Jump to ratings and reviews
Rate this book

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

Rate this book
เรื่องราวเจ็ดรุ่นของครอบครัวบวนเดียกับเมืองมาก็อนโด นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อครั้งบรรพกาล กับการรุกคืบของกาลเวลา เสื่อบินได้ โรคนอนไม่หลับ โบสถ์วิหาร ทางรถไฟ และนิคมกล้วย

ปริศนาครอบครัวพิสดารที่บันทึกเรื่องราวเจิดจรัสของจินตนาการและความมีชีวิตชีวาแห่งดินแดนแคริบเบียน ผสานกับประวัติศาสตร์โหดร้ายของสงครามกลางเมืองและการสังหารหมู่ ความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรม ที่ซึ่งปาฏิหาริย์และความเป็นจริงมาบรรจบกัน ด้วยพลังชีวิตและการทึ้งทำลายที่สอดประสานกันในห้วงเวลาหนึ่งร้อยปี

นวนิยายเล่มสำคัญแม่แบบของงานเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์จากละตินอเมริกา ยืนยงเหนือกาลเวลาและเป็นที่รักของนักอ่านทั่วโลก “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ถ่ายทอดโดยตรงจากภาษาสเปนสู่ภาษาไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมพบนักอ่านไทยแล้ว

480 pages, Paperback

Published January 1, 2019

12 people are currently reading
50 people want to read

About the author

Gabriel García Márquez

1,005 books41.6k followers
Gabriel José de la Concordia Garcí­a Márquez was a Colombian novelist, short-story writer, screenwriter and journalist. Garcí­a Márquez, familiarly known as "Gabo" in his native country, was considered one of the most significant authors of the 20th century. In 1982, he was awarded the Nobel Prize in Literature.

He studied at the University of Bogotá and later worked as a reporter for the Colombian newspaper El Espectador and as a foreign correspondent in Rome, Paris, Barcelona, Caracas, and New York. He wrote many acclaimed non-fiction works and short stories, but is best-known for his novels, such as One Hundred Years of Solitude (1967) and Love in the Time of Cholera (1985). His works have achieved significant critical acclaim and widespread commercial success, most notably for popularizing a literary style labeled as magical realism, which uses magical elements and events in order to explain real experiences. Some of his works are set in a fictional village called Macondo, and most of them express the theme of solitude.

Having previously written shorter fiction and screenplays, García Márquez sequestered himself away in his Mexico City home for an extended period of time to complete his novel Cien años de soledad, or One Hundred Years of Solitude, published in 1967. The author drew international acclaim for the work, which ultimately sold tens of millions of copies worldwide. García Márquez is credited with helping introduce an array of readers to magical realism, a genre that combines more conventional storytelling forms with vivid, layers of fantasy.

Another one of his novels, El amor en los tiempos del cólera (1985), or Love in the Time of Cholera, drew a large global audience as well. The work was partially based on his parents' courtship and was adapted into a 2007 film starring Javier Bardem. García Márquez wrote seven novels during his life, with additional titles that include El general en su laberinto (1989), or The General in His Labyrinth, and Del amor y otros demonios (1994), or Of Love and Other Demons.

(Arabic: جابرييل جارسيا ماركيز) (Hebrew: גבריאל גארסיה מרקס) (Ukrainian: Ґабріель Ґарсія Маркес) (Belarussian: Габрыель Гарсія Маркес) (Russian: Габриэль Гарсия Маркес)

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
15 (65%)
4 stars
5 (21%)
3 stars
2 (8%)
2 stars
1 (4%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 6 of 6 reviews
Profile Image for Chanamon Wangthip.
73 reviews9 followers
January 3, 2026
(*ระวัง ข้อเขียนนี้เต็มไปด้วยการเปิดเผยเนื้อหาของหนังสือไว้เละเทะโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ)
.
.
.
นี่คือเรื่องราวของสงครามชีวิตน้ำเน่าอลหม่านบ้านแตกความยาวเจ็ดชั่วอายุคนของครอบครัวหนึ่งที่มีชื่อซ้ำกันไปซ้ำกันมาทั้งตระกูล…

เราอาจต้องเริ่มต้นกันอย่างลวกๆ แบบนี้ เพราะเอาเข้าจริงการหาคำจำกัดความที่ดีพอสำหรับหนังสือเล่มนี้อาจยากกว่าการอ่านมันให้จบเสียอีก

น่าจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ชื่อของหนังสือเล่มนี้จะผ่านตา, ผ่านหู, ผ่านปากของเราหลายๆ คน ทั้งในฐานะวรรณกรรมชิ้นเยี่ยม, ไอคอนของงานเขียนประเภท “สัจนิยมมหัศจรรย์”, งานรางวัลโนเบล, ผลงานเอกของกาโบฯ, ภาพสะท้อนอันขันขื่นของประเทศโลกที่สาม ที่พลเมืองของประเทศโลกที่สามในหมู่ประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ ควรอ่านให้ได้ตบเข่าฉาด พยักหน้าหงึกๆ แล้วจั๊กจี้หัวใจเล่น – 52 ปีผ่านไป ในวาระที่เส้นทางที่จะก้าวเข้าสู่โลกวรรณกรรมลาตินอเมริกันอย่างตัวต่อตัวที่สุด (เท่าที่จะทำได้) หดสั้นลงจนเอื้อมมือถึง ผ่าน “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ฉบับภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์บทจร เราจึงมีโอกาสได้รู้จักกัน…
.
.

[มาก็อนโด ลานมหรสพแห่งความโดดเดี่ยว]
.
.
อันดับแรก คุณจะได้เจอหมู่บ้านที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากดิน มุงด้วยต้นอ้อ ริมแม่น้ำสายหนึ่ง อุบัติขึ้นจากการรอนแรมหนีใบหน้าเศร้าหมองของวิญญาณตายห่าที่พลั้งฆ่าไปกับมือ

อันดับถัดมา คุณจะได้เจอพ่อค้าเร่ชาวยิปซีผู้มาพร้อมวิทยาการมากมายและคำทำนายโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

อันดับถัดมา คุณจะเจอพ่อสติเฟื่องที่จะถูกมัดอยู่กับต้นไม้ เจอแม่ผู้ดันทุรังกอบกู้ครอบครัว เจอลูกชายผู้โดดเดี่ยวและคาดเดาไม่ได้ว่าวันดีใด-คืนร้ายไหนจะอยากได้เมียอายุเก้าขวบ จะอยากปลุกปั่นก่อการปฏิวัติ (ที่พ่ายแพ้ไปเสียทุกครั้ง) จะขลุกตัวอยู่ในห้องทดลอง สร้างเจ้าปลาน้อยทำจากทองเพื่อจะหลอมทำลายแล้วสร้างใหม่ เจอลูกสาวในไส้และนอกไส้ที่พัลวันกับไฟรักไฟริษยาเพราะรักผู้ชายคนเดียวกัน เจอพี่ที่เอากับน้อง หลานที่อยากเอากับน้า ลูกที่อยากเอากับแม่ บางทีก็อยากเอากับสัตว์ เจอเส้นทางรถไฟ ไฟฟ้า โรงงาน และความเจริญมากมายชวนตื่นตา เหลนชายแฝดมุทะลุที่เป็นสักขีพยานความอยุติธรรมของนายทุน เผด็จการ และการสังหารหมู่ประชาชนหลายพันคนซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นแค่ตำนานปรัมปราที่ไม่มีใครจดจำ เหลนสาวที่จะลอยหายขึ้นไปบนฟ้า เมียน้อยที่เป็นดั่งเทพธิดาแห่งการตกลูกและเจริญพันธุ์แต่ไม่เคยมีลูกเป็นของตัวเองแม้สักครั้ง เมียหลวงที่หลอกตัวเองไปวันๆ ด้วยการจินตนาการถึงการอยู่บนเสลี่ยงสูงส่งของศีลธรรมจอมปลอม ฝนโปรยปรายที่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดกับคำสัญญาลมๆ แล้งๆ ของผู้มีอำนาจ คู่รักเพ้อคลั่งที่ลงเอยด้วยกระดูกสันหลังแหลกสะบั้นและลูกกำพร้าอาภัพที่จะมาได้กับน้าตัวเองอีกต่อหนึ่งเพื่อให้ครอบครัวล่มสลายให้จบๆ ไปตามคำทำนายโดยไม่ได้ตั้งใจ วาระสุดท้ายของหมู่บ้านที่จะกลายเป็นผุยผงไปตลอดกาล – และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เวลาที่อดีต ปัจจุบัน อนาคต เหลื่อมทับกันจนเกือบแยกไม่ออก…
.
.
เอาเข้าจริงสิ่งที่ตรึงเราไว้กับหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ประเด็นสังคมการเมืองเข้มข้นอะไรที่เค้าอ้าปากหวอวู้วว้าวกันหรอก มันคือความน้ำเน่าแบบที่ละครหลังข่าวช่องไหนก็สู้ไม่ได้นี่แหละ - เพราะมันน้ำเน่าเหลือเกิน ทั้งชีวิตรัก ทั้งปมตัวตน ทั้งสังคมและการเมืองที่ไร้ทางขัดขืนอย่างบัดซบ ขณะเดียวกันก็ตลกหน้าตายอย่างร้ายกาจ ตัวละครพิลึกพิลั่นแทบทุกตัวในนั้นมีชีวิตชีวาและน่าติดตามเอาเหลือเกินจนค้นพบว่าผังตระกูลอะไรก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ ลองได้ถูกเหตุการณ์ดรามาตลกร้ายกระชากหัวใจเข้าได้สักตอนหนึ่งก็ไม่มีวันลืมใครในนั้นได้อีกแล้ว ถ้าคุณชอบนิยายน้ำเน่า ไม่มีทางที่คุณจะไม่รักเล่มนี้ (และต่อให้คุณเกลียดนิยายน้ำเน่า แต่รักการท้าทายประวัติศาสตร์และมั่นใจว่ายืนหนึ่งในการจำทนเป็นพลเมืองของสังคมเซอร์เรียล คุณก็จะรักหนังสือเล่มนี้ได้ไม่ยากอยู่ดี)

ในลานมหรสพขของความโดดเดี่ยวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่บ้านมาก็อนโด คุณจะได้สัมผัสความหมกมุ่นในความโดดเดี่ยวของตัวละครมากหน้าหลายตา กระทำการซ้ำซากเพื่อวิ่งหนีความโดดเดี่ยวหลากรูปแบบที่คุณอาจเคยลองทำสักอย่างสองอย่าง ทั้งความโดดเดี่ยวจากความรู้สึก “ไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหน” ทั้งความโดดเดี่ยวจากความสามารถที่จะรักและถูกรัก ทั้งความโดดเดี่ยวจากอุดมคติต่อครอบครัวและสังคมที่คาดหวัง ทั้งความโดดเดี่ยวจากความจริงที่กลายเป็นของปลอมไปเสียดื้อๆ แต่คุณว่าอะไรมันน่าทึ่งกว่ากัน ระหว่างความโดดเดี่ยวมากมาย ตัวละคร-เรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกสุดน้ำเน่าพวกนี้ กับสังคมที่ทำคลอดผู้คนและภาวะโดดเดี่ยวไร้ที่สิ้นสุดนี้ขึ้นมา?
.
.
[โลกที่สาม: ดินแดนแห่งสัจนิยมมหัศจรรย์?]
.
.
“สัจนิยมมหัศจรรย์” (Magical Realism) ไม่เหมือนสัจนิยมที่มุ่งนำเสนอโลกและกฎเกณฑ์ของความจริง ไม่เหมือนแฟนตาซีที่มุ่งนำเสนอโลกและกฎเกณฑ์ใหม่ พูดให้สั้นที่สุด มันคือ “การผสานความจริงและความมหัศจรรย์ไว้ในโลกและตรรกะใบเดียวกัน” ชวนให้คนอ่านในโลกจริงรู้สึกประดักประเดิด สงสัย ไม่ไว้วางใจ และรู้สึกบ้าบอคอแตกกับมันตลอดเวลา (ขณะที่ตัวละครในเรื่องอาจเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วใช้ชีวิตประจำวันต่อไป) ความรู้ใหม่ที่น่าสนใจ (จริงๆ ไม่ใหม่ แต่เพิ่งรู้ตอนเสิร์ช) คือสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์และภาพจำของวรรณกรรมลาตินอเมริกาในสายตาเราๆ ไม่ได้ถูกทำคลอดที่แถบลาตินอเมริกา กลับมีต้นกำเนิดจากวงการวิจารณ์ศิลปะจากยุโรปแท้ๆ แต่ไม่เป็นที่นิยมเอาซะเลยเมื่อเทียบกับแนวสัจสังคมนิยมและแนวเซอร์เรียล ก่อนจะข้ามฟากมาและถูกหยิบมาใช้ในงานเขียนลาตินอเมริการตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1930 เพื่อสะท้อนสังคมลาตินอเมริกาจนเฟื่องฟู และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกหลังจากหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1982

กลายเป็นว่าสัจนิยมมหัศจรรย์ไม่ใช่แค่ของที่เหมือนถูกสงวนไว้เป็นโอท็อปแถบละตินอเมริกาและประเทศโลกที่สามเท่านั้น แต่ยังแทบจะไปกันไม่ได้ต่อไม่ติดกับโลกฝั่งยุโรปไปเสียฉิบ…

แต่ความเป็นไปนี้ก็ดูสมเหตุสมผลขึ้น เมื่อเราพยายามนึกถึงความสมเหตุสมผลแบบ “ยุโรปๆ” และโลกยุค Enlightenment ที่นั่น โลกที่แทบไม่มีที่ทางให้เรื่องเหนือจริง ความเชื่อ ตำนาน รวมถึงความจริงที่พ้นไปจากความรับรู้ที่วัดผลได้ตามวิถีของความเป็นศาสตร์ ซึ่งก็กลับมาคล้องกันกับคำกล่าวที่ว่าสัจนิยมมหัศจรรย์ดำรงอยู่เพื่อคัดง้างและท้าทายอาณานิคมการปกครองและอาณานิคมความรู้ของโลกตะวันตก ผ่านการให้อิสระกับเรื่องมหัศจรรย์และความเป็นไปได้ไร้ขีดสุดที่แทรกตัวก่อกวนความจริง และดำเนินขนานกันไป เพื่อ “ยั่วล้อ” โลกความเป็นจริงเข้าอีกทีว่าก็ไม่ได้มหัศจรรย์น้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่หรอก…

ก็มันจะมหัศจรรย์แค่ไหนกันเชียว การที่วิญญาณตายห่านั่นไม่อาจหลับใหล เฝ้าคอยปรากฏกายพร้อมใบหน้าหมองเศร้า ในเมื่อในโลกแห่งความเป็นจริง อำนาจก็พร้อมจะเร่งเสียงเพลงดังๆ กลบเสียงและรูปรอยของความหดหู่จากคนที่ถูกกดขี่มากมาย ฉาบทับบ้านเมืองไว้ด้วยวอลเปเปอร์ “ทุกอย่างยังปกติดี” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มันจะมหัศจรรย์แค่ไหนกันเชียว ที่การต่อสู้และความตายของคนเรือนพันจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่ถูกลืม ในเมื่อโลกความเป็นจริงมีความตายมากมายกว่านั้นไม่รู้กี่เท่าที่ถูกหลงลืม พร้อมๆ กับความตายครั้งใหม่ของใครต่อใครที่เราเกือบจะชินกันไปเสียแล้ว…

มหัศจรรย์น้อยลงแล้ว เห็นไหม…

สุดท้ายบทปิดท้ายที่คนเขียนเขียนว่า “เมืองแห่งกระจกเงา (หรือภาพลวงตา) นี้จะถูกกระแสลมพัดพาไปและถูกขับออกจากความทรงจำของมนุษยชาติทันทีที่เอาเรเลียโน บาบิโลเนียถอดความแผ่นหนังเสร็จสิ้น และทั้งหมดทั้งมวลที่ถูกจารึกไว้ในนั้นไม่อาจเกิดซ้ำ ได้โดยตลอดและตลอดไป เพราะพงศ์พันธุ์ที่ถูกจองจำให้อยู่ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวนั้นไม่มีโอกาสเป็นหนที่สองบนผืนปฐพีนี้”
จึงไม่จริงหรอก…

เพราะพงศ์พันธุ์ที่ถูกจองจำให้อยู่ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวยังคงมีชีวิตอยู่ สืบสู่ลูกสู่หลานอยู่ตรงนี้ - ทุกเมื่อเชื่อวัน…
.
.
[หากมันจะล่มสลายซ้ำซากก็ช่างมันปะไร]
.
.
ในความสนุกมาก รักมาก เราไม่ปฏิเสธว่ามีจุดที่ขมวดคิ้วอยู่มากๆ เหมือนกัน ทั้งต่อคนเขียนและต่อคำอธิบายจากบางแหล่ง (ที่มีต่อหนังสืออีกทีหนึ่ง) ซึ่งดูเหมือนจะเสนอให้เหล่าเจ้าของชีวิตน้ำเน่าชาวบวนเดียได้โลดแล่นแล้วล่มจมไปในฐานะตัวแทนของคนด้อยพัฒนาที่ถูกครอบงำ ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ยับยั้งชั่งใจ ไม่ควบคุมตัวเอง โง่งม จมกับอดีต ต้องพ่ายแพ้แก่โชคชะตาและถูกจองจำไว้ประวัติศาสตร์ของความโดดเดี่ยว เป็นหนูที่วิ่งในวงล้อของเรื่องราวและการกระทำที่พลาดพลั้งไม่รู้จำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเหมือนแค่เครื่องมือในการคลี่ขยายความเจ็บปวด ทุกข์ระทม ความไม่เป็นธรรม เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องของเรื่องเล่าที่พยายามจะเล่าว่าเราคือเครื่องมืออันน่าเวทนาในสังคมบิดเบี้ยวอีกทีหนึ่ง อืม โหดเหี้ยมย้อนแย้งดีไหมล่ะ…

แต่เพราะคนเขียนตายแล้ว (ทั้งในทางวรรณกรรมและทางวิทยาศาสตร์) อำนาจในการตีความและตีขลุมมากมายจึงยังเป็นของเราด้วยเช่นกัน แม้มันจะจบลงด้วยการล่มสลายตายจาก แต่เป็นไปได้ไหมว่าความผิดพลาดซ้ำซากของครอบครัวบวนเดีย (ที่รวมถึงการตั้งชื่อลูกหลานซ้ำซากกันไปอีกหกรุ่นด้วย) เป็นความดื้อดึงท้าชะตาชีวิต (ที่คนเขียนกำหนดไว้ให้) โดยตั้งใจและฟันฝ่าไปจนนาทีสุดท้าย ไม่ใช่การเดินเซแล้วจับพลัดจับผลูไปตกอยู่ในวังวนความเศร้าไม่รู้ตัว แต่เป็นความท้าทายและความหวังว่าจะได้ลุกขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ก็ถ้านี่ไม่ใช่โลกที่ถูกกำหนดตอนจบไว้ด้วยปลายปากกาของคนเขียนเสียแล้ว จะไม่มีสักครั้งเชียวหรือไงที่อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นมา แต่ต่อให้ใช่ ต่อให้ตัวละครในเรื่องจะหยั่งรู้อนาคตล่วงหน้าว่าสุดท้ายจะล่มจมโดยไม่ต้องแกะแผ่นหนัง การดันทุรังทำในสิ่งที่เชื่อและการต่อสู้ที่ดูไร้ค่าของคนตัวเล็กตัวน้อยพวกนี้ก็ไม่เห็นจะผิดแปลกอะไร

ในเมื่อโลกมันโดดเดี่ยวและบัดซบขนาดนี้
จะขอสู้สักตั้ง,
หากมันจะล่มสลายซ้ำซากก็ช่างมันปะไร…
Profile Image for Taweepong Santipattanakul.
120 reviews5 followers
January 9, 2025
เรื่องราวประมาณร้อยปีแห่งตระกูลบวนเดีย การตั้งรกราก มีรัก มีจาก มีสงคราม ความอนวล อลเวง ลึกลับ ซับซ้อน การขึ้นต้นและการเล่าเรื่องของผู้เขียนที่สนุกชวนงง แล้วก็โคตรเท่ห์

พอผ่านความงงมาได้ ผมก็เพิ่งจะมีสติว่าทำมาเป็นสับสนไปได้ แหม่..ชีวิตคนเรามันยุ่งเหยิง ขึ้นๆลงๆ กว่ายิ่งกว่าในหนังสืออีกชีวิตมันก็ประมาณนี้
6 reviews
December 23, 2024
สัจนิยมมหัศจรรย์ อ่านยากมากๆค่ะ ใช้เวลาในการอ่านนาน ชื่อตัวละครซ้ำๆยิ่งทำให้เข้าใจยาก ได้เห็นมุมมองชีวิตบางอย่างแต่บางอย่างก็มากเกินไป
Profile Image for van1998.
398 reviews5 followers
December 29, 2024
ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว เราทุกคนล้วนโดดเดี่ยวในโลกใบนี้
1 review
July 27, 2025
อูร์ซูลาคนสู้ชีวิตและกระดูกสันหลังของตระกูลบวนเดีย
Profile Image for w..
58 reviews2 followers
February 16, 2022
Now, I know about a book that was defined ‘Magical realism’ term. It’s such a long journey of Buendia family. I love how amazingly weird this book is and I couldn’t imagine someone writing this book in 1957. It’s all about 100 years of solitude, family, politics, marriage, infidelity, etc. which have all you want from one book. When I finished this book, I have a lot of feelings. One of them is void yet glad that everything has come to an end.
P.S. I love Ursula the most. She’s funny and live so long to witness almost everything.
Displaying 1 - 6 of 6 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.