Jump to ratings and reviews
Rate this book

กบฏชาวนา: มูลฐานจิตสำนึกในอินเดียยุคอาณานิคม

Rate this book
กลุ่มศึกษาผู้อยู่ในสถานะรอง (SSC: Subaltern Studies Collective หรือ SSG: Subaltern Studies Group) มีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาในทศวรรษ 1980 ในฐานะของการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมการเมืองภายใต้การปกครองอาณานิคม โดยเฉพาะในบริบทของอินเดียช่วงที่อังกฤษครอบงำ รวมถึงการวิพากษ์มรดกจากจักรวรรดินิยมที่ดำรงอยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งกรอบวิธีคิด โลกทัศน์ แบบแผนการกระทำ โครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่แม้ในหมู่นักชาตินิยมที่ตามประวัติศาสตร์ขนบทั่วไปมักจะพรรณนาว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับเจ้าอาณานิคม เป็นขบวนการอันหาญกล้าในการต่อสู้ท้าทายจนกระทั่งโค่นล้มเจ้าอาณานิคมได้ในที่สุด. ท่าทีวิพากษ์ของกลุ่มศึกษาฯ เช่นนี้เท่ากับเป็นการตั้งคำถามต่อระบอบของชาติต่างๆ ในเอเชียใต้ที่เกิดขึ้นภายหลังการปกครองอาณานิคมอย่างเป็นทางการสิ้นสุดไปแล้วด้วยเช่นกัน.

หากจะสรุปใจความอย่างสั้นที่สุด การวิพากษ์แบบ SSC นั้นทั้งตั้งคำถามต่อเจ้าจักรวรรดินิยมและไม่เชื่อใจ “ผู้ปลดปล่อย” หรือนักชาตินิยมทั้งหลายพอๆ กันเนื่องจากทั้งคู่เป็นชนชั้นนำไม่ต่างกัน. ในบทความเปิดวารสาร Subaltern Studies ฉบับแรก (1982) รานาจิต คูฮา (Ranajit Guha) ผู้เป็นบรรณาธิการและแรงผลักสำคัญของกลุ่มศึกษาฯ ประกาศว่า “เป็นเวลานานแล้วที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์เกี่ยวกับชาตินิยมอินเดียถูกครอบงำโดยชนชั้นนำนิยม ทั้งความเป็นชนชั้นนำแบบเจ้าอาณานิคมและชนชั้นนำแบบกระฎุมพี-ชาตินิยม. ทั้งสองมีจุดเริ่มจากการเป็นผลิตผลของการปกครองอินเดียโดยอังกฤษ”. และชัดเจนว่าสิ่งที่ถูกขจัดออกไปจากประวัติศาสตร์นิพนธ์ชนชั้นนำนิยมเช่นนี้ก็คือการเมืองของมวลชน ซึ่งต้องได้รับการรื้อฟื้นและจุติกำเนิดขึ้นมาใหม่. นี่คือจิตวิญญาณตั้งต้นของ Subaltern Studies.

ในทัศนะของ SSC ชาวนามัก “ตกขบวนประวัติศาสตร์” กล่าวคือมักไม่มีที่ทางในประวัติศาสตร์กระแสหลัก ทั้งแบบที่เขียนโดยอังกฤษหรือโดยนักชาตินิยม (ที่คูฮาระบุว่าล้วนเป็น “ประวัติศาสตร์นิพนธ์ชนชั้นนำนิยม”). และถึงแม้หากมีที่ทางปรากฏตัวขึ้นในประวัติศาสตร์นิพนธ์เหล่านี้ก็มักจะถูกจัดที่ทางให้ราวกับเป็นตัวประกอบ เช่น เจ้าอาณานิคมอังกฤษก็มักจะมองชาวนาว่าซื่อไร้เดียงสาและการที่ชาวนาลุกฮือขึ้นมานั้นก็เป็นเพียงเรื่องไร้สติที่เกิดจากการยั่วยุก่อกวนของคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น.

ส่วนประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบชาตินิยมก็อาจจะสร้างชาวนาให้เป็นวีรสตรี/บุรุษ โดยอาจจะยกย่องเชิดชูว่าเป็น “ผู้มาก่อนกาล” นั่นคือก่อนกาลเวลาแห่งชาติอินเดีย. แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ในการยกยอเช่นนี้ก็คือว่า การกระทำต่างๆ ยุทธศาสตร์ ปฏิบัติการและความรู้สึกอันแรงกล้าของชาวนาทั้งหมดนั้นเป็นเพียง “อารัมภบท” หรือ “การเบิกโรง” ของขบวนการอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นตามมา นั่นคือขบวนการชาตินิยมซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องเล่าแบบนี้โดยไม่ต้องสงสัย.

ทว่าสิ่งที่ทำให้ SSC โด่งดังขึ้นมาคือการวิพากษ์ประวัติศาสตร์นิพนธ์อีกประเภทหนึ่งอย่างเผ็ดร้อน นั่นคือประวัติศาสตร์นิพนธ์มาร์กซิสต์ในรูปแบบที่เป็นที่นิยมในอินเดีย เฉกเช่นเดียวกับหลายที่ทั่วโลกช่วงศตวรรษที่ 20. ในหนังสือ Elementary Aspects คูฮาวิจารณ์เอริค ฮอบสบอม (Eric Hobsbawm) นักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์ชื่อดังชาวอังกฤษในประเด็นที่ว่าฝ่ายหลังอธิบายการลุกฮือของชาวนาว่ามีลักษณะ “ก่อนการเมือง (pre-political)” นั่นคือฮอบสบอมมองว่า “ความไม่พอใจของชาวนานั้นมีรูปแบบดั้งเดิมที่แทบจะปราศจากอุดมการณ์ การจัดตั้งองค์กรหรือโครงการอย่างชัดแจ้งโดยสิ้นเชิง” และว่า “กองโจร [ของชาวนา] นั้นเป็นปรากฏการณ์ก่อนการเมือง และพละกำลังของกองโจรนั้นก็เป็นสัดส่วนผกผันกับพละกำลังของการปฏิวัติที่มีการจัดตั้งและสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสม์”.

โดยรวมๆ “กลุ่มคนก่อนการเมืองทั้งหลายนั้น” คือ “คนที่ยังไม่สามารถหรือเพียงเพิ่งริเริ่มพบภาษาที่ใช้เฉพาะเพื่อการแสดงออกซึ่งความต้องการของตนต่อโลก”. มุมมองเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฮอบสบอม แต่รวมไปถึงฝ่ายซ้ายในอินเดียด้วย โดยมักใช้เกณฑ์พัฒนาการของจิตสำนึกทางการเมืองเชิงเดี่ยวและเป็นเส้นตรง กล่าวคือจากลักษณะ “ก่อนการเมือง” ของกองโจร การลุกฮือของชาวนา “ผีบุญ” ฯลฯ ไปสู่ขบวนการ “การเมือง” สมัยใหม่ อันเป็นอคติฝังแน่นในการมองประวัติศาสตร์ของมาร์กซิสต์จำนวนมาก (และอาจกล่าวได้ว่าของมาร์กซ์เองที่รับเอาอิทธิพลของวิวัฒนาการนิยม (evolutionism) ศตวรรษที่ 19 มาไม่น้อยด้วย) มาใช้ตัดสินขบวนการชาวนาให้ตกขบวนประวัติศาสตร์ไปเพราะไม่ถูกตรงต้องตามนิยาม “ชนชั้นกรรมาชีพ” หรือ “การมีจิตสำนึกทางชนชั้น”.

ในแง่นี้ประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์ที่ดูจะเป็นขั้วตรงข้ามกับประวัติศาสตร์นิพนธ์ชนชั้นนำนิยม 2 แบบข้างต้นก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่มันตั้งเป้าจะวิพากษ์นัก. ในความเห็นของคูฮา ฝ่ายซ้ายแบบนี้มี “วิธีการมองที่เป็นชนชั้นนำนิยมไม่ต่างกัน” เพราะเห็นขบวนการชาวนาว่าเป็นเพียงแค่ “ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ [pre-history] ของขบวนการสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ในอนุทวีป” ไม่ต่างจากการมองชาวนาว่าเป็น “ผู้มาก่อนกาล” ของขบวนการชาตินิยมในขนบประวัติศาสตร์กระฎุมพี-ชาตินิยม. วิธีการศึกษาของ SSC ต้องการสวนกระแสแนวโน้มเหล่านี้โดยยกเวทีประวัติศาสตร์ให้กับความเคลื่อนไหวและการลุกฮือของผู้คนสถานะรอง อันเป็นห้วงเวลาของปฏิบัติการทางการเมืองในตัวมันเองและไม่ได้เป็นเพียงอารัมภบทให้กับใคร
บางส่วนจากบทความ 'งานศึกษาผู้อยู่ในสถานะรอง (Subaltern Studies): ทบทวนประวัติศาสตร์นิพนธ์และมวลชนผู้เคลื่อนไหว' ของ สิงห์ สุวรรณกิจ

Paperback

First published January 1, 1984

16 people are currently reading
440 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
41 (40%)
4 stars
40 (39%)
3 stars
13 (12%)
2 stars
7 (6%)
1 star
1 (<1%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for Shane Avery.
161 reviews46 followers
September 6, 2010
Guha, a structuralist, situates himself into a continuum that includes Gramsci, Hobsbawm (the classical Marxist from whom he is departing significantly), and E.P. Thompson. Surprisingly well written ... really polished and persuasive.

Guha attempts to understand the political consciousness of subaltern groups within the context of general insurgency. He rejects Hobsbawm's understanding of rebels as somehow "pre-political" and rather extends to them "varieties of political action" :

"The peasant obviously knew what he was doing when he rose in revolt. The fact that this was designed primarily to destroy the authority of the superordinate elite and carried no elaborate blueprint for its replacement does not put it outside the realm of politics. On the contrary, insurgency affirmed its political character precisely by its negative and inversive procedure. By trying to force a mutual substitution of the dominate and the dominated in the power structure it left nothing to doubt about its own identity as a project of power."

Perhaps most refreshing about this work is its attitude -- subaltern studies seems driven to enfranchise the marginalised. Its scope isn't limited to India, as Guha draws examples from rebellions across time and space. All and all, a very reasonable blend of Marx and Tocqueville. Guha restores to the peasants their essential political orientation, while retaining a sufficient Marxist orientation with respect to class struggle.

Profile Image for Becca w.
45 reviews3 followers
August 30, 2022
Foundational for a reason ! Can really see how it was central to the paradigm shift of subaltern studies. Great for learning about subaltern resistance in general, not just the Indian context.
Profile Image for Darcel Anastasia.
245 reviews8 followers
October 8, 2023
“It is not by insurgency alone that the peasant comes to know himself. In colonial India a sense of identity was imposed on him by those who had power over him by virtue of their class, caste and official standing. It was they who made him aware of his place in society as a measure of distance from themselves – a distance expressed in differentials of wealth, status and culture. His identity amounted to the rum of his subalternity. In other words, he learnt to recognize himself not by the properties and attributes of his own social being but by a diminution, if not negation, of those of his superiors.” (18)
1 review
January 19, 2023
After I have read this book, my perception wouldn't the same again.
Displaying 1 - 5 of 5 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.