Jump to ratings and reviews
Rate this book

Le vivable et l'invivable

Rate this book
Dans les épreuves et les violences du monde contemporain. l'invivable est la pointe extrême de la souffrance, de l’injustice, et du soin qui peut et doit y répondre. Mais qu’est-ce qui est invivable ? Puisqu'il exige immédiatement une action et un soin, comment s’en prémunir et le réparer? Judith Butler critique les normes qui rendent des vies « précaires » et « invivables » (depuis Trouble dans le genre), mais sans pour autant la lier à une philosophie de « la vie » ou du « soin ». Frédéric Worms, de son côté revendique un « vitalisme critique », pour lequel tout ce qui cause la mort relève de la vie, mais d’une manière différenciée selon les vivants, de sorte que « l’invivable » qui tue quelque chose en nous, reste littéralement vital et révèle la spécificité des vivants humains. Mais tous les deux voient dans la différence entre le vivable et l’invivable le fondement critique pour une pratique contemporaine du soin. Pour l’un et pour l’autre, le soin complet rendra la vie humaine vivable, « plus que vivante ». Il faut s’appuyer pour cela sur les pratiques concrètes des humains confrontés à l’invivable, les réfugiés dans le monde contemporain, les témoins et les écrivains des violations du passé. Ce sont eux qui nous apprennent et nous transmettent ce qui dans l'invivable est insoutenable, mais aussi indubitable, et ce qui permet d’y résister. Un dialogue transcrit et traduit d’une séance tenue à l’Ecole normale supérieure.

76 pages, Kindle Edition

First published January 1, 2023

3 people are currently reading
48 people want to read

About the author

Frédéric Worms

86 books2 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
6 (26%)
4 stars
14 (60%)
3 stars
2 (8%)
2 stars
1 (4%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 2 of 2 reviews
Profile Image for Attasit Sittidumrong.
157 reviews16 followers
May 21, 2025
บันทึกการสนทนาทางปรัชญาระหว่างจูดิธ บัทเลอร์ กับเฟรเดอริก วอรฺ์มผู้อำนวยการแห่ง Ecole Normale Superieure สถาบันการศึกษาชั้นสูงแห่งฝรั่งเศสในประเด็นเรื่องการมีชีวิตได้ หรือ the livable กับการปราศจากชีวิต หรือ the unlivable ประเด็นนี้เริ่มต้นมาจากปัญหาทางการเมืองอันร้อนแรงในโลกตะวันตกอย่างปัญหาเรื่องผู้อพยพและการเหยียดเชื้อชาติซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงทางโครงสร้างที่รัฐกระทำกับผู้อพยพและชนกลุ่มน้อยต่างๆ โดยข้อถกเถียงหลักจะเป็นเรื่องของการหา ground สำหรับการวิพากษ์การแสดงออก (หรือไม่แสดงออก) ทางการเมืองที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้อพยพและชนกลุ่มน้อย ซึ่ง ground ที่ว่านี้ก็คือ the livable กับ the unlivable จนนำไปสู่การสนทนาว่าอะไรเป็นบรรทัดฐานที่ช่วยให้เราพูดได้ว่าสถานการณ์บางอย่างเป็นสถานการณ์ที่ unlivable ที่ต้องการการแก้ไข และอะไรเป็นสถานการณ์ที่ livable ยอมรับได้

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยประเด็นของวอร์มที่วิจารณ์แนวทางของบัทเลอร์ในการจัดวางสิ่งที่เรียกว่า livable/unlivable โดยวอร์มเรียกแนวทางดังกล่าวว่าเป็นแนวทางที่เน้นองค์ประธานหรือ the approach of subjectivity อันเนื่องมาจากเกณฑ์ที่บัทเลอร์ใช้นิยามว่าอะไรคือสิ่งที่ livable และอะไรคือสิ่งที่ unlivable นั้นจะเกี่ยวพันกับความสามารถในการเป็นองค์ประธานเหนือชีวิตของตน กล่าวคือในมุมของบัทเลอร์นั้นการมีชีวิตได้หรือ livable คือการเป็นเจ้าของหรือองค์ประธานที่สามารถกำหนดชะตากรรมต่างๆในชีวิตของตน ซึ่งทำให้การปราศจากชีวิต หรือ the unlivable กลายเป็นชีวิตที่ปราศจากความเป็นองค์ประธานในตนเอง หรือก็คือชีวิตที่ตนเองไม่สามารถควบคุมอะไรได้ โดยวอร์มเห็นว่าแนวทางของบัทเลอร์ดังกล่าวเป็นแนวทางที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะแม้อาจจะนิยามได้ว่าอะไรคือ livable แต่แนวทางดังกล่าวก็ยังไม่สามารถตอบหรือระบุลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่า the unlivable ได้นอกจากจะบอกแค่ว่าเป็นคู่ตรงข้ามของ the livable

ในแง่นี้ วอร์มจึงเสนอแนวทางของตนเองซึ่งเรียกว่า critical vitalism โดยหน่วยที่วอร์มใช้ในการวิเคราะห์จะไม่ใช่ subjectivity เหมือนในกรณีของบัทเลอร์ แต่เป็นชีวิตหรือพลังชีวิต (vitality) เอง โดยวอร์มได้พัฒนาแนวคิดนี้จากความคิดของจอร์จ แกงกุยแยม นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสซึ่งเคยเสนอว่าทุกหลักการ ทุกปทัสถานของมนุษย์ล้วนมีจุดตั้งต้นอยู่ที่การปกปักรักษาชีวิตเป็นหลัก ขณะที่ความผิดหรือความเลวร้ายต่างๆนั้นถึงที่สุดแล้วก็คือการทำลายชีวิต ส่งผลให้ชีวิตและความตายกลายเป็นจุดตั้งต้นของปทัสถานที่กำหนดคุณค่าความดีงามต่างๆ ซึ่งภายใต้วิธีคิดดังกล่าววอร์มก็ได้นำมาต่อยอดโดยเสนอต่อไปว่าแม้ชีวิตและความตายอาจเป็นคู่ตรงข้ามกัน แต่การเป็นคู่ตรงข้ามดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ทั้งชีวิตและความตายแยกขาดจากกันได้ สำหรับวอร์มแล้วชีวิตเป็นชีวิตได้ก็เพราะมีความตายอยู่ ขณะที่ความตายเองก็จะปราศจากความหมายในตัวมันหากไม่มีชีวิตดำรงอยู่ ในแง่นี้ ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่พร้อมๆไปกับความตายเสมอ ในชีวิตมีความตาย และดังนั้นการดูแลเอาใจใส่หรือ care จึงเป็นจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เพราะการดูแลเอาใจใส่คือปฏิบัติการของการใส่ใจเพื่อรักษาพลังของชีวิตไม่ให้ความตายพรากไปได้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จึงควรเป็นความสัมพันธ์บนฐานของการเอาใจใส่ต่อกันหรือ the care relation และดังนั้น the livable สำหรับวอร์มจึงเป็นชีวิตที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเพื่อนมนุษย์และสังคมการเมือง ขณะที่ the unlivable คือชีวิตที่ปราศจากการดูแลเอาใจใส่จากสังคมและคนรอบข้าง จนมีสถานะแบบตายทั้งเป็น นั่นก็คือมีชีวิตแต่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เพราะปราศจากการดูแลเอาใจใส่จากเพื่อนมนุษย์และสังคมการเมือง

ข้อเสนอของวอร์มนั้นเป็นข้อเสนอที่บัทเลอร์สนใจมาก โดยเฉพาะในส่วนของ implication ซึ่งบัทเลอร์เห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับข้อเสนอของตน ทว่า บัทเลอร์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าวอร์มนั้นเข้าใจผิดในประเด็นของบัทเลอร์ที่เลือกนิยาม the livable/the unlivable ว่าเป็นเรื่องของ subjectivity โดยบัทเลอร์ได้ชี้แจงว่าแม้ แนวทางที่ตนเน้นจะเป็นแนวทางแบบ subjectivity แต่ฐานคิดตั้งต้นของบัทเลอร์นั้นจะมองการดำรงอยู่ของ subjectivity ว่าเป็นสิ่งที่พ้นไปจากตัวของตนเองเสมอ (the subject always exists beyond itself) เพราะการดำรงอยู่ของเรานั้นเป็นการดำรงอยู่ในเครือข่ายที่ช่วยให้เรามีชีวิตได้ตั้งแต่ต้น ทั้งในระดับของชีวิตทางกายภาพที่เราแต่ละคนคงไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากอากาศที่มาจากการสังเคราะห์แสงของพื้ช หรือการมีตัวตนของเราซึ่งจะถูก shape ด้วยความสัมพันธ์ที่เรามีกับผุ้อื่นอยู่เสมอ ดังนั้น สำหรับบัทเลอร์แล้ว subjectivity จึงเป็นเรื่อง intersubjectivity ตั้งแต่ต้น และดังนั้นชีวิตที่ livable สำหรับบัทเลอร์จึงไม่ใช่แค่ชีวิตที่คนๆหนึ่งเป็นประธานกำหนดชะตากรรมของชีวิตตน หากแต่คือชีวิตที่อยู่ภายใต้โครงสร้างทางสังคมและสภาพแวดล้อมที่รองรับ intersubjectivity ให้คนๆหนึ่งสามารถเป็นองค์ประธานในชีวิตของตนได้ ด้วยเหตุนี้ การดูแลเอาใจใส่หรือ care จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างชีวิตที่ livable เพราะการดูแลเอาใจใส่ดังกล่าวคือการตระหนักรู้ถึงสายสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆที่เกื้อหนุนและหล่อเลี้ยงชีวิตของเราแต่ละคน และดังนั้น the unlivable จึงเป็นเรื่องของชีวิตที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตัดขาด ทำลายและหลงลืมสายสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนและก่อร่างให้ชีวิตดำรงอยู่รอดนั่นเอง

สนุกดี จริงๆทั้งคู่มีจุดยืนคล้ายกัน เพียงแต่วิธีการให้เหตุผลจะต่างกัน วอร์มนั้นเริ่มจาก ontology ก่อนขยับไปสู่ ethics และ politics ขณะที่บัทเลอร์จะเริ่มจาก politics ก่อนที่จะขยายจุดยืนไปในระดับ ontology เพื่อกลับมายืนยันประเด็นทางการเมืองของตนอีกรอบ
Profile Image for graceofgod.
291 reviews
March 27, 2024
Short and readable. I knew a bit more about Butler's position, but I found Frédéric Worms' thoughts (whom I must confess I've never encountered before) really interesting here. His attempt to revive Bergson and vitalism in a critical mode is very exciting to me.
Displaying 1 - 2 of 2 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.