Jump to ratings and reviews
Rate this book

Ισχυρό κράτος και ελεύθερη οικονομία

Rate this book
Το βιβλίο αναπτύσσει, κυρίως, τις ιδέες και τα επιχειρήματα της πρώτης γενιάς των ορντοφιλελεύθερων διανοουμένων. Η πολιτική εμπειρία των συνθηκών της Βαϊμάρης είναι ουσιώδης στη διαμόρφωση της ορντοφιλελεύθερης σκέψης. Το βιβλίο ενσωματώνει, επίσης, τις σύγχρονες ορντοφιλελεύθερες συνεισφορές που επιχειρηματολογούν στη σκιά των αρχικών αναλύσεων, όπου είναι απαραίτητο, ιδιαίτερα στην ανάλυση του ορντοφιλελεύθερου χαρακτήρα της ευρωπαϊκής νομισματικής ένωσης. Αναπτύσσει την επιχειρηματολογία του με όρους του ορντοφιλελευθερισμού, ώστε να αποδείξει τη λογική του σαν μια αυταρχική πρόταση σχετικά με τις πολιτικές προϋποθέσεις της ελεύθερης οικονομίας. Συσχετίζοντας τον ορντοφιλελευθερισμό με τον νεοφιλελευθερισμό, θα είχε νόημα να ειπωθεί ότι ο νεοφιλελευθερισμός είναι πιο ατομικιστικός στην αντίληψή του για την ελεύθερη οικονομία, σε αντίθεση με τον πιο κρατικοκεντρικό ορντοφιλελευθερισμό. Ωστόσο, η διαφορά μεταξύ ορντοφιλελευθερισμού και νεοφιλελευθερισμού του Σικάγου δεν είναι διαφορά μεταξύ δογμάτων αλλά ως προς την έμφαση, η οποία έχει να κάνει με το συγκεκριμένο ιστορικό και κοινωνικό πλαίσιο, μέσα στο οποίο έθεσαν ερωτήματα, όπως το τι περιλαμβάνεται στην έννοια της «ατομικής ιδιοκτησίας» και τι χρειάζεται να γίνει για να συντηρηθεί και να διατηρηθεί μια ελεύθερη οικονομία. Έτσι, αυτή η διαφορά είναι μια λεπτομέρεια, παρά μια πραγματική διαφορά. Κατ’ αυτόν τον τρόπο, η οικονομική θεωρία, αναπτυγμένη από τους Walter Eucken, Franz Böhm, Friedrich von Hayek, Wilhelm Röpke, Alexander Rüstow και άλλους, οδήγησε στην άποψη ότι «σε μία μαζική κοινωνία, η λειτουργικότητα του συστήματος των επιχειρήσεων απαιτεί την ύπαρξη ενός σαφούς πλαισίου, βασισμένου σε κανόνες».

Η οργάνωση του ανταγωνισμού είναι ένα πολιτικό καθήκον και προσδιορίζει το φιλελεύθερο κράτος ως ισχυρό κράτος, σκοπός του οποίου είναι η «αστυνόμευση της ευταξίας της αγοράς» μέσω μιας «κεντρικής αρχής, ισχυρής αρκετά, προκειμένου να διατηρήσει την τυπική ισότητα ανταλλαγής μεταξύ των οικονομικών παραγόντων», καθώς και η αστυνόμευση της κοινωνικής τάξης, συμπεριλαμβανομένων των δεοντολογικών, ηθικών και κανονιστικών πλαισίων της ατομικής συμπεριφοράς.

408 pages, Paperback

First published January 1, 2017

6 people are currently reading
133 people want to read

About the author

Werner Bonefeld

46 books8 followers

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
8 (47%)
4 stars
4 (23%)
3 stars
5 (29%)
2 stars
0 (0%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 5 of 5 reviews
Profile Image for Carlos García.
6 reviews
November 9, 2025
La verdad es q no esperaba mucho de este libro pero creo q se ha convertido en uno d mis favoritos en lo referente al liberalismo.
No puedo más q recomendarlo a cualquiera q esté interesado en la ideología y calado de las instituciones europeas q gobiernan nuestro día a día.
Profile Image for Tasos Droulias.
123 reviews5 followers
December 17, 2021
Όταν ξεκίνησα να διαβάζω αυτό το βιβλίο δεν ήξερα τι είναι ο ορντοφιλελευθερισμός και πως έχει κυριαρχήσει στις ζωές μας. Χρειάστηκε να ψάξω όλους αυτούς τους οικονομολόγους. Χρειάστηκε να διακόψω την ανάγνωση και να διαβάσω τις αντίστοιχες παραδόσεις του Φουκώ. Χρειάστηκε να το ξαναπιάσω από την αρχή αλλά άξιζε τον κόπο. Ο Bonefeld, θεωρητικος της "Νέας Ανάγνωσης του Μαρξ", μας δείχνει με ποιο τρόπο γίνεται στο σημερα η κριτική της πολιτικής οικονομίας.
Ιδιαίτερη αξία έχει το τελευταίο μέρος σ.255 κ.ε. όπου δείχνει με ποιο τρόπο τα ορντοφιλελεύθερα ιδεώδη αποτέλεσαν το μοντέλο της Ευρωπαϊκής Ένωσης και του ευρώ. Η ανάλυση περιστρέφεται γύρω από την ελληνική κρίση, και είναι απαραίτητο ανάγνωσμα για όποιον θέλει να κατανοήσει τι συνέβη τελικά στις ζωές μας.
Profile Image for Attasit Sittidumrong.
157 reviews17 followers
April 9, 2023
1.ผู้เขียนเสนอว่าระเบียบทางการเมืองที่ขับเคลื่อนกลไกทางนโยบายของสหภาพยุโรป ไม่ใช่ระเบียบแบบเสรีนิยมใหม่อย่างที่นักวิชาการหลายๆคนเข้าใจ แต่คือสิ่งที่เรียกว่า ordoliberalism หรือเสรีนิยมตามระเบียบ อันเป็นแนวทางจากการผสมผสานนโยบายเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยไฟร์บวกร์ที่นำโดย วอลเตอร์ อุคเค่นและฟรานซ์ โบห์ม และนโยบายสังคมของนักวิชาการอย่างอเล็กซานเดอร์ รัสทาว, อัลเฟรด มุลเลอร์-อาร์แมค และวิลเลี่ยม ร็อคเค่ โดยระเบียบแบบ ordoliberalism นี้ จะถูกใช้เป็นเข็มทิศที่กำกับระเบียบทางการเมืองของสหภาพยุโรปผ่านสิ่งที่เรียกว่า Ordungsgefuge หรือสถาบัน/หน่วยงานที่วางแผนและกำกับนโยบายต่างๆของสหภาพยุโรป ภายใต้การให้ความสำคัญไปกับการปกป้องพื้นที่ของการทำการค้าอย่างเสรีหรือ Free Economy ในฐานะพื้นที่ที่ช่วยให้มนุษย์บรรลุเสรีภาพอันเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุด

2.โดยสอดคล้องต้องกับเสรีนิยมใหม่ที่พิจารณาเสรีภาพว่าเป็นคุณค่าสำคัญสูงสุดสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ordoliberalism เองก็มองเสรีภาพว่าเป็นหัวใจที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตสายพันธ์อื่นๆในโลก ทว่าในขณะที่เสรีนิยมใหม่อาจมองเสรีภาพว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตลอดจนมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่ช่วยให้การถือครองทรัพย์สินธ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกลไกหลักในการดำเนินกิจการต่างๆ ordoliberalism กลับมองเสรีภาพว่าคือผลลัพธ์จากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เสรีภาพมิได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่ต้น หากแต่เป็นผลจากความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ที่ผลักดันให้มนุษย์ยกระดับตนเอง เอาชนะสิ่งมีชีวิตอื่นๆผ่านอารยธรรมที่มีความเจริญรุ่งเรืองจนมีอิสรเสรีเหนือบงการของธรรมชาติต่างหาก เสรีภาพในฐานะคุณค่าสูงสุดสำหรับ ordoliberalism จึงเป็นเสรีภาพที่วางอยู่บนการแข่งขัน ขิงดีชิงเด่น เป็นเสรีภาพที่คงมิอาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากระเบียบหรือ ORDO ที่มุ่งสร้างและประกันไว้ซึ่งการแข่งขันอย่างเสรี ระเบียบซึ่งที่สุดแล้วก็คือกลไกเศรษฐกิจแบบตลาดสัมบูรณ์ที่สนับสนุนให้มนุษย์เข้ามาแข่งขันทางการค้ากันอย่างเสรีโดยปราศจาการแทรกแซงของรัฐและปัจจัยภายนอกอื่นๆ ในแง่นี้ Free Economy หรือพื้นที่ของการทำการค้าอย่างเสรี จึงมิเพียงแต่เป็นแค่ระบบเศรษฐกิจ หากยังมีสถานะเป็นระเบียบทางศีลธรรมที่นอกจากจะประกันเสรีภาพในการแข่งขันให้กับมนุษย์แล้ว ยังช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ได้อีกด้วย เสรีนิยมแบบ ordoliberalism จึงเป็นเสรีนิยมที่มุ่งกำกับทิศทางของสังคมการเมืองตลอดจนวิถีชีวิตของพลเมืองในภาพรวม(ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ทางเศรษฐกิจ) สาระสำคัญของเสรีนิยมแบบนี้จึงเป็นอย่างอื่นไปเสียมิได้นอกจาก ordnungspolitik หรือการเมืองของการจัดตั้ง/พิทักษ์ระเบียบที่เสรี โดยการจัดตั้ง/พิทักษ์ระเบียบเสรีดังกล่าวจะทำงานในสองระดับ คือระดับของการใช้ชีวิตที่จะมุ่งประทับและเสริมสร้างให้พลเมืองมีจิตวิญญาณของนักประกอบการผู้นอกจากจะมีวินัย ขยัน พร้อมต่อสู้แข่งขันในสนามการค้าภายใต้กติกาที่เป็นธรรมแล้ว ยังพิจารณาว่าการทำการค้าดังกล่าวคือหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่จะช่วยพัฒนาสังคมการเมืองผ่านผลผลิตจากการทำการค้าของตน ส่วนในระดับที่สองนั้นจะเป็นการเมืองของการสลายความเป็นการเมือง(depoliticization) โดยการสลายความเป็นการเมืองดังกล่าวก็คือการสลายการแบ่งกลุ่ม/แบ่งฝ่ายภายใต้ขั้วตรงข้ามแบบมิตร/ศัตรูในพื้นที่ทางเศรษฐกิจเพื่อป้องกันความขัดแย้งจากความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากผลของการแข่งขันในตลาดเสรี การเมืองในระดับที่สองของ ordnungspolitik จึงเป็นการเมืองที่เน้นบทบาทของรัฐในฐานะกลไกสำคัญที่คอยป้องกันไม่ให้มีการแบ่งกลุ่ม/แบ่งฝ่ายภายใต้ขั้วตรงข้ามแบบมิตร/ศัตรูในพื้นที่ทางเศรษฐกิจ พูดง่ายๆก็คือการเมืองในระดับที่สองของ ordnungspolitik นี้จะเป็นการเมืองที่มุ่งขจัดไม่ให้พื้นที่ทางเศรษฐกิจมีการ ฮั้ว ผูกขาดรวมไปถึงความไม่เป็นธรรมของการแข่งขันจนเป็นข้ออ้างนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบมิตร/ศัตรู การเมืองดังกล่าวจึงเป็นการเมืองที่ต้องอาศัยรัฐที่เข้มแข็งหรือ strong state ซึ่งจะเป็นรัฐที่มิได้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือรัฐในฐานะองค์อธิปัตย์ผู้ผูกขาดอำนาจสูงสุดในการตัดสิน ประกาศสภาวะยกเว้น (state of exception) ว่าใครหรือฝ่ายใดคือศัตรูของระเบียบทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมด

3. ถึงตรงนี้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ฐานรากสำคัญของ ordoliberalism ที่ขับเคลื่อนผ่าน ordnungspolitik นั้นจะไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการสานต่อแนวคิด/ทฤษฎีของคาร์ล ชมิทท์ นักนิติปรัชญาชาวเยอรมันผู้ได้ชื่อว่าเป็นมือกฎหมายแห่งพรรคนาซีในเยอรมันช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยแกนสำคัญในความคิดของชมิทท์ก็คือการโจมตีระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ขับเคลื่อนผ่านรัฐสภาโดยมองว่าระบอบดังกล่าวคือระบอบที่เปิดโอกาสให้มวลชนผู้เกียจคร้านกลายมาเป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจกำหนดแนวทางของสังคมการเมืองตลอดจนทำให้ผู้นำไม่สามารถกำหนดแนวทางที่ถูกต้องให้กับสังคมการเมืองได้ โดยทางแก้ที่ชมิทท์เสนอนั้นก็คือการเน้นย้ำไปที่สารัตถะของรัฐซึ่งจะไม่ใช่เรื่องของการรับฟังเสียงของมวลชน/ประชาชน แต่คือการเป็นองค์อธิปัตย์ผู้ผูกขาดอำนาจในการตัดสินใจอย่างการประกาศสภาวะยกเว้นว่าใคร/ฝ่ายใดคือมิตรและศัตรูของสังคมการเมืองและพลเมืองภายในสังคมทั้งหมด ความน่าสนใจก็คือ เมื่อข้อเสนอดังกล่าวของชมิทท์ถูกนำมาพิจารณาเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองในเยอรมันช่วงทศวรรษที่ 1930 ก็จะพบว่าระเบียบการเมืองที่ชมิทท์มุ่งปกป้องนั้นจะไม่ใช่อะไรเลยนอกจากระเบียบของเสรีนิยมที่ให้ความสำคัญกับ Free economy นั่นเอง ความเป็นการเมืองของชมิทท์จึงเป็นการเมืองที่มุ่งปกป้องระบอบเสรีนิยมและการค้าขายภายใต้กลไกตลาด หรือก็คือการเมืองของการเบียดขับประชาธิปไตยในฐานะระบอบการเมืองของมวลชนให้กลายเป็นปฏิปักษ์/ศัตรูเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งคุณค่าของระบอบเสรีนิยมและการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี แน่นอน ว่าความคิดของชมิทท์ข้างต้นนี้สุดท้ายแล้วก็จะได้รับการสานต่อจากกลุ่มนักคิดสายเสรีนิยมตามระเบียบโดยเฉพาะจากข้อเสนอของรัสทาวผู้เป็นลูกศิษย์ของชมิทท์โดยตรง นั่นก็คือข้อเสนอซึ่งพิจารณาว่าระบอบการเมืองที่เหมาะสมต่อ ordoliberalism นั้นไม่ใช่ระบอบเสรีประชาธิปไตย เพราะระบอบดังกล่าวเป็นระบอบที่ทำให้รัฐอ่อนแอต้องฟังเสียงของมวลชน(ผ่านกลไกการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย) แต่คือระบอบเสรีอำนาจนิยมหรือ Liberal Authoritarianism ที่รัฐและผู้นำจะไม่ใช่นักการเมืองจากการเลือกตั้ง(ที่ต้องฟังเสียงของมวลชน) แต่จะเป็นเหล่าเทคโนแครต นักวิชาการ ผู้ตั้งมั่นในอุดมการณ์ของการแข่งขันอย่างเสรีโดยไม่มีฝักฝ่ายหรือเป็นหุ่นเชิดกับทั้งกลุ่มทุนต่างๆและเหล่ามวลชน/ประชาชนภายในประเทศ

4.ในแง่นี้ สหภาพยุโรปจึงไม่ใช่องค์กรเหนือรัฐชาติ แต่คือรัฐแบบใหม่ เป็นรัฐเข้มแข็งที่มุ่งจัดตั้ง/พิทักษ์ระเบียบการค้าแบบเสรีบนแนวทางของ ordoliberalism เห็นได้จากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ ordoliberalism ได้กลายเป็นแนวทางเบื้องหลังการออกแบบประชาคมทางเศรษฐกิจของยุโรปในฐานะระเบียบทางการเมืองที่มุ่งสร้างระบบการค้าเสรีข้ามพรมแดน ผ่านการรวมศูนย์อำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศภายใต้การบริหารจัดการของ Ordungsgefuge หรือหน่วยงานพิเศษอย่างคณะกรรมมาธิการยุโรป(European Commission) ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป (Court of the Justice of the European Union) ธนาคารกลางยุโรป ( The European Central Bank) และคณะกรรมการยุโรป (European Council) ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยเทคโนแครตที่คอยตัดสินและวางนโยบายต่างๆของสหภาพโดยไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของมวลชน/ประชาชน เช่นเดียวกับรัฐบาลของประเทศสมาชิกเอง—ซึ่งล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนภายในประเทศ—ก็จะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแค่กลไกที่ต้องคอยบังคับใช้นโยบายที่มากจากหน่วยงานดังกล่าวโดยไม่อาจขัดขืนได้ การเกิดขึ้นของสหภาพยุโรปจึงกลายเป็นอวตารของปรากฏการณ์สำคัญอย่างการเกิดรูปของรัฐแบบใหม่ที่ไปไกลกว่ารูปของรัฐชาติ ซึ่งการเกิดรัฐรูปแบบใหม่นี้ยังส่งผลโดยตรงต่อการท้าทายระเบียบของประชาธิปไตย เพราะในขณะที่รัฐชาติคือรัฐที่สถาปนาตนเองบนอำนาจอธิปไตยจากประชาชนจนทำให้ตัวมันเองตั้งอยู่บนเงื่อนไขของระบอบประชาธิปไตย รัฐแบบใหม่นี้คือรัฐของเทคโนแครตที่อาศัยคุณค่าของเสรีนิยมหากแต่หลุดลอยออกจากประชาชนไปเป็นรูปแบบของอำนาจนิยมมากกว่า
Profile Image for Emma Charala.
160 reviews31 followers
August 15, 2025
Ισχυρό Κράτος και Ελεύθερη Οικονομία – Werner Bonefeld
Το κράτος είσαι εσύ (αν είσαι τράπεζα)

Το να διαβάζεις Bonefeld είναι κάπως σαν να κάθεσαι σε σεμινάριο όπου ο εισηγητής σου υπόσχεται να αποδομήσει την αυταπάτη του οικονομικού ουδέτερου κράτους... και στο τέλος του μαθήματος βρίσκεσαι να αναρωτιέσαι αν τελικά για όλα φταίει ο Κέυνς που έφαγε πρωινό με τη Ρούζβελτ και όχι η Σίτι του Λονδίνου που γιόρτασε την κρίση του 2008 με σαμπάνια.
Το βιβλίο είναι ένα ιδιότυπο ταξίδι στον ορντοφιλελευθερισμό – την αγαπημένη σχολή σκέψης της μεταπολεμικής Γερμανίας που μας χάρισε τα θεμέλια της σημερινής ΕΕ με τον ζήλο γυμνασιάρχη για δημοσιονομική πειθαρχία. Ο Bonefeld κάνει καλή δουλειά στο να εξηγήσει γιατί ο "ελεύθερος ανταγωνισμός" χρειάζεται ένα ισχυρό κράτος για να τον επιβάλλει – κι εδώ πιάνει ένα από τα κεντρικά ψέματα του νεοφιλελευθερισμού με αξιοσημείωτη καθαρότητα. Καμία “αγορά” δεν αυτορυθμίζεται χωρίς μπράβους – απλώς οι μπράβοι τώρα φορούν κοστούμια και έχουν τίτλους σαν “επιτροπή ανταγωνισμού”.
Ωστόσο, εκεί που το βιβλίο αρχίζει να χάνει έδαφος είναι στην επιμονή του να βλέπει στον Κεϋνσιανισμό και στην “παραχωρητικότητα” προς την εργατική τάξη μια ιστορική παρέκκλιση που ευθύνεται περίπου για όλα: από τον πληθωρισμό μέχρι τη χαλάρωση των ηθών.
Αυτή η σχεδόν θεολογική εμμονή με την “αμαρτία” της αναδιανομής αγγίζει οριακά το δογματικό, κι αν έχεις –όπως εγώ– μια μικρή αδυναμία στις αναρχικές αιρέσεις και έναν σχετικό σκεπτικισμό απέναντι στο “δικαίωμα στην ατομική ιδιοκτησία” ως φυσικό νόμο, τότε η απόλυτη ευλάβεια του Bonefeld προς το τοτέμ της ιδιοκτησίας σε αφήνει με την απορία αν διαβάζεις κριτική πολιτική οικονομία ή κάποιον που γράφει ερωτικά ποιήματα για το θεσμό της σύμβασης.
Εν ολίγοις: το βιβλίο έχει θεωρητικό ενδιαφέρον, ιδίως για όσους θέλουν να καταλάβουν τις ρίζες του ορντοφιλελευθερισμού και να εντοπίσουν τις ρωγμές του κράτους ως δήθεν "ουδέτερου διαιτητή". Αλλά η ιδεολογική του μονομέρεια, η καχυποψία του προς κάθε ίχνος συλλογικού δικαιώματος, και η αδυναμία του να αναγνωρίσει άλλες ιστορικές αιτίες (ή εναλλακτικές) περιορίζουν σημαντικά την εμβέλειά του. Όχι αδιάφορο – απλώς όχι και το ευαγγέλιο.
Αν μη τι άλλο, μου ξύπνησε την επιθυμία να ξαναδιαβάσω Κροπότκιν. Ή έστω μια καλή ιστορική μελέτη για το κοινωνικό κράτος πριν την επίσημη αναγγελία του θανάτου του.
Displaying 1 - 5 of 5 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.