**รีวิวพิเศษ สองเล่มในทีเดียว โอปปาติกะอำพราง และกาสักอังก์ฆาต
ไหนๆก็ได้อ่านซีรีย์นี้ทั้งสองเล่มต่อกันพอดี เลยขอรีวิวทีเดียวควบสองเล่มไปเลย
โอปปาติกะอำพราง และ กาสักอังก์ฆาต เป็นซีรีย์รหัสคดีที่มีตัวเอก คือ นายแพทย์นักสืบนามทิวกร ที่มีฝาแฝดเป็นนายตำรวจสอบสวนกลาง นามรติพล ทั้งคู่มีเหตุให้ต้องแยกจากกันในวัยเด็กและจำต้องติดต่อกันด้วยนามแฝง โดยนายแพทย์นักสืบใช้นามแฝงว่าซินแคลร์ และนายตำรวจใหญ่ใช้นามแฝงว่าเดเมียน โดยทั้งคู่จะช่วยกันไขคดีปริศนาที่เข้ามายังสำนักงานนักสืบซินแคลร์
ทั้งสองเล่มนี้ใช้โครงเรื่องและการดำเนินเรื่องที่แตกต่างกัน โดย โอปปาติกะอำพรางจะดำเนินเรื่องด้วยบรรยากาศแบบนิยายนักสืบ เหมือนซีรีย์ True Detective บุกป่าฝ่าดงไขคดีปริศนาในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่ กาสักอังก์ฆาต จะเป็นรหัสคดีคลาสสิค ที่เน้นไปที่กลวิธีในการอำพรางฆาตกรรมที่เกี่ยวโยงกับคดีปริศนาในอดีตเมื่อนานมาแล้ว
สำหรับโอปปาติกะ เริ่มด้วยตัวเอกที่ไม่ใช่ซินแคลร์ก่อนเลย (ซะอย่างงั้น) เพราะตัวเอกในเรื่องนี้คือ เลขาของซินแคลร์อย่าง อศิ ที่จับพลัดจับผลู รับทำคดีตามหาศพของพ่อนายกวินทร์ผู้ว่าจ้างที่สูญหายไปในระหว่างการพิพาทเรื่องที่ดิน โดยพื้นที่ต้องสงสัยในการตามหาศพในครั้งนี้มีขนาดพันไร่ และจำต้องพัวพันกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ที่ดูท่าว่าการเข้าไปหาความจริงคงไม่ต่างอะไรกับเอาตัวเองเข้าไปตาย
เล่มแรกนี้เป็นนิยายวายที่เล่าในแบบ Detective Fiction ที่ไม่ได้เน้นไปที่กลวิธีการฆาตกรรมหรือการวางแผนก่อคดีมากเท่ากับกระบวนการหาความจริงที่เกิดขึ้น ตามหาความจริงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเพื่อหาว่าภาพที่แท้จริงของเหตุการณ์ในครั้งนี้คืออะไรกันแน่ หากนับเล่มนี้เป็นเล่มแรก ก็นับว่า คุณกิตติศักดิ์ทำได้ดีมากในฐานะของ Detective Fiction นะครับ เพราะว่าเขาคุมเนื้อเรื่องได้ดี กระชับฉับไว แม้ตัวคดีเองจะไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่ก็เอาอยู่ในการตรึงนักอ่านให้เปิดหน้าต่อไปได้เรื่อย ๆ และยังคงลูกเล่นในหนังสือของเขาเช่นเดียวกับนิยายเล่มอื่นที่ผ่านมา เช่น การใช้ชื่อบทที่เหมือนบทกลอนคล้องจองไปกับเนื้อหา ทำให้มันดูมีอะไรมากไปกว่าแค่นิยายสืบสวนหาความจริง รวมถึงการใช้ภาษาที่อาจจะดูไม่ใช่แนวภาษาที่ใช้กับนิยายรหัสคดีที่เรามักคุ้นเคย (หากเราเชื่อว่านิยายรหัสคดีมีระบบภาษาของมันเอง) ทำให้มันมีความสวยงามทางภาษาภายใต้ความโสมมของคนที่เนื้อเรื่องต้องการถ่ายทอดออกมา อ่านแล้วก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหนังฟิลม์นัวร์อย่าง Chinatown ของ Roman Polanski หรือ Sin city ของ Frank Miller แม้มันจะไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่การเล่าถึงความหน้าไหว้หลังหลอก อำนาจของผู้มีอิทธิพล และการวางแผนอยู่หลังม่านก็อดคิดถึงความคล้ายคลึงกันกับหนังเหล่านี้ไม่ได้เลย
มีติดอยู่บ้างในส่วนของวาบที่ใส่เข้ามา ที่ผมคิดว่ามันดูโดดออกมาจากเนื้อเรื่องอยู่พอควร การมีองค์ประกอบของสายนี่ไม่ได้ติดอะไร เพียงแต่ว่ามันไม่ได้มีการสร้างบรรยากาศหรืออะไรบางอย่างที่ทำให้คนอ่านเชื่อว่าเคมีของตัวละครนี้จะเกิดขึ้นได้จริง เหมือนเป็นบทความรักที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อลดความรุนแรงหรือโหดร้ายของเนื้อเรื่องลงไปบ้าง ไม่เช่นนั้นก็ดูแต่จะมีตัวละครชายสองคนเดินไปเดินมาตามหาความจริงในหมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้ เป็นการใส่โดยตั้งใจไม่ใช่สิ่งที่เนื้อเรื่องเอื้อให้เกิดขึ้นได้จริง อ่านไปแล้วเลยไม่เชื่อเลยว่าสิ่งที้มันเป็นความจริง ดูแปลกแยกออกไปจากเนื้อเรื่องอย่างน่าเสียดาย
สำหรับเล่มที่สองอย่าง กาสักอังก์ฆาต ในเล่มนี้เปลี่ยนแนวไปจากเดิม คุณกิตติศักดิ์หันมาใช้แนวทางของรหัสคดีคลาสสิคช่วงศตวรรษที่ 20 ที่เน้นไปที่กลเม็ดการฆาตกรรม ความซับซ้อนของคดีแทนสไตล์นักสืบไล่ลาหาความจริง เซทติ้งของเรื่องเป็นเกาะปิดตายที่ดันเกิดเหตุฆาตกรรมพอดีที่นักสืบซินแคลร์มาบวช ณ ที่แห่งนี้ ( ใช่ครับ ตัวเอกเป็นนักสืบของเราแล้ว) ที่ดูท่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะพัวพันกับคดีปล้นทองคำมูลค่าหลายสิบล้านที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว
แม้ตัวเล่มจะโฆษณาว่าเป็นการฆาตกรรมในพื้นที่เปิดตาย แต่จริงๆ มันก็คือคดีปิดตายในอีกรูปแบบหนึ่งเฉยๆ ผมเลยขอจัดประเภทว่ามันคือรหัสคดีในห้องปิดตายก็แล้วกัน
การที่คุณกิตติศักดิ์ใช้แนวทางของรหัสคดีคลาสสิคมาดำเนินเนื้อเรื่อง ในแง่หนึ่งมันมีข้อดีหรือคนอ่านสามารถจับทิศทางของเนื้อเรื่องได้ง่ายว่ามันจะไปในทิศทางไหน เล่นกับอะไร ซึ่งตรงนี้ทำได้ออกมาดีทีเดียว ชัดเจนไม่หลงทิศหลงทาง และการสร้างบรรยากาศการตัดขาดจากโลกภายนอก สถานการณ์ปิดตาย ก็ทำได้ดีใช้ได้เลย
เพียงแต่ว่า ในส่วนของกลวิธีฆาตกรรมที่เป็นหัวใจหลักของเรื่อง ผมคิดว่ามันดูไม่ได้ซับซ้อนเท่าใดนักนะครับ เผลอๆ ถ้าคนที่อ่านเรื่องทำนองนี้มาประมาณนึงอาจจะเดาคดีทั้งหมดได้ไม่ยาก พอคดีมันไม่ได้ขุ่นข้นซับซ้อนอย่างที่คาดหวัง ตอนอ่านมันเลยจะเนือยๆไปซักหน่อย ประกอบกับ การสร้างตัวละครนักสืบซินแคลร์ ที่ทำให้ผมเชื่อไม่ได้เลยว่าเขาเก่งจริง คือ โอเค พี่มีของ มีความสามารถแหละ แต่ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือนักสืบมือหนึ่งอะไร แค่เป็นที่หัวไวกว่าคนอื่นซักหน่อย เพราะตลอดระยะเวลาการไขคดี ผมรู้สึกว่าพี่แกคิดอะไรไม่ค่อยออกเลย ถ้าไม่ได้ข้อมูลทั่วไปจากพี่ชายฝาแฝดที่เป็นตำรวจ ก็ดูว่าคดีนี้คงไขอะไรไม่ได้เลย หรือหากพูดง่ายๆว่า ถ้าให้ข้อมูลทั้งหมดนี้กับคนอื่น ก็คิดว่าคนคนนั้นก็น่าจะไขคดีได้ไม่ต่างกัน เลยแอบคิดว่าที่คดีมันไขได้ เพราะมีใส่ Cheat Code ปลดล็อคข้อมูลได้มากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่ผมงงๆว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ เช่น การใช้คำแทนตัวละครนักสืบซินแคลร์ที่สับไปสับมาว่า พระบ้าง หมอบ้าง นักสืบบ้าง ชื่อจริงบ้าง สับไปสับมา ในตอนแรกผมนึกว่าการสลับไปมาเพราะมีการเปลี่ยนบทบาทของตัวละคร แบบตอนนี้กำลังคิดไขคดีเลยใช้สรรพนามการบรรยายว่านักสืบ พอเปลี่ยนเป็นการพูดคุยของตัวละครที่ในขณะนั้นเป็นพระ เลยใช้สรรพนามพระแทน แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ก็ดูท่าจะไม่ใช่กฎนี้ เพราะมีการใช้สลับไปมาไม่ตรงบทบาทเหมือนกัน จนไปถึงตอนจบแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ (ใครคิดออกช่วยเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียวนี้ให้ผมที)
ทำให้ในภาพรวมแล้ว มันเป็นรหัสคดีปิดตายที่เข้าท่า มีการผูกโยงความซับซ้อนของตัวละครได้ค่อนข้างดี แต่ในส่วนตัวคดีจริงนั้น กลับไม่ได้ซับซ้อนมากนัก และเมื่อคดีมันเป็นพื้นที่ปิดตาย องค์ประกอบต่างๆ มันเลยจำกัด จำนวนคนที่จำกัด สถานที่ที่จำกัด สิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัดของรหัสคดีปิดตายที่ทำให้การสร้างคดีให้ออกมาซับซ้อนซ่อนเงื่อนน่าเชื่อถือมันทำได้ยาก แม้จะได้พลังของความน่าตื่นเต้นของ “การปิดตาย” มาช่วยสนับสนุนความอยากรู้อยากเห็นของคนอ่านมาแล้วก็ตาม ซึ่งคิดว่าหากมีเล่มต่อไปที่ใช้รหัสคดีปิดตายอีกครั้ง อาจจะต้องลงรายละเอียดของความซับซ้อนให้มากขึ้นหรือไม่ก็ไม่ต้องจำกัดตัวเองให้เป็นคดีปิดตาย ที่ปิดทั้งสถานที่ของเรื่องและสถานที่ฆาตกรรม เพราะมันทำให้องค์ประกอบที่จะนำมาใช้เล่นกับคดีทำได้น้อยเกินไป จนยากที่จะทำให้กลายเป็นคดีที่ไขได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องการหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในงานเขียน ในส่วนนี้
คุณกิตติศักดิ์ทำได้เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระไตรปิฎก อาบัติทั้ง 7 ประเภท เสขิยวัตร และ อธิกรณสมถะ ที่ถูกนำมาใช้ตั้งเป็นชื่อบทที่สอดคล้องไปกับเนื้อเรื่อง ซึ่งเป็นลูกเล่นการตั้งชื่อที่เป็นลายเซ็นอย่างหนึ่งของคุณกิตติศักดิ์ไปแล้ว
ในส่วนสุดท้ายก่อนจากกัน มีประเด็นนึงที่ชัดเจนมากจากการได้อ่านทั้งสองเล่ม ที่หากยังมีการสานต่อซีรีย์นี้ต่อไป คือ อยากให้คุณกิตติศักดิ์ลองเขียนโดยไม่จำกัดตัวเองให้ในแต่ละบทต้องจบในแบบที่นักอ่านเรียกว่า “ค้าง” อยู่ตลอด เพราะทั้งสองเล่มในการจบบทย่อยเกือบทุกบท จะปิดท้ายด้วยการเปิดปมอะไรซักอย่างพอดี หรือเจอหลักฐานเด็ดอะไรบางอย่าง คือ มันก็ดีในการทิ้งท้ายทำให้นักอ่านอยากอ่านบทต่อไปทันที แต่ผมว่ามันเป็นการจำกัดการเขียนให้ต้องแคบเข้าไว้ตลอด จะเล่นใหญ่อะไรยากมาก เพราะมันต้องจบตอนด้วยเปิดปมเสมอ ไม่สามารถสร้างเรื่องให้ซับซ้อนยิ่งใหญ่แล้วไปเปิดปมจังๆในตอนท้าย หรือเล่นกับการไม่เปิดอะไรให้ชัดนัก หรือกลวิธีแบบอื่นอีกมากมายที่สามารถนำมาใช้ได้ในนิยายรหัสคดี ซึ่งมันไม่อาจนำมาใช้ได้เลยถ้ายังคงรูปแบบการเขียนทำนองนี้ไว้ เพราะด้วยฝีมือการเขียนผมว่าคุณกิตติศักดิ์สามารถเขียนได้อีกเยอะ หากไม่ต้องจำกัดตัวเองไว้ก่อนแบบนี้ เพราะขนาดจำกัดรูปแบบขนาดนี้ ผลงานที่ออกมายังอยู่ในเกณฑ์ที่ยกนิ้วมอบเยี่ยมให้ได้อย่างไม่เคอะเขิน
แล้วถ้าหากสามารถเขียนได้อย่างอิสระไม่จำกัดในรูปแบบ ใส่ของส้รางปมใหญ่โตได้อย่างเต็มที่ งานที่ออกมาจะซับซ้อนขนาดไหน น่าติดตามกันต่อไปจริงๆครับ