Jump to ratings and reviews
Rate this book

รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง

Rate this book
วิกฤติเรียกร้องให้เราทำสิ่งต่างไปจากเดิม ช่วงเวลาเช่นนี้เองที่จะนิยามตัวตนของเรา

โลกเต็มไปด้วยความผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การเรียนรู้ต้องวิ่งไล่ให้ทัน โรคระบาดใหญ่อย่างโควิด-19 นับเป็น ‘ช่วงเวลาสำคัญ’ สำหรับทุกคน

ในวิกฤตแบบนี้ แต่ละคนล้วนพยายามนิยาม 'ตัวตนใหม่' ปรับเปลี่ยน พัฒนา สร้างสรรค์ ทำทุกวิถีทางเพื่อปรับตัวให้เข้ากับโอกาสใหม่ ทำทุกกระบวนท่าที่ให้อยู่รอด และหาวิธีพาทีมงานและเพื่อนร่วมสังคมให้รอดไปด้วยกัน

ช่วงเวลาเช่นนี้เองคือ ‘Defining Moment’

เวลาแห่งการ 'นิยามตัวตนใหม่'

‘รวิศ หาญอุตสาหะ’ รวบรวมและเรียบเรียงแง่มุมสำคัญสำหรับห้วงยามเช่นนี้ออกมาเป็นงานเขียนขนาดกระชับแต่เข้มข้นเหมาะกับช่วงเวลาอย่างยิ่ง อ่านเพื่อเสริมมุมมองสำหรับตัวเอง ธุรกิจ และโลกขณะนี้ เพื่อนิยามตัวเองใหม่ในช่วงเวลาของ..."รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง"

240 pages, Hardcover

Published July 1, 2021

12 people are currently reading
48 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
24 (31%)
4 stars
32 (42%)
3 stars
18 (23%)
2 stars
2 (2%)
1 star
0 (0%)
Displaying 1 - 9 of 9 reviews
Profile Image for Tuitui Liw.
159 reviews7 followers
May 2, 2022

หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ที่เปรียบแล้วเหมือนช่วงเวลาการเดินทางของชีวิต

Defining Moment ช่วงตื่นรู้
ช่วงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้เราฉุกคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองในวันนี้เพื่อกำหนดอนาคตของเรา เปรียบเสมือนยามเช้าตรู่


– หลายๆสิ่งที่เราทำเป็นประจำ เราอาจไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่นานวันเข้า มันอาจส่งผลกระทบในท้ายที่สุดให้เราได้ เหมือนกับการแปรงฟัน คนที่สักแต่แปรงแค่ให้ปากสดชื่น กับคนที่ละเมียดละไมดูแลช่องปากอย่างดี แปรงอย่างใจเย็นและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ แรกๆมันไม่เห็นผลความต่าง แต่เวลาผ่านไปนับสิบปีผลลัพธ์ของสองคนนี้จะต่างกันมากทีเดียว อย่าประมาทพลังของสิ่งเล็กๆที่เราเลือกทำทุกวัน

– งานทุกงานมีความหมายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม อย่าทำส่งๆ ให้ทำอย่างดีที่สุด

– ในยามปกติอาจไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ แต่ถ้ามีวิกฤตเกิดขึ้น อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดไป ลองอาสาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ สำเร็จหรือล้มเหลวก็ถือว่าได้ลองทำแล้ว และยังได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์

– จำไว้ว่าทางเลือกเป็นของทุกคน อยากมีชีวิตแบบไหน เลือกทางไหน ไม่ผิด แค่ต้องยอมรับผลของมันให้ได้

– เมื่อเกิดอาการขี้เกียจ ลองถามตัวเองดังนี้

1. คนที่ประสบความสำเร็จจะทำอย่างไรถ้ามีเป้าหมายเดียวกับเรา (ลองสวมแว่นของ Bill Gates, Elon Musk ดู)

2. ฉันจะรู้สึกอย่างไรถ้าทำงานนี้ไม่สำเร็จ (เราจะเสียดาย หรือเสียโอกาสอะไรไปบ้าง)

3. อะไรคือสิ่งแรกที่ฉันจำเป็นต้องทำ (แบ่งการทำงานออกเป็นส่วนๆ)

4. ถ้าให้เลือกทำสิ่งเดียวที่จะทำให้งานเสร็จทันเวลา สิ่งนั้นคืออะไร


และคำถามปิดท้าย ถ้างานนี้ไม่สำเร็จ ใครบ้างที่โดนผลกระทบและเรารับผิดชอบไหวหรือไม่


– ลงมือทำอะไรสักอย่างไปก่อน แม้ยังไม่เพอร์เฟกต์ ในขั้นแรก ปริมาณสำคัญจะกว่าคุณภาพเสมอ ผลงานของบรรดาอัจฉริยะโลกทั้งหลายที่มีชื่อเสียง ย่อมผ่านการฝึกซ้อมผ่านผลงานที่ไม่มีชื่อเสียงมานับไม่ถ้วน พรสรรค์ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน

– ลองขบคิดหาทางออกด้วยตัวเองก่อนขอความช่วยเหลือจากใคร ลอง Trial and Error เพื่อลดความเสี่ยงก่อน ถ้าไม่มีทางออก ให้สร้างประตูขึ้นมาเอง

– Connection มีหลายแบบ แบบที่ดีที่สุดคือ การได้จากการที่คนอื่นเห็นความสามารถของเรา และพยายามอย่าใช้มันในทางที่ผิด

– การเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนา การสร้างความยอดเยี่ยมคือการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

– การทำธุรกิจเหมือนการอยู่ในหุบเขา สภาพจิตใจของเราจะเริ่มจาก

1. ช่วง Euphoria เป็นช่วงเคลิบเคลิ้มว่าไอเดียเราเจ๋ง อยู่ในช่วงกำลังคึก คิดว่าตัวเองมีแต้มต่อ

2. ช่วงเริ่มลงหลักปักฐาน ความจริงจะเริ่มปรากฏ หลายสิ่งอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

3. ช่วงดำดิ่ง เป็นช่วงที่อะไรก็ดิดขัดไปหมด เป็นทางแยกระหว่าง เจ๊ง กับไปต่อในข้อที่4

4. เริ่มหาที่ของตัวเองเจอ เราจะเริ่มมองเห็นภาพธุรกิจตามความจริง ถ้าบริหารดีๆ จะเริ่มมีระบบแบบแผนขึ้น

5. ช่วงเวลาแห่งการเติบโต ปัญหามาก็แก้ไขไป อาจจะวนกลับไปข้อ 1 หรือข้ามภูเขาลูกใหม่





Tight-Loose-Tight การยืดหยุ่นทางความคิด
ช่วงนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการบริหารสำหรับผู้นำหรือทุกคนในสถานการณ์ต่างๆ เปรียบเสมือนช่วงเที่ยง ไฟในการทำงานยังแรง


คุณรวิศยกตัวอย่างมาจากคุณซิกเว่ เบรกเก้ CEO Telenor Group เกี่ยวกับหลักการบริหารแบบ Trusted Based Leadership เขาบอกว่าผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดคือ ผู้นำที่มีทีมที่เก่งในแต่ละด้านอยู่รอบตัว ซึ่งควรใช้หลักการบริหารคนเหล่านี้แบบ Tight-Loose-Tight

1. Tight คือ เป้าหมายต้องชัด ให้ทุกคนเข้าใจภาพรวมตรงกัน จะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

2. Loose คือ วิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น Flexible ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ให้สิทธ์คนทำงานเป็นเจ้าของงาน มีอิสระในการออกแบบการทำงานเอง

3. Tight ผู้นำต้องเข้าใจการติดตามงาน วัดผล และให้ Feedback ที่ดี


ซึ่งดูเหมือนไม่ซับซ้อนอะไร แต่ทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะผู้นำบางคนเป็นแบบ

Tight-Tight-Tight ( เข้มงวดทั้งหมด)

Loose-Loose-Loose (เป้าไม่ชัดเจน ปล่อยให้ทำไม่มีทิศทาง ปล่อยตามมีตามเกิด)

Tight-Loose-Tight (หัวหน้าไม่รู้ความต้องการตัวเอง แต่เข้มงวดกระบวนการมากๆ และไม่รู้จะวัดผลอย่างไร เพราะความต้องการไม่ชัดเจนแต่แรก)


ผู้นำที่ดีจะมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนอยากเดินตาม เอาหลักการนี้ไปปรับใช้ในวันที่ต้องนำคนก็ดีนะ จริงอยู่ที่ว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องไม่มีผิดถูก แต่อย่าสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กลัวการผิดพลาด ซุกปัญหาไว้ใต้พรม รับฟังแต่ข่าวดี ทำแบบนี้เหมือนติดระเบิดเวลาไว้ที่องค์กร




The Amount of Joy ความสุขของชีวิต
ช่วงนี้พาเรามาสู่จุดที่ทบทวนตัวเองหลังจากใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นที่ผ่านมา ว่ายังมีอะไรที่เสียดายในชีวิตอีกหรือไม่ เปรียบเสมือนช่วง afternoon tea สบายๆ พักสายตา นั่งตกผลึกไป


– ชีวิตเรามีหลายแง่มุม ลองโฟกัสแง่ที่ส่งผลต่อชีวิตของเราที่เหลือจนตาย คือเรื่อง เงินทอง ความรัก และงาน ตามจริตของตัวเองไม่ต้องตามกระแสสังคมหรือตามไม้บรรทัดของคนอื่น


– อย่ารีบเชี่ยวชาญเร็วเกินไป นักกีฬาชื่อดังหลายๆคนก็ไม่ได้กีฬานั้นๆอย่างเดียวตั้งแต่แรก (ยกเว้นไทเกอร์ วูดส์) พวกเขาลองหลายอย่าง ทำให้ได้สกิลอื่นๆติดตัวมาด้วย สะสม Small Win จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองเพื่อนำไปสู่ Big Win


– ลองทำนิสัยเล็กๆที่เปลี่ยนชีวิต เช่น นั่งสมาธิสั้นๆ ดื่มน้ำทุกชั่วโมง เปิดประตูให้คนอื่น ทำตัวให้แก่ช้าลง Young at Heart โดยการกินอาหารสุขภาพดี ปล่อยให้หิวบ้าง อยู่กับคนต่างวัยบ้าง ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบ้าง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดื่มด่ำแต่พอดี (ไม่หักโหม) อยู่คนเดียวบ้าง ลองของใหม่ๆ ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง มีความสุขกับเรื่องเล็กๆรอบตัวทุกวัน


-เราไม่สามารถหยุดอายุได้ แต่เราเลือกที่จะไม่แก่ได้


-และในการที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การอ่านหนังสือ หา Input ดีๆเข้าตัว เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินไปและโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานแบบเดิมๆ




Wake Up Call ตื่นเถอะ ตาสว่างเสียที
ช่วงนี้จะสะท้อนให้เราเห็นว่า ที่ผ่านมาเราทำทุกอย่างเพื่อตัวเองมาโดยตลอด ถึงเวลาที่ต้องปรับความคิดอะไรบางอย่างของตัวเราเพื่อให้สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันดีขึ้นไปด้วย เปรียบเสมือนช่วงค่ำ ก่อนนอนของเรา ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ตื่นมาเจอวันพรุ่งนี้อีกนานแค่ไหน แม้จะหลับตา แต่ใจตื่นอยู่เสมอ เมื่อใช้ชีวิตเรามาดีพอแล้ว ทำสิ่งดีๆเพื่อโลกเท่าที่ทำได้กันเถอะ


คล้ายๆจะบอกว่า ตื่นเถอะ ก่อนที่จะตายกันหมด เพราะ World Economic Forum ประมาณการว่าอีกไม่นาน งานเกินครึ่งบนโลกจะสามารถทำแทนโดยหุ่นยนต์


-งานหลายล้านตำแหน่งจะหายไป เพราะคนทำงานสู้หุ่นยนต์ไม่ได้ ค่าแรงแพงกว่า ต้องมีวันหยุดวันลา ฯลฯ ซึ่งงานเหล่านี้เป็นงานของผู้มีรายได้น้อย อายุน้อย ไม่มีทักษะมากนัก หากสังคมกำลังเดินบนเส้นทางนี้ และการ Reskill คนเหล่านี้เพื่อไปทำงานอื���นที่มีคุณค่าสูงกว่านี้ไม่ได้ ในที่สุดพวกเขาจะกลายเป็น Useless Class ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่รอระเบิดเวลา


-ซึ่งต้นทุนของความไม่รู้สูงจริงๆ และมันไม่ได้เกิดจากการไม่ขวยขวายหาความรู้ แต่เป็นเพราะโอกาสในการเข้าถึงความรู้ไม่เท่าเทียมกัน เป็นปัญหาควาเมหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกในสังคม


-คนในสังคมควรปรับ Mindset ประเภทที่ว่า คนจนเพราะขี้เกียจ เพราะอย่างที่บอกไปว่ามันเป็นเรื่องของการขาดโอกาส และความแตกต่างทางชนชั้นมากกว่า คนประสบความสำเร็จเพราะเก่ง ขยัน สร้างทุกอย่างด้วยสองมือตัวเอง ซึ่งบางส่วนก็มีจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันมีเรื่องของนามสกุล การศึกษา พื้นที่แถวอยู่อาศัย หรือดวง มาเกี่ยวข้องด้วย


การแก้โจทย์ยากๆ เช่นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ไปบริจาคเงินก็จบกัน แต่เป็นการสร้างความหวังและความมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้


-องค์กร NGO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า BRAC ได้ทำกระบวนการที่ใช้เวลากว่าสองปีในการนำพาชีวิตคนที่ มีสถานะ Ultra Poor คือยากจนสุดๆ ให้สามารถใช้ชีวืตด้วยตัวเองได้ โดยการให้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีพเพื่อจะได้ไม่อดตาย มอบสิ่งของที่เป็นสินทรัพย์ในการหาเงิน เช่นเครื่องมือ อุปกรณ์ทำปศุสัตว์ และสอนวิธีการหารายได้จากสินทรัพย์เหล่านั้น สอนวิธีการออมเงิน บริหารเงิน ทำงบรายรับจ่าย และลงทุน และสอนให้กลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง




สิ่งที่ดีที่พอจะทำได้ในช่วงรอยต่อวิกฤตและกำลังจะก้าวผ่านไปสู่อีกจุดหนึ่ง คือเราต้องมีความหวังต่อไป และพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง พยายามบาลานซ์สิ่งสำคัญของชีวิตให้ดี และทำให้ตัวเองมีคุณค่าในแบบที่เราพอใจ เคารพรักตัวเอง และเผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้าง สังคมด้วย
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Aom Ap'.
14 reviews2 followers
January 6, 2022
เป็นแนวคิดที่คุณรวิศตกผลึกได้จากวิกฤติของโควิด อ่านเพลิน ได้ข้อคิดกลับมาคิดตาม บทสั้นๆอ่านง่าย ตัวหนังสือสีสบายตากว่าเล่ม the disrubtor มากๆ
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for Kanthida Ann.
123 reviews24 followers
September 26, 2021
“รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง” หนังสือเล่มที่ 10 ของคุณรวิศ
เพราะ โควิด-19 ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วปัญหาสังคมต่างๆที่เคยซุกไว้ ผงาดออกมาให้เห็นในหลายๆด้าน คำถามคือเราจะอยู่กับโลกใบนี้ต่อไปได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเอง หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 part
1. Defining moment : จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราฉุกคิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วสิ่งที่เราทำวันนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรานับจากนี้ไป
2. Tight-loose-tight : สิ่งที่อยากบอกคนที่รับบทบาทเป็นผู้นำในบริบทต่างๆอยู่
บางทีก็ต้องรับรู้ว่ามีปัญหาและยอมรับมันซะ
หาคนที่มีความสามารถ ให้อาวุธ บอกความคาดหวังของงาน บอกอีกว่าต้องทำงานนี้เพราะอะไร
ปล่อยให้พวกเขาทำงานต่อกันเองจะทำให้ทีมเก่งและแข็งแกร่งมากขึ้น
พูดถึงการเลือกคนเข้าทำงานในองค์กรสิ่งที่ควรทำคือเลือกคนที่เหมาะกับงานขององค์กรมาเก่งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแล้วต้อง culture fitด้วย
ทีม vs ครอบครัว
ชอบบท 07 อย่าอยากฟังแต่ข่าวดี ได้รู้จักเรื่องราวของ KLM4805
3. The amount of joy : เป็น part ที่ทำให้ได้ย้อนมองตัวเองว่าใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมาคุ้มค่าหรือยัง
มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำแล้วเสียดายหรือไม่
จะให้กำลังใจตัวเองในการลุกมาทำสิ่งดีๆเพื่อตัวเองได้ยังไง
อายุเป็นเพียงตัวเลขตัวเราเองจำเป็นต้องแก่ขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นเสมอไปหรือเปล่า
การอ่านหนังสือให้อะไรกับตัวเราบ้างหา
คนtoxicแบบอ่อนๆในชีวิตให้เจอแล้วเชิญออกไปซะ
4. Wake up call : เราปรับปรุงตัวเองมากันเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ต้องปรับความคิดอะไรบางอย่างของตัวเราเพื่อให้สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันดีขึ้นไปด้วย
คนทุกคนเป็นคนเหมือนกันเพียงแต่ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเพราะโลกใบนี้ใจร้ายกับเรามามากพอแล้วเราไม่จำเป็นต้องใจร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ของเรามากขึ้นไปอีก
เลือกทำในสิ่งที่เราไหว สิ่งที่เราเต็มใจ ไม่เดือดร้อนใคร
—— เอาจริงคิดว่าประเทศไทยดีขึ้นยากมากๆ จุดที่อ่านหนังสือเล่มนี้เราแทบไม่เหลือความหวังในประเทศนี้แล้ว
มันเศร้านะที่ช่วงชีวิต 20 -30 ของเราต้องมาเจออะไรแบบนี้
แต่ part นี้ ก็ทำให้รู้ว่าคนที่อยู่ข้างบนบางคนก็รับรู้ถึงปัญหาใหญ่ของสังคม ก็อยากให้มีคนอีกเยอะๆที่ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้และเลิกเห็นแก่ตัวกันสักที
“ตื่นกันเถอะ ก่อนที่จะตายกันหมด”

✏️ สุดท้ายขอให้ 4.5 คะแนนพอเพราะบาง part ก็คิดตามไม่ค่อยได้ว่าจถสื่ออะไรกับเรา แต่อ่านสนุก เราก็เป็นคนที่ฟัง podcast ก็คิดว่าดีเหมือนกันรวบรวมเนื้อหาที่น่าสนใจมาให้อ่านรวดเดียว ไม่ง่ายหรอกนะที่จะเรียบเรียงความคิดและจัดระเบียบออกมาเป็นหนังสือที่น่าสนใจมี concept แบบนี้ได้

📖🥳ใครชอบหนังสือแนวจิตวิทยาพัฒนาตัวเองลองหยิบมาอ่านกันดูนะคะ
Profile Image for Boon.
380 reviews8 followers
September 12, 2021
ถ้าเป็นคนที่ติดตามพ็อดแคสต์ของคุณรวิศ ที่ Mission to the moon อยู่แล้ว จะพบว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะซ้ำกับสิ่งทีผู้เขียนเคยพูดอยู่ในรายการ

สำหรับผมถึงแม้ว่าเนื้อหาจะเคยได้ฟังมาแล้วแต่การได้อ่านอีกทีก็ทำให้รู้สึกอีกแบบหนึ่ง เป็นหนังสือที่รวมข้อคิดหลักหลายหลายมุมมอง อ่านง่าย ได้ประโยชน์
Profile Image for KaTe.
67 reviews
September 19, 2021
รีวิวแบบอคติ เพราะว่าเราชอบนักเขียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้คือ Theme เดิม เป็นเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองสร้างแรงบันดาลใจ ดังนั้นเนื้อหาก็จะมีความซ้ำซ้อนกับสิ่งที่คุณรวิศสื่อสารออกมาอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากชอบแนวคิดของเขาชอบวิธีคิดเราจึงไม่เบื่อที่จะอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Profile Image for Parinya Auttavorapong.
2 reviews
September 27, 2021
ช่วงสุดท้ายของหนังสือแสดงให้เราเห็นถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำต่างๆในโลกของเรา ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงมุมมองความคิดและวิธีที่เราสามารถช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำได้ เป็นหนังสือที่จุดประกายให้คนหันมาช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อโลกที่ดีขึ้น
Profile Image for Rosenee.
21 reviews3 followers
October 31, 2021
เป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านได้ไว เข้าใจง่าย อ่านจบภายใน 2 วัน อารมณ์เหมือนฟัง 5 minutes podcast ดีค่ะ
Profile Image for Chaipat Choo.
93 reviews4 followers
December 7, 2021
เล่มนี้เฉยๆ เนื้อหาแต่ละเรื่องคร่าวมากๆและไม่ค่อย relevant ชอบงานก่อนหน้านี้มากกว่า
Profile Image for Emz Gamo'.
31 reviews1 follower
January 7, 2022
ขอบคุณที่เขียนข้อคิดดีๆให้อ่านครับ
Displaying 1 - 9 of 9 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.