Mirai659 reviews143 followersFollowFollowMay 11, 2021"นี่เป็นความฝันแห่งการเปลี่ยนแปลงอันมหัศจรรย์ ในฝันผมพบกับตัวเองที่สูญหายไปนานอีกครั้ง" (หน้า 142)**คำเตือน**หนังสือเล่มนี้มีการบรรยายเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นจริงอาจส่งผลกระทบต่อผู้อ่านบางท่านหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับ "การล่วงละเมิดทางเพศ" ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเองค่ะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นสมัยที่ผู้เขียนยังอายุได้สามขวบ พ่อแม่ของเขาได้ย้ายบ้านและพาพี่ชายทั้งสองคนไปอยู่ด้วย แต่กลับทิ้งเขาไว้ที่บ้านของแม่นม และถูกคนในครอบครัวของแม่นมถึงสี่คนล่วงละเมิดทางเพศเขาตลอดสามปีเต็มเศร้า หดหู่ หม่นหมอง และจิตตกมากค่ะสำหรับเล่มนี้ โดยเฉพาะในสองพาร์ทแรกของเล่ม ที่ผู้เขียนเล่าย้อนเหตุการณ์ในอดีต ตั้งแต่ตอนที่พ่อแม่ทิ้งเขาไป ปล่อยให้เขาเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นเพียงลำพัง การใช้ชีวิตไม่สงบสุขเลยทั้งกลางวันและกลางคืน มีแต่ความหวาดระแวง และความกลัว เด็กตัวเล็กๆ แค่นั้นทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ยิ่งอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ที่โตกว่า เป็นเหมือนผู้ปกครอง และเด็กยังต้องพึ่งพาพวกเขาอยู่ แถมยังใช้อำนาจเหนือในการบีบบังคับเด็กให้ทำนู้นทำนี้ตามอำเภอใจอีก น่าสะเทือนใจมากเลย คือบ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนจริงๆเนื้อหาช่วงแรกๆ นี่ เราอ่านแล้วทุกข์มากเลย รู้สึกย่ำแย่กับสิ่งที่ผู้เขียนเจอทั้งหมด ผู้เขียนบรรยายเหตุการณ์และความรู้สึกทุกอย่างได้เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง เข้าใจเลยว่า "ความฝันร้ายที่จะยังตามหลอกหลอนอยู่" หน้าตามันเป็นยังไงแต่เนื้อหาช่วงกลางเล่มเป็นต้นไป จะเป็นเหมือนช่วงการยอมรับความจริงและการเข้าสู่กระบวนการเยียวยาจิตใจของตัวผู้เขียนอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อผู้เขียนออกจากนนรกตรงนั้นได้ วันเวลาผ่านไป เรื่องในอดีตที่เหมือนฝันร้ายคราวนั้นเหมือนถูกกดทับด้วยอะไรสักอย่าง จนมันเลือนลางแต่ก็ฝังลึกเข้าไปในจิตใจของผู้เขียน จนกระทั่งวันนึงที่ภรรยาของเขาได้ขอความช่วยเหลือเขาในเรื่องวิทยานิพนธ์ที่เธอกำลังเขียนอยู่ เป็นวิทยานิพนธ์ที่กล่าวถึงการทารุณกรรมเด็กทั้งทางกายและทางจิตใจ แล้ววิทยานิพนธ์เล่มนั้นดึงเอาความทรงจำที่เลวร้ายของผู้เขียนกลับมาอีกครั้ง เขาพยายามสู้กับเรื่องเหล่านั้นอย่างสุดความสามารถ และพยายามบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่และพี่ชายทั้งสองคนของตัวเอง โดยมีภรรยาคอยเคียงข้างอยู่เสมอแม้ทุกอย่างจะไม่ได้ง่ายดาย และยังพูดไม่ได้เต็มปากว่า สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนหลุดพ้นจากพันธนาการฝันร้ายครานั้นได้อย่างสมบูรณ์หรือยัง แต่อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหลักฐานชิ้นดีที่ยืนยันว่า ผู้เขียนหลุดพ้นจากการเป็น "เหยื่อ" และได้กลายเป็น "ผู้รอดชีวิต" แล้ว แถมยังเป็นผู้รอดชีวิตที่พยายามยื่นมือไปช่วยเหยื่อคนอื่นๆ ด้วยหนังสือเล่มนี้อีกหนังสือเล่มนี้คือการส่งต่อแสงสว่างและความหวังให้เด็กๆ ที่ยังเป็นเหยื่อจากการทารุณกรรมchild-abuse documentary favorites ...more
Makmild885 reviews247 followersFollowFollowMay 12, 2021ความรู้สึกท่วมท้มมากๆ นับถือความกล้าหาญของผู้เขียน และความรักของภรรยาของผู้เขียนมากๆ เราว่าเป็นอีกหนึ่งเล่มที่ทำให้เราเข้าใจเรื่อง empathy อย่างแท้จริง การเห็นอกเห็นใจ ความเชื่อใจ ความรัก สายสัมพันธ์ในวันที่เราเปราะบาง อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ จังเลยค่ะ แม้จะมีเนื้อหาที่รุนแรง (เพราะเป็นประสบการณ์จริง) แต่ทำให้เรามีความเข้าอกเข้าใจ และวางตนได้อย่างตรงไปตรงมาได้บางครั้งผู้ที่ถูกกระทำเขาไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากคนที่รับฟังเขาอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา ไม่เบือนหน้าหนีจากความเจ็บปวดที่เราประสบพบเจอแต่แน่นอนว่าผู้ถูกกระทำแต่ละคนก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป เนื้อหาในเล่มทั้งมอบความกล้า ความเข้มแข็ง และกำลังใจให้เราสู้ต่อไปด้วยค่ะรักมาก และขอบคุณที่บอกเล่าประสบการณ์และถ่ายถอดเรื่องราวเหล่านี้ให้เราฟังค่ะfav-2021
gigibobobooks51 reviews84 followersFollowFollowMay 6, 2021หนังสือเล่มเล็กที่บอกเล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของผู้รอดชีวิตจากการคุกคามทางเพศ การถูกทำร้ายจากผู้คุกคามนับว่าเป็นบาดแผลที่ตัดลึกแล้ว แต่การถูกเพิกเฉยจากครอบครัวที่ควรจะปกป้องเหยื่อนั่นต่างหากที่ทำหน้าที่เป็นมีดทิ่มแทงบนแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอบคุณสำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊กที่หยิบหนังสือดีเล่มนี้มาแปลเป็นภาษาไทย สังคมของเรายังต้องการสื่อที่ช่วยเยียวยาและสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออีกมาก หนังสือเล่มนี้จะทำให้คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น victim มีแรงฮึดสู้ที่สักวันพวกเขาจะกลายเป็น survivor อย่างเต็มภาคภูมิ
เมื่อฉันรีวิวหนังสือ148 reviews78 followersFollowFollowJune 28, 2021อ่านบทแรกๆ แล้วรู้สึกคลื่นไส้มาก สงสารคนเขียนมากๆ ที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ อ่านแล้วเกลียดทั้งครอบครัวแม่นมและครอบครัวของคนเขียนเลย อ่านแล้วเศร้ามากจริงๆ เศร้าจนเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากอ่านต่อไปแล้ว แต่ก็ตัดสินใจอ่านต่อไปเพราะอยากรู้ว่าคนเขียนสามารถเอาชนะเรื่องราวตรงนี้ได้อย่างไง ตลอดการอ่านเราจะได้เห็นถึงความโหดร้าย และผลกระทบจากการที่เหยื่อโดนล่วงละเมิดทางเพศ แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของคนเขียนก็เป็นเหมือนแสงไฟแห่งความหวัง แม้ว่าหารเอาชนะความทรงจำนั่นจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คนเขียนก็ทำให้เห็นว่าเขาทำได้จริงๆ หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถเป็นกำลังใจให้คนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศทุกคนได้
Nan 19 reviewsFollowFollowApril 9, 2022หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของผู้เขียนที่ผ่านการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กจากครอบครัวแม่นม และความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการทอดทิ้งของครอบครัวที่แท้จริง ผู้เขียนโดนทิ้งไว้ที่บ้านแม่นมถึง 3 ปี ซึ่งระยะเวลานั้นผู้เขียนโดยทารุณกรรมมากมาย แต่ไม่มีใครช่วยเขาได้เลย สะท้อนให้เห็นความเจ็บปวด โกรธ เศร้า ทุก ๆ ความรู้สึกที่เขาเผชิญมาในขณะที่เป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ ปนเปกันไปหมด ช่วงแรก ๆ ค่อนข้างสะเทือนใจมาก มีการบรรยายฉากโดนล่วงละเมิดทางเพศ ช่วงกลาง ๆ - ท้ายเล่ม เป็นการปลดปล่อยตัวเองในวัยสามขวบ การเผชิญหน้ากับครอบครัวที่ทอดทิ้งให้เขาเผชิญปัญหานั้นคนเดียวในวัยเด็ก ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะโดนกระทำจากหลายคนในวัยเด็ก จนจิตใจบอบช้ำและส่งผลกระทบต่อจากนั้นอีกหลายสิบปี แต่ภรรยาคือปัจจัยสำคัญมาก ๆ ในการช่วยฟื้นฟูและเยียวยาสภาพจิตใจของเขา สัมผัสจากในหนังสือได้เลยว่าภรรยาของเขารักผู้เขียนแค่ไหน มีประเด็นเรื่องนึงที่รู้สึกตรงกับสังคมไทยและในหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ คือเรื่องการโดนข่มขืนและโทษเหยื่อ หรือการมองว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง อาจทำให้เหยื่อรู้สึกราวกับคุณค่าของตัวเองสูญสิ้นไปจากการโดนข่มขืน แต่หนังสือเล่มนี้คือเพื่อนที่ดีของคนกลุ่มนั้นเลย เป็นเหมือนแสงสว่างและอ้อมกอดที่ปลอบประโลมคนที่เคยผ่านประสบการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ , ประสบการณ์ที่ฝังใจในวัยเด็กมา
Mook Woramon982 reviews212 followersFollowFollowAugust 6, 2025กรีดเลือดเขียนมันออกมาเขียนเพื่อเยียวยาตัวเองและผู้อื่นอ่านไปก็อึดอัด หดหู่ คับแค้นใจ ไม่มีใครสมควรเจอเรื่องราวเลวร้ายขนาดนี้ การละเลยจากพ่อแม่ การล่วงละเมิดทางเพศจากคนดูแล ในวัยสามขวบที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้จะแตกสลายขนาดไหนผู้เขียนเติบโตมาได้ด้วยการลืม เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันความเจ็บปวด แต่มันยังฝังลึกในความทรงจำ จนวันหนึ่งความทรงจำถูกปลุกตื่นขึ้นมา เสมือนย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กน้อยคนนั้นอีกครั้ง เด็กที่ถูกทำร้ายและแตกสลาย โชคดีที่คราวนี้มีภรรยาอยู่เคียงข้าง คอยอดทน รับฟัง เข้าใจ มอบความรักให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ผู้เขียนจึงเริ่มกระบวนการเยียวยาตัวเองอย่างแท้จริงและถ่ายทอดมันออกมาอ่านเล่มนี้เราจะเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงควรช่วยกันปกป้องเด็ก มีกฎหมายคุ้มครองเด็ก เพราะเด็กช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าส่งเสียง บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือการทารุณกรรมเพราะเติบโตมาแบบนี้ เข้าใจว่าความรักต้องมาพร้อมกับความเจ็บปวด เกลียดชัง และเราจะรู้ว่าเราควรรับมือกับคนที่โดนทำร้ายมาอย่างไร หลัก ๆ เลยสิ่งที่เหยื่อต้องการคือการรับฟัง ไม่หลีกเลี่ยง ไม่ตัดสิน เท่านี้ก็มากพอแล้ว“คนที่โชคดีทั้งชีวิตมีวัยเด็กเยียวยาคนที่โชคร้ายทั้งชีวิตเยียวยาวัยเด็ก ”
อินทิรา เหมะธุลิน44 reviews1 followerFollowFollowJuly 25, 2025เด็กมีปมที่อยากเข้าใจตัวเอง ควรอ่านเรื่องนี้
Muffy34 reviews4 followersFollowFollowJune 14, 2021TW // Sexual exploitation , gaslighting , neglectอยากให้หลาย ๆ คนได้ลองอ่านเล่มนี้ เรื่องนี้ให้มุมมองและแง่คิดที่เป็นประโยชน์มาก ๆ นับถือนักเขียนเฉินเจี๋ยฮ่าวที่เขียนเล่มนี้ออกมาเลย ต้องขอบคุณสำนักพิมพ์ด้วยที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาแปลด้วย แถมท้ายเล่มยังมีเบอร์สำหรับขอความช่วยเหลือเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศอีก มันทำให้เราได้เห็นทั้งมุมมองของ ผู้ที่เป็นเหยื่อ เป็นผู้รอดชีวิต จนถึงมุมมองของคนที่เป็นประจักษ์พยาน ซึ่งเป็นไปตามความตั้งใจของนักเขียนเลย ที่ต้องการให้หนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์ทั้งกับ คนที่เคยเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และ คนที่มีคนรู้จักที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศและต้องการที่จะช่วยเหลือ((อยากพูดถึงหลายจุดมาก แต่เรียบเรียงคำไม่ถูก 555555 เอาเป็นว่าควรค่าแกการอ่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ))fav-2021
Nishamil Hayeesa26 reviews6 followersFollowFollowJune 7, 2021I cried a lot for this story, felt and understood what he had faced but no one listened to him :(
Nhan121 reviews24 followersFollowFollowApril 11, 2021 อ่านรีวิว จะไม่ทนเงียบอีกต่อไป ฉบับเต็มบน THE STANDARD เราในฐานะผู้อ่านรู้สึกเลยว่า เส้นทางการ ‘ฮีล’ ตัวเองของผู้เขียนมันยากเข็ญและโหดร้ายกับเขาเหลือเกิน ลองคิดดูสิว่าตัวเขาในวัย 30 ปี ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับความทรงจำที่ตัวเองเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศตอน 3 ขวบ มันคือการฉายหนังที่แสนเลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกขึ้นในมโนภาพ ไม่ว่าจะตอนตื่นหรือหลับฝัน แต่เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุขจริงๆ เสียที มันเป็นไปไม่ได้เลยทั้งสำหรับ ‘เหยื่อ’ และ ‘ผู้รอดชีวิต’ ที่จะกดฟาสต์ฟอร์เวิร์ดข้ามขั้นตอนยอมรับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตัวผู้เขียนเองก็กล่าวไว้ว่า “การเขียนก็เป็นวิธีการหนึ่ง ทำให้พวกเรามีโอกาสใช้มุมมองบุคคลที่สาม บันทึกและสัมผัสกับสถานการณ์ของตนเองอีกครั้ง” อ่านรีวิว จะไม่ทนเงียบอีกต่อไป ฉบับเต็มบน THE STANDARD read-in-2021
Iamasnat45 reviews39 followersFollowFollowOctober 18, 2022หยิบแล้ววางเล่มนี้บ่อยมาก เพราะใจไม่แข็งพอที่จะอ่าน แต่ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องอ่าน (เพราะซื้อมาแล้วไง!!!!) เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกพ่อแม่ฝากให้ครอบครัวอื่นเลี้ยงในข่วง 3-5 ขวบ และถูก sexual abuse จากครอบครั้งนั้น ... เนื้อหาของเล่มนี้คือเรื่องราวที่ผู้เขียนเล่าถึงความพยายามเยียวยาตนเองจากเหตุการณ์วัยเด็กเหล่านั้น...ส่วนที่ติดอยู่ในใจเราคือตอนที่ผข.พยายามบอกเล่าสิ่งที่เขาเผชิญกับครอบครัว แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพิกเฉย ซ้ำยังถูกกล่าวโทษที่นำเรื่องที่ไม่ควรพูดที่ผ่านมาตั้งนานแล้วมาพูดทำให้ครอบครัวต้องมีเรื่องหนักใจเพิ่ม ... ตัวตนและเรื่องราวของเขาถูกปฎิเสธอีกครั้งจากผู้คนที่เขาต้องการการยอมรับมากที่สุด ...อ่านแล้วก็ได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงโหยหาการยอมรับจากครอบครัวขนาดนั้นกัน? ทั้ง ๆ ที่เราเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว จากคนที่เคยใช้ทั้งชีวิตเพื่อให้ครอบครัวชื่นชม ยอมรับ วิ่งเต้นไกล่เกลี่ยระหว่างความต้องการของตัวเองกับครอบครัว จนข้างในมันพังไม่มีชิ้นดี กลับไปอ้อนวอนให้พวกเขาเข้าใจเราบ้าง บอกว่าเราไปต่อไม่ไหวแล้ว ขอพักเถอะ ... แต่พวกเขากลับปฏิเสธความรู้สึกที่เราแสดงออกไป ปฏิเสธว่าพวกเขาก็มีส่วนทำให้เราแตกสลาย ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมากกว่าเดิม เป็นคนที่ล้มเหลวทำให้ครอบครัวต้องทุกข์ใจ .... เหตุการณ์ของเรามันผ่านมานานมากแล้ว (ในความรู้สึก) การพูดถึงมันไม่ทำให้เราเสียใจแล้ว มันทิ้งแผลเป็นที่แห้งดีแล้ว มั่นใจได้ว่าไม่กลับไปเลือดออกอีก ... สิ่งที่ทำให้เราผ่านมาได้คือตัวเราเอง ที่ค่อย ๆ เก็บชิ้นส่วนที่แตกสลายประกอบร่างขึ้นมาใหม่ healing takes time และมันใช่การเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องด้วย ค่อย ๆ เรียนรู้ ทำความเข้าใจตัวเอง ในที่สุดเราจะค่อย ๆ เข้าใจคนอื่นด้วย เข้าใจคนทำทำร้ายเรา เข้าใจคนที่เรากล่าวโทษ และเราให้อภัยพวกเขาได้ เรามองเห็นแล้วว่าท้ายที่สุดพวกเขาคือมนุษย์ ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง เป็นมนุษย์ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบแบบที่เราคาดหวัง เป็นมนุษย์ที่ผ่านสงครามของตัวเองมาเช่นกัน เป็นมนุษย์เพิ่งเคยเป็นพ่อแม่ครั้งแรก และพวกเขาทำเต็มที่ที่สุดแล้ว พวกเขาให้ทุกสิ่งที่ให้ได้กับเราแล้ว และพวกเขาไม่พร้อมที่จะ support เราในด้านจิตใจ แต่นั้นไม่เป็นไรเลย เพราะไม่มีใครเคย support จิตใจของพวกเขาเช่นกัน และเราไม่ได้มีหน้าที่ไปใช้ชีวิตตามแบบที่ใครคาดหวังอีกแล้ว พอคิดได้ ให้อภัยได้ มันจะมีแต่ความเมตตา ความรัก ความเข้าใจ ความโกรธเกลียดมันเบาบางลงจนหายไปหมดแล้ว ... ส่วนที่อยากหยิบมาเล่าคือในการเดินทางเพื่อเยียวยาของเขา ผู้เขียนย้ำบ่อยมากถึงการ "โอบกอดความเจ็บปวด" จิตใจมนุษย์มีกลไกการป้องกันตัวเอง (defense mechanism) จากห้วงอารมณ์ ประสบการณ์ที่มันเลวร้าย เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ จิตใต้สำนึกของผข.เองเลือกที่จะฝังกลบความทรงจำเลวร้ายช่วงวัยเด็กไว้ เขาลืมเหตุการณ์เหล่านั้นไปสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ยังตามหลอกหลอนเขาคือความรู้สึกหวาดกลัว เศร้าใจ โกรธแค้น สิ้นหวัง ที่เขาตอบตัวเองไม่ได้ว่ามันมาจากไหน จนกระทั่งสามสิบปีผ่านไป มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้กลับไปเผชิญกับความจำในวัยเด็ก ผข.รวบรวมกล้าที่จะเผชิญกับเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง โดยมีภรรยาอยู่เคียงข้าง พร้อมจะรับฟังและเข้าใจ และคอยอยู่ข้าง ๆ ขณะที่เขากลับไปสำรวจและเยียวยาความเจ็บปวดของตัวเอง ..... จนกระทั่งสามารถมาเขียนเล่าเรื่องราวเพื่อเป็นกำลังใจให้คนที่เคยเผชิญเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันสำหรับคนที่อ่านแล้วรู้สึกว่าตนเองก็อยากมีใครสักคนที่คอยรับฟังเรื่องราวประสบการณ์อันเลวร้าย ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศเหมือนในหนังสือเล่มนี้ ถ้าคุณรู้สึกว่าคนรอบตัวไม่พร้อมรับฟัง/ไม่อยากจะเล่าเรื่องราวให้คนรอบข้างฟัง ยังมีบุคลากรทางสุขภาพจิตที่สามารถไปใช้บริการได้ ทั้งรัฐและเอกชนThis entire review has been hidden because of spoilers.
Prarichut Paochanuan8 reviewsFollowFollowMay 15, 2022อ่านแล้วรู้สึกหดหู่ใจมาก เป็นการเล่าสาเหตุจนไปถึงการบำบัดตัวเอง แต่ว่าทำไมคนคนนึงถึงสามารถทำร้ายคนอีกคนได้มากขนาดนี้ 8-books-in-3-months
Wei-Chu8 reviewsFollowFollowFebruary 13, 2023很快就把這本書看完了,看到最後面時不斷流淚,才發現其實我可能也仍受困於小時候父親的情緒管理及暴力。長大的我仍不懂得如何處理情緒,在親密關係中會情緒暴走甚至從小有自傷行為。讀這本書的同時,掀起了一些我痛苦回憶但也讓我下定決心,無論如何我得先治療自己的傷痛並避免重蹈覆徹並帶給身邊的人痛苦。但我也已經很棒了,不要給自己那麼多壓力。