ภาพรวมความรู้สึกของเราหลังจากที่ได้อ่าน เรารู้สึกพิลึก รู้สึกแปลกๆ กับความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน เป็นกลุ่มเพื่อนที่มาแนวเพื่อนรักหักเลี่ยมโหด ตัวละครก็จะมีความเป็นนิยายสูงมาก คือ ตัวร้ายก็ร้ายมาก ร้ายแบบบิดเบี้ยว คิดไปเองว่าเดี๋ยวแย่งผู้ชายได้ จากนั้นสลับคู่ผู้ชายกับนางเอกแล้วชีวิตจะมีความสุข นางเอกนั้นก็สมบูรณ์แบบ เป็นผู้หญิงที่รวบรวมความเป็นนางเอกไว้ทุกมิติ สวย ฉลาด รวย มีสกุล เป็นชนชั้นนำของสังคม เอาชนะตัวร้ายได้ทุกกระบวนท่า ทุกคนล้วนชื่นชอบ เป็นคนที่มีน้ำใจทำความดีเท่าไหร่ตัวร้ายยังเนรคุณอะไรแบบนี้ แมรี่ ซูแบบสุดๆ
โดยรวมคือคาแรคเตอร์ตัวละครชัดมาก ชัดในเชิงนิยายไม่ใช่ในเชิงสมจริง ขณะเดียวกันเนื้อหาออกแนวปลุกใจรักชาติ คนไทยดีกว่าใคร มองประเทศไทยดีที่สุด สงบสุด เป็นที่น่าอิจฉาที่สุด แต่ทั้งหมดนี้มาจากความคิดเห็นของตัวละครที่อยู่ในชนชั้นเจ้านาย กล่าวในแง่ของคนที่พยายามจะอ่านอย่างปราศจากอคติคือ ด้วยความที่มันเป็นนิยายเก่า เรื่องราวมันก็จะออกมาแนวเชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์แบบนี้แหละ 55+ แอบปลง
ส่วนด้านอื่นๆ เรื่องราวจะบอกเล่ารายละเอียดปลีกย่อยวิถีชีวิต ความเป็นอยู่เยอะมากๆ คล้ายกับการได้อ่านงานเขียนเชิงมานุษยวิทยา นักเขียนบรรยายรวมไปถึงคติ ความเชื่อเฉพาะหลากหลายชาติพันธุ์ของตัวละครในเรื่อง วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนช่วงราวปี 2500 เป็นการพรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพการดำรงชีวิตของแต่ละตัวละครได้ นอกจากนี้ยังเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของกลุ่มคนที่ลี้ภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยทับซ้อนไปกับขนมธรรมเนียมชนชั้นสูง ชนชั้นเจ้านาย
ภาษาในนิยายเรื่องนี้จะเป็นภาษาเก่า สำนวนออกจะโบราณไปนิด หลายคำที่อ่านแล้วต้องมาไล่หาความหมายในอินเทอร์เน็ต อีกทั้งมีการใช้ภาษาอื่นประกอบด้วย อ่านข้ามๆ ก็เข้าใจได้ แต่อ่านให้ครบอรรถรสก็อยากจะแนะนำให้ลองค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ หาความหมาย ก็จะได้อารมณ์มากขึ้น
คุณค่าประการหนึ่งที่เราสัมผัสได้คือ นิยายเรื่องนี้เขียนถึงเรื่องราวช่วงปี 2500 โดยผู้เขียนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นเอง ถ้อยคำต่างๆ ที่ผู้เขียนบรรยาย มีสิ่งละอันพันละน้อยประกอบอยู่ ช่วยให้เราจินตนาการถึงผู้คน สภาพสังคมในสมัยนั้นได้ดีมากๆ อ่านแล้วรู้สึกอบอวลด้วยบรรยากาศประเทศไทยในยุคสมัยเดียวกันกับตัวละครในเรื่อง
หลายฉากหลายตอนที่นักเขียนมักจะบรรยายความรู้สึกของตัวละครด้วยการเปรียบเปรยกับสิ่งต่างๆ ยาวเป็นย่อหน้า เช่น การเต้นลีลาศกับการใช้ช้อน ส้อมรับประทานอาหาร โดยรมณีย์เตือนตัวเองว่าการที่ภาณุเต้นรำกับเธอเพียงคนเดียวนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา มันเป็นเพียงการเต้นลีลาศ มีเป้าหมายเพื่อการคบค้าสมาคมโดยใช้ธรรมเนียมตะวันตก เหมือนกับที่ใช้ช้อน ส้อมกินข้าว มันก็เท่านั้นไม่จะเป็นต้องยึดถือเหตุการณ์ตรงนี้มาตีความเป็นอย่างอื่น เป็นต้น การเปรียบเปรยยาวแบบนี้ อ่านแล้วรู้สึกแปลกดีไม่ค่อยเห็นในงานเขียนสมัยนี้เท่าไหร่
เราเคยเขียนไว้ในปาริชาตลวง ในนิยายเรื่องนั้น นักเขียนกำลังเล่ามาถึงตอนท้ายแล้วตัดจบลงดื้อๆ เสียเลย นั่นเราก็รู้สึกแย่แล้ว มาเรื่องนี้ นักเขียนไม่เพียงตัดจบ ปมที่ทิ้งไว้ก็ยังไม่คลายเลยเรื่องที่ภาณุมีความสัมพันธ์กับสร้อยแสงฟ้า อีกทั้งยังมีการปูบริบทของตัวร้ายไว้อย่างน่าเกรงขาม แต่ดันตัดจบแบบเราพูดไม่ออกเลย ตรงจุดนี้นับเป็นความเสียใจของการอ่านหนังสือมา 378 หน้า อย่างสุดซึ้ง อย่างที่เราเขียนไว้ข้างบนว่าในนิยายเรื่องนี้นักเขียนพรรณนา บรรยายสิ่งต่างๆ มากมาย แต่พอเข้าช่วงท้ายเหมือนเหยียบคันเร่งแล้วเหยียบมิดตกคลองไป จบแบบเราเข็ดมาก ไม่กล้าอ่านเรื่องอื่นของนามปากกานี้ต่อเลย ใจไม่สู้ กลัวซ้ำรอยแบบเดิม
.
🌼 สำหรับเรื่องนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะ #แนะนำอ่าน ดีไหม เพราะเราไม่ได้ชอบ แน่นอนล่ะมันเป็นเขียนที่มีคุณค่า แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าอ่านแล้วเราสนุก ตอนอ่านคล้ายกับกำลังกินยาขม สาเหตุที่เราหยิบมาอ่านเพราะมีในกองดอง ซึ่งเรากำลังทำภารกิจทลายกองดอง นิยายเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องพิชิตน่ะ ช่วงหลังที่ได้อ่านนิยายไทยเก่าๆ หลายเรื่อง เรารู้สึกว่าคนที่อ่านแนวนี้ต้องเป็นคนรุ่นเก่า หรือคนที่ชอบแนวนี้แบบจริงจัง ไม่งั้นอาจไม่รอด โลกมันเปลี่ยนไปมาก นิยายแบบเดิมๆ ที่ก้มหน้าเชิดชูชาติ เสพสุขแบบเจ้าขุนมูลนายนี่ เราไม่อินไง แต่ลางเนื้อลางยานะ คุณอาจเป็นคนที่ลองหยิบมาอ่านแล้วติดใจก็ได้ ใครจะรู้ 😉