งานเขียนของบุไรฮะ คือความยื้อแย่งระหว่างความต้องการสละทิ้งซึ่งธรรมเนียมรากฐานของตนเอง กับการโหยหาธรรมเนียมรากฐานพวกนั้น ไม่ให้หายไปไหน และหวังไว้ว่าซักวันหนึ่งมันจะกลับคืนมา
กลุ่มนักเขียนปฏิปักษ์สังคม บุไรฮะ แม้ชื่อของกลุ่มจะแสดงถึงความเป็นหัวขบถต่อต้านสังคม แต่หลังจากได้สัมผัสงานของพวกเขาแล้ว งานของพวกเขาคือความขบถที่เกิดจากความเสียใจต่อสิ่งดีงามมากมายที่สูญหายไปจากสงคราม โศกเศร้าต่อเพื่อนมนุษย์และตนเองที่ต้องใช้ชีวิตในสังคมที่เสื่อมทรามแห่งนี้ หนทางในการหลุดพ้น คือการใช้ชีวิตอย่างช่างแม่งต่อสังคม ช่างแม่งต่อชีวิต และช่างแม่งต่อทุกสิ่ง จึงเป็นความขบถที่ไร้ซึ่งความหวัง ไม่ใช่ความขบถที่มีความหวังต่อสังคมในอนาคต แต่กลับกันงานของพวกเขาก็มีน้ำเสียงของความโหยหาความดีงามของสังคมในอดีตก่อนสงครามจะเกิดขึ้น เป็นความสิ้นหวังที่มีความหวังว่าซักวันหนึ่งญี่ปุ่นจะกลับมาเกรียงไกรเช่นเดิม จึงเป็นการชักเย่อทางอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความทุกข์อย่างแท้จริง เพราะยังอยากมีความหวังในสังคมที่ไม่ว่าดูยังไงก็ไร้ความหวังโดยแท้
ลักษณะเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนมากในงานของ อังโกะ ทั้งงานความเรียงและงานนวนิยาย งานของอังโกะแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังมากที่สุด และเป็นงานที่แสดงถึงความหวังได้ชัดเจนมากที่สุดเช่นกัน งานของเขาทั้งสองงานนั้นมีความละเอียดทางอารมณ์และความคิดสูงมาก ตัวละครของเขาเหมือนเป็นทางผ่านของความคิด ความรู้สึกของตัวอังโกะเอง ที่สิ้นหวังต่อสังคมหลังสงคราม ซึ่งผู้คนมีความบ้าคลั่งและโง่งมในเวลาเดียวกัน เห็นได้ชัดจากตัวละครสาวปัญญาอ่อนในเรื่องเซ่อซ่าปัญญาอ่อน ที่ใช้ชีวิตเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในสังคม ใช้ชีวิตตามความต้องการของตนเท่านั้น ส่วนตัวละครอิซาวะ คือภาพแทนของความหวังในเรื่องนี้ เขาเกลียดและสิ้นหวังต่อสังคม แต่ในเรื่องนั้นเขากลับเป็นคนเล่าถึงความสวยงามของสังคมในอดีตที่ถูกทำลายลงไปหลังสงคราม ในความสิ้นหวังจึงอยากมีหวัง งานของอังโกะทำให้เราเห็นถึงสิ่งนี้จริงๆครับ
ส่วนงานบทละครของดะไซ งานชิ้นนี้แสดงถึงศีลธรรมของสังคมที่คนจำเป็นต้องละทิ้งเพื่อให้ชีวิตนั้นอยู่รอดได้ จึงเป็นภาพแทนของการตะเกียกกายคว้าจับสิ่งใดก็ได้ที่ใกล้ตัว ขณะที่ตนเองกำลังจมลงไปในเสื่อมโทรมของสังคม
และสุดท้ายงานของซาคุโนะสุเกะ งานของเขาแสดงถึงความหวังได้ดีที่สุดครับ เรียกว่างานที่ดูมืดครึ้มของอีกสองท่าน งานของเขาจะดูสว่างที่สุดแล้ว ทั้งนิยายและความเรียง คือการนำเสนอการใช้ชีวิตของคนตัวเล็กๆในสังคมที่เสื่อมลง แม้สังคมจะเปลี่ยนไป จะกระหน่ำซัดความสิ้นหวังใส่มากแค่ไหน เราก็ยังต้องมีชีวิต ก้าวเดินด้วยความหวังว่าซักวันทุกอย่างจะดีเอง
ในภาพรวมแล้วงานของทั้งสาม เกิดขึ้นจากอิทธิพลทางบริบทของสังคมในยุคนั้น ด้านหนึ่งมันจึงเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความคิดและความเชื่อของผู้คนในช่วงเวลานั้น เราจึงอ่านอย่างวิชาการเพื่อเข้าใจสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามก็ย่อมได้ หรืออ่านอย่างงานศิลปะที่แสดงออกถึงความสิ้นหวังที่มีความหวังในงานชิ้นเดียวกัน
หากเราต้องการเข้าใจงานของพวกเขาอย่างแท้จริง การอ่านโดยที่สังคมแวดล้อมของเรามีส่วนคล้ายกับงานของพวกเขานั้น อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น แล้วการอ่านในช่วงเวลานี้มันคล้ายกับบริบทในช่วงเวลานั้นหรือไม่ ต้องลองมาสัมผัสงานของพวกเขา นักเขียนปฏิปักษ์สังคม บุไรฮะ ดูครับ