่เล่าตามหัวข้อๆไป ทำให้ได้รู้เรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้านด้วย การเดินทางไปรบทหารตายเพราะโรคระบาดและอดตายเป็นส่วนมาก ผู้หญิงเป็นใหญ่และหลักสำคัญของครอบครัวสามัญชน เพราะผู้ชายต้องเข้าเดือนออกเดือน ไปรบ ไปบวช ไม่มีเวลาพัฒนาทักษะทำมาหากินหรือดูแลครอบครัว คนอยุธยาน่าจะพูดได้คนละอย่างน้อยสองภาษา เรื่องอะไรพวกนี้อ่านแล้วสนุกดี
Displaying 1 - 3 of 3 reviews




