Jump to ratings and reviews
Rate this book

รักสามัญ

Rate this book
หมายเหตุบรรณาธิการ

อันที่จริงฉันเบื่อการเขียนมาก เพราะฉันเป็นคนที่เขียนแล้วขี้เกียจลบ มันเมื่อย พอต้องแก้ใหม่ฉันก็ขีดฆ่าเอา รอยฆ่าน่าเกลียด จะเขียนจดหมายถึงใครซักฉบับต้องตั้งใจ ต้องร่างไว้ก่อน บางทีเขียนๆแล้วก็ขีดฆ่าไปเลย ไม่ดีโว้ย (รักเอย, น.65)

อะไรทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้หญิงเบื่อการเขียนและขี้เกียจลบคนนี้ที่อยู่ในวัยเจ็ดสิบ มีการศึกษาในระบบถึงชั้นประถม มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีหลานหลายปากท้องต้องดูแล และไม่มีคนรักอยู่เคียงข้างอีกต่อไปแล้ว

วันหนึ่งในปี 2557 ก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม ดิฉันได้รับจดหมายลายมือจากผู้อ่านที่ใช้นามปากกาว่า “ก้น กะลาดำ” เขียนมาสนทนากับข้อเขียนของดิฉันเองในวารสารอ่าน (จดหมายนี้นำมาตีพิมพ์ไว้ในภาคผนวกท้ายเล่มนี้แล้ว) เมื่อดิฉันเดาได้ว่าผู้อ่านปริศนาท่านนี้คือ ป้าอุ๊ รสมาลิน ตั้งนพกุล ดิฉันจึงขอให้เธอเขียนงานลักษณะนี้ส่งมาอีก คือเป็นงานเขียนที่เล่าถึงผู้คนที่เธอผูกพัน บรรดาผู้คนในความทรงจำเหล่านั้น ที่ในภาษาแบบหนึ่งอาจเรียกว่าเพื่อนร่วมชะตากรรม และในภาษาอีกแบบคือเพื่อนร่วมชนชั้น

จากจุดเริ่มต้นนั้นผ่านกาลพลิกผันสู่ยุคมืดยุคใหม่ จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าที่เป็นต้นฉบับจากป้าอุ๊ก็เดินทางผ่านเวลามืดมนอันไม่ยอมพ้นไปเสียทีนี้มาด้วยกัน จนกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้

ต้นฉบับของป้าอุ๊เป็นลายมือปากกาหมึกแห้งบนกระดาษที่มีเส้นบรรทัดบ้าง ไม่มีบ้าง หลายครั้งคือกระดาษจากสมุดการบ้านเล่มเก่าของหลาน ตัวอักษรอัดแน่นติดกันมาเต็มทุกบรรทัดจนแทบไม่เหลือชานกระดาษ ในแง่หนึ่งก็แทบจะเหมือนงานเขียนในแนวทดลองที่เขียนเป็นพรืดไปตามการพรั่งพรู ท้าทายให้คนอ่านปรับความคุ้นเคยใหม่ไปพร้อมกับที่ต้องเป็นฝ่ายขยับจังหวะวรรคของประโยคเอง ซึ่งสำหรับดิฉันแล้วน่าสนใจจนนึกอยากจะคงไว้อย่างนั้น แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ป้าอุ๊ต้องการ นี่มิใช่เป็นงานทดลองจากความเหลือเฟือทางรสนิยม หากคือความอัตคัดจนไม่ทิ้งพื้นที่ว่างบนหน้ากระดาษให้สูญเปล่า

ในแง่ภาษา ภาษาของป้าอุ๊มีสเน่ห์ของความเป็นภาษาเขียนที่คงจังหวะของความเป็นภาษาพูด และเป็นภาษาพูดของคนที่มีปฏิภาณทางภาษา ทั้งบ่งเค้าถึงการเสพรับสุนทรียรสของภาษามาจากวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นวรรณกรรมที่อยู่ในบทเพลงประเภทที่นิยมใช้ภาษาพรรณนาและโวหารแบบกวี ทั้งงานเขียนของป้าอุ๊ก็มีการพาดพิงถึงบทเพลงต่างๆอยู่เป็นระยะ ดิฉันจึงได้ประมวลขึ้นมาให้มีฐานะอย่างบรรณานุกรมท้ายเล่มไว้ เพื่อบอกที่มาของแหล่งอ้างอิงทางอารมณ์และข้อคิดบทเรียนชีวิตเหมือนอย่างในขนบงานเขียนประเภทอื่น

ในแง่วันเวลา เรื่องเล่าของป้าอุ๊ครอบคลุมหลายยุคสมัยไปตามอายุขัยของผู้คนที่ถูกเขียนถึง แต่ป้าอุ๊ไม่ได้ใช้วิธีระบุปีพ.ศ. หากใช้ช่วงอายุตัวเองเป็นจุดอ้างอิง ดิฉันก็เลือกจะคงไว้เช่นนั้น เช่นกันกับที่ป้าอุ๊มักไม่อ้างถึงบทเพลงจากชื่อเพลง หากรำลึกจากเนื้อร้องที่กินใจหรือฝังใจ ซึ่งก็คงเพราะบทเพลงเหล่านั้นเข้ามาในความทรงจำผ่านการฟังรายการวิทยุมากกว่าที่จะได้เป็นเจ้าของแผ่นเสียง ดิฉันก็เลือกคงธรรมชาติของความทรงจำเช่นนั้นไว้อีกเช่นกัน บทเพลงต่างๆเหล่านี้สะท้อนความโรแมนติคได้พอๆกับทำให้เห็นหน้าที่ของมันในโลกเรียลลิสติคของผู้คนหาเช้ากินค่ำ ว่านามธรรมของความเป็นดนตรียิ่งมีความหมายเพียงใดในโลกของผู้คนที่ไม่อยู่ในวิสัยจะครอบครองรูปธรรมของสิ่งบำเรอหรือคลายอารมณ์ในลักษณะอื่น

พอๆกับที่เราจะเห็นได้ว่า มีหลายครั้งในเล่มนี้ที่ป้าอุ๊เขียนถึงความหมายของครอบครัว ว่าการมีครอบครัวทำให้ไม่เดียวดาย และใครที่ไม่มีคนรักหรือครอบครัว ป้าอุ๊ก็ดูจะรู้สึกเหมือนชีวิตของคนผู้นั้นอาภัพขาดอะไรไป ดิฉันอ่านแล้วนึกอยากแย้งว่าสำหรับบางคน ครอบครัวอาจจะไม่ใช่คำตอบขนาดนั้นก็ได้ บางทีการอยู่ลำพังกลับจะทำให้รู้สึกอ้างว้างน้อยกว่าก็ได้ แต่เมื่อนึกถึงราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศนี้ บางทีครอบครัวคงเป็นสมบัติเดียวนั่นแล้วที่มีได้และมีค่าความหมายที่สุด เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สร้างขึ้นและคงเหลืออยู่ได้ในขณะที่ด้านอื่นของชีวิตดูจะขาดไร้ไปเสียหมด

และด้วยเหตุดังนี้ การถูกพรากคนรักหรือถูกพรากความเป็นครอบครัวไป จึงยิ่งส่งผลสะเทือนอย่างที่บรรดาฆาตกรผู้ลงทัณฑ์ยากจะเข้าใจ และเมื่อสูญเสียไปแล้ว ก็ยิ่งต้องพยายามรักษาส่วนที่ยังเหลือไว้ให้แคล้วคลาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลานๆจึงกลายเป็นพันธกิจสุดท้ายที่ป้าอุ๊เขียนถึงไว้ในหลายบทของเล่มนี้ พันธกิจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัยได้ในสังคมนี้ที่พราก “อากง” ของพวกเขาไป สังคมที่เธอบอกว่ามันคือ “โลกที่มีความโหดร้ายคอยจ้องเราอยู่ และเรากำลังจ้องตากับมันอยู่” เพราะมันคือสังคมชนิดที่ไม่มีหลักประกันว่าผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดนั้นจะได้รับการปฏิบัติอย่างผู้บริสุทธิ์

ดังนี้เองผู้หญิงคนหนึ่งจึงลุกขึ้นมาเขียน เหมือนที่ครั้งหนึ่งเธอเคยบอกว่า “คำว่า ‘อากงปลงไม่ตก’ ทำให้ฉันต้องเริ่มเขียน” เพราะ “ใครจะปลงได้ คนไม่ได้ทำจะปลงได้ยังไง” (รักเอย, น.65) และการเขียนสำหรับป้าอุ๊ก็เป็นทุกอย่างที่การเขียนจะเป็นตัวแทนได้ ไม่ว่าการบันทึก, การระบาย, การยืนหยัด, การคุยกับตัวเอง, การสู้กับตัวเอง จนถึงการยังชีพ โดยที่ระหว่างบรรทัดซึ่งเธอเขียนถึงผู้คนสารพัด เราจะยังสัมผัสได้ถึง “อากง” ที่อยู่ในฉากหลังเสมอ และสิ่งที่เธอเขียนถึงก็คือความรักอย่างสามัญที่มีความขาดไร้ขรุขระ สุข-ทุกข์เป็นธรรมดาโดยไม่ต้องอ้างความสูงส่งสมบูรณ์แบบอย่างใด ให้การจดจำได้ถึงความผูกพันครั้งอดีตคือเครื่องเยียวยาปัจจุบัน คือรักสามัญ ที่เธอจะรักษามัน ไว้ ในท่ามกลางความทรงจำอื่นอันโหดร้ายที่เธอต้องใช้การเขียนมาเยียวยารักษามัน

มันกลายเป็นความสุขในความเศร้า ขำในความขื่น เหมือนกลิ่นหอมรื่นของดอกลั่นทมที่ป้าอุ๊เคยบอกว่าทำให้เธอคลายทุกข์ บนลำต้นที่หยัดยืนด้วยรูปทรงสง่า คือดอกไม้สีขาวนามเศร้าที่ส่งกลิ่นหอมกำจายให้ลืมทุกข์ได้เพียงเพราะมันปลุกความทรงจำต่อสถานที่ที่เธอเคยได้ไปเยือนกับคนรักผู้ถูกพรากไป

ไม้ดอกนี้อาจมีชื่ออื่นในถิ่...

192 pages, Paperback

Published September 1, 2020

1 person is currently reading
27 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
17 (60%)
4 stars
9 (32%)
3 stars
2 (7%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 10 of 10 reviews
Profile Image for Wannida.
125 reviews49 followers
May 4, 2021
ฉันอ่าน "รักสามัญ" จบ ในวันที่นั่งทอดน่องอยู่บนระเบียงไม้ที่ประจันหน้ากับต้นลั่นทมพอดิบพอดี และก็นั่งร้องไห้ระงมอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดอึดอัด เศร้าใจ ยังคงเหมือนตอนอ่าน "รักเอย" ไม่มีผิด

ทั้งๆ ที่ ก็เป็นเรื่องราวของคนที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตของ ป้าอุ๊ คนในครอบครัว เพื่อนสนิท ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นที่ทยอยล้มหายตายจาก ทว่ายังคงในความทรงจำของป้าอุ๊ ชีวิตของพวกเขา ที่แต่ละคนก็ไม่ง่ายเลยแม้เพียงนิด ในประเทศแห่งนี้ แม้จะผ่านไปกี่สิบปีแล้วก็ตาม

บางบทอ่านแล้วก็ชวนให้ไปเปิดเพลงฟังตามที่ป้าอุ๊ระลึกถึง ยิ่งตอนเล่าถึงหลานก็สัมผัสได้ถึงความน่ารักหยิกแก้มหยอกของแก แต่ทั้งหมดทั้งมวลแฝงด้วยความเศร้าและอาลัยหาอากง

ฉันทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าซื้อมาอ่าน และเมื่ออ่านก็คิดว่าเล่มนี้คงไม่หนักหนาเท่ารักเอย รักเอย-อากง ที่จากไปก่อน พอต่อมา รักสามัญ ที่การจะรักษามันได้กลับยากยิ่ง ขณะเดียวกันก็เหมือนที่ในหมายเหตุบรรณาธิการที่เขียนได้น่าประทับใจว่า ป้าอุ๊ "ใช้การเขียนมาเยียวยารักษามัน"

ไม่เพียงคำเขียนที่จริงใจอย่างถึงที่สุด ฉันยังรักในภาษาของป้าอุ๊ มันช่างเรียบง่าย กินใจ เป็นภาษาสามัญที่สื่อสารจากใจและจับหัวใจคน(ที่ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่) อย่างยิ่ง
จาก "รักเอย" สู่ "รักสามัญ" ร่องรอยของความเจ็บปวดจากการสูญเสีย จากที่รัฐทำร้าย "รัก" ของราษฏรอย่างถึงแก่นไร้ทางสู้ ที่จนถึงทุกวันนี้ ความเจ็บปวดของครอบครัวอากงยังมีอยู่ ไม่เคยจาง แม้จะกำลังรักษามันอยู่ก็ตาม (ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีวันหายไหมด้วยซ้ำ)

เพิ่งรู้ว่าวันที่ 8 เดือนนี้จะเป็นวันครบรอบ 9 ปีการจากไปของอากง ที่จากไปเมื่อ 8 พ.ค.2555
ถึงวันนี้ 9 ปีที่รัฐยังคงใช้อำนาจกฎหมายเถื่อน 112 กระทำกับคนอย่างต่อเนื่อง
9 ปีที่ป้าอุ๊ และหลานๆ ยังมองบนฟ้าระลึกถึงอากงอยู่เสมอ
9 ปีที่ ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาจำคุกอากงจนอากงเสียชีวิตในเรือนจำ เลื่อนขั้นเป็น รองอธิบดีศาลอาญา และตัดสินไม่ให้ประกันตัวแกนนำในวันนี้
9 ปีที่ความเจ็บปวด เจ็บแค้นยังคงอยู่ และป้าอุ๊ก็หมดแรงจะกล่าวโทษใครทั้งสิ้น โทษได้เพียงฟ้าดินเท่านั้น

เรื่องของความ "รักสามัญ" ของราษฏรคนหนึ่ง(และอีกหลายๆ คน) ในประเทศนี้ แต่การจะ "รักษามัน" ไว้ได้นั้น กลับยากเย็นเหลือเกิน
Profile Image for สฤณี อาชวานันทกุล.
Author 82 books1,123 followers
December 28, 2020
หนังสือเล่มที่สองของ รสมาลิน ตั้งนพกุล หรือ ‘ป้าอุ๊’ หลังจากที่เขียน รักเอย อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ ‘อากง’ คนรักค่อนชีวิตของเธอที่เสียชีวิตในคุก ผู้ต้องโทษ 20 ปี จากคดีมาตรา 112 อันลือลั่นที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ป้าอุ๊อธิบายหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่หน้าแรกๆ ว่า “ฉันเขียนหนังสือมาให้คุณอ่าน คุณจะเรียกมันว่าอะไรก็สุดแล้วแต่ ในยามที่คุณรู้สึกเซ็ง เมื่อหยิบมาอ่านแล้วบางทีคุณอาจหายเซ็งขึ้นมาก็ได้ อาจจะรู้สึกดีขึ้นว่ามีคนที่เซ็ง เซ็ง เซ็ง กว่าคุณเยอะ เอ้อ ก็เซ็งกับชีวิตน่ะค่ะ ก็มันไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้วนอกจากความว่างเปล่าในชีวิตที่เหลือ ก็เลยต้องเขียนมา อย่างน้อยก็ทำให้มันมีเหลือบ้างก็ยังดี และจะได้ระงับความฟุ้งซ่านที่สับสน เพราะฉะนั้น นี่คือการเรียบเรียงชีวิตที่ได้เห็นและเป็นมาจนถึงทุกวันนี้ เขียนเล่าออกมาแบบบ้านๆ เท่านั้น”

ป้าอุ๊จะรู้ไหมว่า การ ‘เขียนเล่าออกมาแบบบ้านๆ’ นั่นแหละ ที่สร้างความประทับใจให้กับคนอ่าน เพราะป้าอุ๊อาจเพียรเขียนแต่ละตอนในเล่มออกมาเพราะความเซ็ง แต่ตัวหนังสือของป้าอุ๊โดยเฉพาะตอนที่บรรยายถึงหลานรักทั้งหก เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนและญาติมิตรทั้งหลาย ล้วนอบอวลไปด้วยความรัก ความจริงใจ และความห่วงหาอาทร สะท้อนสายสัมพันธ์ที่คอยมอบโมงยามพิเศษให้กับชีวิตคนธรรมดา ตกค้างในความทรงจำของป้าอุ๊ รอเธอเรียบเรียงออกมาในภาษาบ้านๆ ที่จับใจคนอ่านหนังสือ

มีทฤษฎีส่วนตัวมานานว่า หนังสือทุกเล่มที่เขียนโดยใครก็ตามที่เขียนเพราะ “ต้องเขียนออกมา ไม่เขียนไม่ได้” ย่อมเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านเสมอ

"รักสามัญ" ของป้าอุ๊เล่มนี้ก็เช่นกัน
Profile Image for Wasin Waeosri.
204 reviews
September 11, 2023
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณรสมาลิน ตั้งนพกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อป้าอุ๊ ภรรยาของอากง (อำพล ตั้งนพกุล)

เนื้อหาเป็นบันทึกที่ป้าอุ๊เขียนถึงคนรอบตัว ญาติพี่น้อง คนสนิทและเพื่อนของป้าอุ๊ด้วยความอาลัยรัก บอกเล่าความเป็นอยู่ของสามัญชนที่ต้องสู้ชีวิตตามแต่วาระของแต่ละคน มีทั้งเป็นบันทึกแนว Diary ผสมเพลงผสมบทกลอน คละเคล้ากันไปในแต่ละบท

สำนวนการเขียนง่ายๆ แต่สวยงาม ตรงไปตรงมาแต่ทรงพลัง หลายตอนอ่านแล้วน้ำตาซึมตามถึงแม้จะไม่ได้รู้จักป้าหรือครอบครัวป้าเป็นการส่วนตัวก็ตาม
Profile Image for Benchaphorn Thammathorn.
131 reviews41 followers
July 17, 2021
อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่ารสมาลินอ่านหนังสือมามาก (ถึงแม้ว่าในชีวิตอดีตของเค้าจะไม่ได้มีหนังสือมากมายเท่าไหร่) เพราะความงดงามของการเขียนมันดีมาก อ่านแล้วรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด ความสุข ที่อยู่ในตัวอักษรเหล่านั้น ได้เห็นความผูกพันที่รสมาลินมีกับคนรอบๆตัว ถึงแม้เล่มนี้จะไม่ได้พูดถึงความรักที่มีต่ออากงเป็นหลัก แต่ก็สัมผัสได้มากๆว่าเค้าก็ยังเศร้าจากการจากไปของอากง ฉันอยากให้ความรักของฉันมีความผูกพันแบบที่รสมาลินมีให้กับอากง (ขอไม่เอาพาร์ทที่อากงเจ้าชู้ เพราะฉันคงไม่รอ และไม่เข้มแข็งได้เท่าเธอเป็นแน่) นอกจากนั้นยังขอชื่นชมการเลี้ยงหลาน นี่ได้แต่คิดว่าเค้าเลี้ยงมาดีแบบนี้ หลานต้องโตไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแน่ ถ้าเค้าได้มีโอกาสที่ดีนะ อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ประเทศเรามันออกจากจุดนี้ได้ซักที ไม่อยากให้ใครต้องมาทนทุกข์กับการจากไปของคนที่รักด้วยกฏหมายนี้อีกแล้ว
Profile Image for RS.
9 reviews6 followers
December 28, 2020
ในจักรวาลคู่ขนาน คุณรสมาลินอาจจะเป็นนักคิด นักเขียน หรือแม้กระทั่งนักดนตรีชื่อดัง เพราะเป็นคนที่ช่างสังเกต มีพรสวรรค์และความอดทน มีความตั้งใจ ในส่วนของงานเขียนก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเรียบง่าย แต่กินใจและซื่อตรง ทั้งยังสอดแทรกอารมณ์ขัน แต่เพราะจักรวาลคู่ขนานอาจจะไม่มีอยู่จริง เราในฐานะนักอ่านอาจจะทำได้เพียงแค่ให้กำลังใจ สนับสนุนผลงาน และช่วยสวดภาวนาให้คุณรสมาลินมีความสุข มีกำลังใจ มีความเข้มแข็ง และขอให้อย่าได้พบเจอกับความอยุติธรรมใดๆในชีวิตนี้อีกเลย
Profile Image for Nuinoh.
4 reviews
December 29, 2020
เรื่องรักสามัญจากคนสามัญธรรมดา กระทั่งตัวละครในเล่มก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนธรรมดาไม่ใช่เทวดาจากไหน เพราะชื่อหนังสือบอกเราอยู่แล้วว่าสามัญ เลยไม่จำเป็นต้องตีความอะไรมาก เล่มนี้อ่านง่ายและไม่ฟูมฟายเท่า "รักเอย" ของผู้เขียนคนเดียวกัน อาจจะด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปเกือบทศวรรษแล้ว แม้จะมีร่องรอยของความรักและคิดถึงของป้าอุ๊ถึง “อากง” คนรักที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ก็ไม่บีบคั้นเค้นอารมณ์เท่าอย่างที่แกว่าไว้ในคำนำผู้เขียนนั่นแหละว่า ถ้า “เซ็ง” กับชีวิตนักก็อ่านเรื่องที่แกเขียนจากความ “เซ็งกว่า” แก้เซ็งไปก็แล้วกัน

ถ้าจะหาความตื่นเต้นจากหนังสือเล่มนี้ก็คงไม่มี เพราะมันเป็นเพียงเรื่องเล่าของผู้หญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวที่มีชีวิตสุดแสนจะราบเรียบที่เกิดแล้วเติบโต จนได้รักและถูกรัก มีจุดที่ต้องเผชิญกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน จนผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ และเลือกใช้เวลาและชีวิตในบั้นปลายที่ “ว่างเปล่า” ให้ผ่านพ้นไปกับลูกหลาน เพื่อนฝูงที่ยังหลงเหลืออยู่ และเรื่องราวในแต่ละวันก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

เราคงไม่รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร และหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรเอาไว้ มีแต่เพียงความธรรมดาที่ทิ้งเอาไว้ผ่านตัวอักษรให้เราได้ครุ่นคิดหรือตื้นเขินที่สุดก็เพียงแค่อ่านให้จบไปดังความสามัญของชื่อหนังสือหรือชีวิตมนุษย์คนหนึ่งก็เท่านั้น
Profile Image for Palm Poramet.
2 reviews1 follower
January 2, 2021
An ordinary yet extraordinary memoir. Her words simply convey us and let us get to know her and her circle of friends and families little by little. Overall, it’s full of emotions every time you flip this book page by page.
Profile Image for thitiworada.
23 reviews5 followers
January 24, 2021
ตัวอักษรในหนังสือถ่ายทอดรักสามัญตามชื่อ
เรื่องราวในนั้นสะท้อนกับเราอย่างซื่อตรงว่าชีวิตสามัญล้วนสำคัญและมีคุณค่าในตัวเองทั้งนั้น
Profile Image for Anness.
111 reviews46 followers
September 4, 2022
เรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของป้าอุ๊ แฟนอากงที่เขียนออกมาเพื่อเยียวยาจิตใจหลังสูญเสียความรักของชีวิตไป แม้ไม่เคยรู้จักเพื่อนสนิท คนในครอบครัว และหลานๆ ของป้าอุ๊เลยก็ตาม ทว่าการได้อ่านเรื่องเล่าของคนสามัญที่อาจเดินสวนกันผ่านภาษาเรียบง่ายซื่อตรงนี้ก็พอที่จะทำให้เราหลั่งน้ำตา และอยากสวมกอดเขา
Profile Image for Amy.
3 reviews19 followers
March 9, 2021
ไม่รู้จะเขียนออกมาให้ไม่เว่อวังได้อย่างไร เพราะนี่คือสิ่งที่รู้สึกจริง รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อ่าน เป็นเล่มที่ดีที่สุดที่อ่านมาในปีนี้

เล่มนี้เป็นหนังสือที่เราอยากอ่านมานานมากโดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาที่ไปของหนังสือเลย เอาเป็นว่าคือเคยเห็นในเฟสแล้วด้วยอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำให้เราคิดว่าชั้นต้องอ่านงานของคนนี้ให้ได้ ชั้นต้องชอบแน่ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าป้าอุ๊เป็นใครด้วยซ้ำ เพิ่งรู้ตอนอ่านคำนำอะ (ก็คือ ป้าอุ๊ เป็นภรรยาของ ‘อากง’ ที่ถูกตัดสินว่าผิด ม. 112 จำคุก 20 ปี แล้วเสียชีวิตในคุก)

รักสามัญเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น (หรือจดหมาย?) ที่ป้าอุ๊ในวัย 70 ปี เขียนถึงคนที่ผ่านมาในชีวิตทั้งคนที่จากไป และคนที่ยังอยู่ รวมถึงสถานที่และความทรงจำ ในภาษาที่แสนจะเรียบและธรรมดามันกลับทำให้เราแตกสลายได้มากๆ

เอาจริงๆก็คือแค่คำนำใจมันก็สะเทือนไปหมดละ ตั้งแต่บทแรกจนบทสุดท้าย มันเห็นชีวิต เห็นความลำบาก เห็นความไม่เท่าเทียมที่มันอยู่ในสังคมเราเต็มไปหมดอ่ะ

หากจะถามว่ามันคือเรื่องราวของใคร มันก็คือเรื่องราวของเราและคนรู้จักของเรา ที่เจ็บปวดคือเรารู้สึกว่ามันเป็น Background ของคนรอบตัวเราทั้งนั้นอ่ะ คือมันทั้งดูใกล้ตัวมากและเจ็บปวดมากเช่นกัน ซึ่งมันดูเป็นละครน้ำเน่าในบางที แต่มันคือเรื่องจริงไง จนมันกลายเป็นเรื่องที่เราคุ้นชินจนบางทีเฉยชากับสิ่งเหล่านี้ แต่พอมาอ่านในเวลานี้ที่ Awareness ต่อความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรมในสังคมมีค่อนข้างมาก มันเลยถาโถมสุดๆ แตกสลายมากๆ

ป้าอุ๊จะมีอีกเล่มคือ รักเอย ที่เป็นหนังสืออนุสรณ์งานศพของ ‘อากง’ ... ไม่รู้ฉันจะต้องแตกสลายอีกเท่าไหร่
Displaying 1 - 10 of 10 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.