Rajita P.333 reviews28 followersFollowFollowJuly 22, 2023ฮาวทูญี่ปุ่นเล่มนี่อ่านง่าย ให้พลังบวก รู้สึกเห็นคุณค่าตัวเอง เริ่มทำสิ เริ่มจากง่ายๆ ไม่ต้องคิดเยอะ เป็น topic หลักของเล่ม
Sutthikant Kritjanarat33 reviews3 followersFollowFollowAugust 10, 2022เอาจริงๆผมไม่ค่อยจะอินกับหนังสือพัฒนาตัวเองมาซักพักแล้วล่ะ หลังจากที่รู้สึกว่าการที่จะปฏิบัติตามหนังสือพวกนี้ได้เนี่ย เราต้องมีสิทธิพิเศษพอตัวเลยแหละ แต่พอยอมรับตัวเองได้แล้วว่าเราก็มีสิ่งนั้นจริงๆนั่นแหละ ถ้างั้นก็ใช้ให้เต็มที่เพื่อที่จะพัฒนาตัวเองละกันผมเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะชื่อหนังสือพร้อมคำโปรยท้ายเล่มค่อนข้างโดนใจผมมาก หนังสือพัฒนาตัวเองเล่มอื่นๆมักบอกให้คุณสร้างแรงจูงใจ บอกให้คุณฮึกเหิม แต่หนังสือเล่มนี้บอกช่างแม่งเหอะ เริ่มทำให้ได้ก็พอหนังสือเล่มนี้มีคำสำคัญคือคำว่า"ความยุ่งยาก" เอาจริงๆในหนังสือจะใช้คำว่า"ความรู้สึกว่าการเริ่มลงมือทำนั้นยุ่งยาก" ซึ่งมันก็จริง ผมมักจะรู้สึกตลอดๆว่า"ยุ่งยากจัง" ก่อนจะทำอะไรเสมอๆ ทั้งสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากลองทำ สุดท้ายก็จบลงด้วยการไม่ทำอะไรแล้วปล่อยให้เวลาไหลไปอย่างเสียเปล่ากับโซเชียลมีเดีย และการดูวีดีโอไปเรื่อยผมอยากแบ่งหนังสือเล่มนี้ออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่กำจัดความยุ่งยากที่เกี่ยวกับตัวเราเอง และส่วนกำจัดความยุ่งยากที่เกี่ยวกับผู้อื่นในส่วนแรกมีเนื้อหาที่ผมประทับใจตรงที่ว่า เรารู้สึกว่ามันยุ่งยากเพราะเราคิดมาก บางครั้งเราก็คิดว่า"ต้องทำ ควรทำ" เราสามารถลองเปลี่ยนเป็น "ไม่ต้องทำ" แล้วให้เหตุผล หรือเปลี่ยนเป็น "อยากทำ"แล้วให้เหตุผล ถ้าคุณตอบได้ เดี๋ยวคุณก็ลุกขึ้นมาทำเองแหละ และถ้ามันเป็นสิ่งที่เราต้องทำจริงๆ ก็ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะครับ ไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะทำได้ดี ไม่ต้องวางแผนให้ครอบคลุมอะไรมากนัก(การวางแผนล่วงหน้าก่อนทำอะไรก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่อย่าให้มันมากเกินไปจนไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ) เพียงแค่เริ่มทำให้ได้ก่อน แล้วที่เหลือจะตามมาเองครับเอาจริงๆบทที่สามผมค่อนข้างชอบนะ พวกทริคเล็กๆน้อยๆในการเริ่มลงมือทำน่ะ เช่น เตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อม เริ่มทีละน้อย จดสิ่งที่ต้องทำแม้เรื่องเล็กๆน้อย(เพื่อเป็นกำลังใจ) ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เชื่อมโยงกับสิ่งที่ชอบ ทำให้มันสนุก ประมาณนั้นมั้งครับอีกส่วนนึงที่ชอบคือการมีความสุขให้ได้ด้วยตัวเอง ถ้าสรุปสั้นๆเท่าที่จำได้คือจงอยู่กับปัจจุบันครับ จงลิ้มรสความสุขของปัจจุบันถ้าหากทำได้ ปล่อยวางความคิดแล้วโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การทำสิ่งที่ตรงกับแพชชั่นและเข้าสู่สภาวะโฟรวก็ช่วยได้นะนอกจากนี้ก็ ลองรู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆดู และก็ลองนึงถึงเรื่องดีๆต่างๆที่เคยเกิดขึ้นต่อไปจะเป็นพาร์ทที่เกี่ยวกับคนอื่นครับ ประเด็นหลักๆคือ เรามักจะมีกฏที่เราตั้งขึ้นมาเองอยู่ครับ ซึ่งกฏนี้ก็มาจากค่านิยมที่เรายึดถือนั่นเอง ดังนั้นเราจึงมักจะรู้สึกยุ่งยากเมื่อต้องเข้าหาคนที่ทำลายกฏของเรา หรืออึดอัดในการอยู่ในที่ๆไม่ได้เห็นคุณค่าแบบเดียวกับเรา(ในกรณีนี้เราสามารถแก้ได้โดยหาที่ๆเป็นของเรา หรือไม่ก็สร้างมันขึ้นมาเองเลยครับ)ในส่วนหลังๆหนังสือจะแนะนำให้คุณทำความเข้าใจกฏที่ตัวเองยึดถือให้ดี ทำไมคุณไม่ชอบพฤติกรรมนั้น ทำไมคุณไม่ชอบพฤติกรรมนี้ แล้วก็อาจจะลองปล่อยวางและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ดูครับมีแนวคิดนึงที่หนังสือเล่าถึงในส่วนท้ายๆของเล่มว่าด้วยเรื่องคนประเภทที่ตามใจตัวเอง และเข้มงวดกับตัวเอง ในตอนแรกผมก็ประเมินว่าผมเป็นคนที่ตามใจตัวเองนะ แต่พออ่านจบผมกลับเพิ่งรู้ว่านี่เราเป็นคนที่เข้มงวดกับตัวเองมาตลอดเลยนี่ แล้วมันไม่มีประสิทธิภาพด้วยผมมักจะบอกตัวเองว่า วันนี้ต้องทำนู่นนะ ต้องทำนี่นะ ต้องๆๆๆ แล้วสุดท้ายก็จบลงด้วยการทำตัวเรื่อยเปื่อย งานก็ไม่เสร็จ พักผ่อนก็ไม่มีประสิทธิภาพ หนังสือกล่าวว่าการที่ผมทำตัวเรื่อยเปื่อยก็เพราะว่าต้องการหาทางออกที่จะพักผ่อนครับ ยิ่งคิดมากก็ยิ่งเครียดมาก ร่างกายก็ใช้พลังงานไปกับการคิดเยอะ ไม่มีแรงมาทำอะไร พอไม่ได้ทำอะไรก็คิดมากอีก เครียดอีก วนๆไปอย่างงี้ครับดังนั้นตามใจตัวเองเถอะครับ พักตอนที่อยากพัก ทำตอนที่อยากทำ ผมลองดูแล้ว ถ้าเราพักตามที่ใจต้องการจริงๆ ไม่ต้องไปคิดมากอะไร สุดท้ายซักพักเราก็จะอยากทำสิ่งต่างๆขึ้นมาเองแหละครับ ผมถึงได้สามารถเขียนรีวิวนี้ได้จนจบไง55555This entire review has been hidden because of spoilers.for-improvement japanese-book
Because it's time2 reviewsFollowFollowMarch 4, 2023#1 เริ่มให้ได้ แล้วมันจะง่ายกว่าที่คิด🧚🏻♂️Toyokazu Tsuruta (เขียน) / ณิชยา รักเกียรติงาม (แปล)คะแนน 3/5หนังสือพัฒนาตนเองที่อ่านง่าย จำนวนหน้าน้อย เนื้อหาไม่ได้เข้มข้นนัก ถือว่าเหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มอ่านหนังสือ (แบบเรา) สุดๆ ใจความหลักของหนังสือเล่มนี้คือการบอกคนอ่านว่า “อย่าไปคิดให้ยุ่งยาก แล้วเริ่มลงมือทำซะ” (ในโทนที่อ่อนกว่านี้หน่อยนะ555) ตัวผู้เขียนพยายามบอกกับเราว่า ยิ่งคิดมากเท่าไร ยิ่งเห็นความยุ่งยากเท่านั้น ซึ่งมันจะเป็นตัวปิดกลั้นให้เราไม่เริ่มทำสิ่งใหม่ๆ จนทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก ส่วนตัวเราชอบเนื้อหาในส่วนบทที่ 2-4 (ที่ก็น่าจะเป็นใจความหลักที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อออกมามากที่สุด) ทั้งในเรื่องวิธีการลบความยุ่งยาก กำจัดความคิดว่าทุกสิ่งยุ่งยากออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งเป้าว่าจะไม่สำเร็จแต่แรก การใช้ความเร็วมากกว่าประสิทธิภาพ การลงมือทำพร้อมกับการแก้ไขปัญหาระหว่างทาง แม้สิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะสื่อออกมาไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ขนาดนั้น และดูเป็นเรื่องจำเจกับหนังสือพัฒนาตนเองหลายๆเล่ม แต่มันก็โอเคในแง่ที่เรามองเห็นภาพตัวเองมากขึ้นว่าเราเป็นคนแบบที่หนังสือพูดหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการย้ำเตือนตัวเองที่ดีอีกทางหนึ่งสิ่งที่ไม่ประทับใจเท่าไร คือ มีเรื่องที่ผู้เขียนพยายามพูดถึงความหลงใหล (passion) ว่าเป็นสิ่งที่เราต้องมีในการใช้ชีวิตและลงมือทำ แต่สิ่งที่ผู้เขียนยกตัวอย่างกลับไม่ได้ลบอคติในใจเราขนาดนั้น จะว่าไป ผู้เขียนยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตตัวเองเป็นหลัก โดยไม่ได้พูดถึงอุปสรรคระหว่างทาง ความลำบากทางการเงิน ความล้มเหลวของชีวิต หรือหลักทางวิทยาศาสตร์มากขนาดนั้น มันเลยทำให้ทุกอย่างดูเลื่อนลอย ดูเป็นตัวอย่างความสำเร็จแบบ “สำเร็จรูป” มากไปหน่อย (ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่บทส่งท้าย ผู้เขียนได้ทำ disclaimer ไว้กลายๆว่าวิธีการในหนังสือไม่ได้ทำได้กับทุกคน ซึ่งก็ดูวกไปวนมาเล็กน้อย และไม่ได้สร้างจุดยืนหรือความเชื่ออะไรขนาดนั้น) ส่วนครึ่งหลัง ที่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เรามองว่าเนื้อหาค่อนข้างน่าเบื่อและไม่เห็นภาพมากนักโดยสรุป หนังสือเล่มนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ แม้จะมีเนื้อหาที่ไม่ประทับใจอยู่บ้าง แต่ก็มีส่วนที่ทำให้เก็บไปคิดและเรียนรู้ได้ :—)This entire review has been hidden because of spoilers.
Surattikorn125 reviews7 followersFollowFollowApril 11, 2024รู้สึกเฉย ๆ กับเล่มนี้ครับหนังสือจะโฟกัสกับความรู้สึกยุ่งยากที่จะเริ่มทำบางสิ่งจากนั้นแตกประเด็นสาเหตุออกมาเยอะพอสาเหตุเยอะทางแก้ก็เยอะกันไปใหญ่โดยดูเหมือนจะโฟกัสไปที่ความรู้สึกทุกข์ เศร้า เหงา โกรธ เบื่อ ที่มีต่อผู้อื่น โดยเฉพาะที่เรามีต่อตัวเองผมเลยรู้สึกว่ามันสะเปะสะปะไปหน่อยส่วนดีก็พอมี เพราะพอเนื้อหามันมีหลายประเด็นมันก็ต้องมีบ้างที่ถูกใจเรา และคิดว่านำมาใช้ประโยชน์ได้format-meb topic-nonfiction
Clairdenoon1,957 reviews401 followersFollowFollowDecember 20, 2024... ยิ่งอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมากขึ้นก็จะมีเรื่องที่ควร-ไม่ควรทำเยอะแยะมากขึ้นตามไปด้วย และจะตกหลุมพรางกลายเป็นความทุกข์ ~ทั้งๆที่ชีวิตของตัวเรานั้นมันดีที่สุดอยู่แล้ว....# เริ่มให้ได้แล้วมันจะง่ายกว่าที่คิด#โทโยคาซึ สึรุตะ:เขียน#ณิชยา รักเกียรติงาม:แปลความรู้สึก: ดีนะ งงๆหลงทางไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนในหัวมันมีอะไรต่อมิอะไรที่ต้องทำเยอะแยะเต็มไปหมดแต่ไม่ได้ทำสักทีลองอ่านเล่มนี้ดูก็รู้สึก โอเคเลย ช่วยจัดระเบียบทางความคิดดี รู้สึกนิ่งขึ้น สงบและมีแรงพลังอ่านง่ายไม่งงตรงประเด็น ~ส่วนที่ชอบของหนังสือคือตัวอักษรตัวหนาBold ที่เน้นใจความสำคัญในแต่ละพารากราฟที่ผู้เขียนอยากจะให้เห็นชัดๆ ซึ่งมันก็ชัดและดึงความสนใจเราไปได้จริงๆบันทึกการอ่าน : เริ่มให้ได้แล้วมันจะง่ายกว่าที่คิด 1. ขจัดความรู้สึกที่ว่าเรื่องต่างๆเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะทำออกไป ถ้าคิดว่ายุ่งยากจัง ก็จะไม่ได้ทำสักที 2 .มี Passion แล้วก็ต้องมี Mission ด้วย ถึงจะประสบความสำเร็จ ไม่งั้นมันจะสะเปะสะปะ ไหลไปเรื่อยตามpassion ไม่โฟกัส3.กำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้อย่างชัดเจนและมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทำให้สำเร็จได้จริง4. ทำหลายสิ่งหลายอย่างเท่าที่จะคิดและทำได้ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เป็นไปตามทางของมัน (ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส)5.เปลี่ยนความคิดที่ว่า"ต้องทำ" ให้เป็น"อยากทำ"หรือ"ทำดีกว่า"6 .คิดหาวิธีแล้วลงมือทำไปก่อน7. เริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุด อย่าคิดเยอะ...ลงมือทำไปก่อน8.ทำต่อเนื่องๆๆๆๆ จะได้ทักษะนั้นติดตัวไปในที่สุด 9. ขอให้ตั้งเป้าว่าจะล้มเหลวก่อน จะได้ไม่ซีเรียส คาดหวังผลลัพธ์มากเกินจนเครียด10. มุ่งเน้นที่ความเร็วมากกว่าคุณภาพในตอนแรกให้ทำไปเรื่อยๆก่อน แล้วค่อยปรับคุณภาพให้ดีขึ้นตามทีหลัง(ฟีลคืองานที่ดีคืองานที่เสร็จ)11.คิดหาวิธีเริ่มต้นลงมือทำจากเล็กๆก่อนและกำหนดเป้าหมายเล็กๆ 12.กำหนดสิ่งที่ทำไว้ตั้งแต่แรก ตื่นเช้ามาก็ทำเลย 13.ตั้งเจตจำนงให้ชัดเจนว่าตัวเอง~อยากรู้สึกอย่างไร ~อยากมีประสบการณ์แบบไหน 14. วางสิ่งที่ช่วยเรียกความมั่นใจกลับคืนมาหรือสิ่งที่ทำให้มีความสุขไว้รอบๆตัวเห็นแล้วจะได้รู้สึกบูสต์ๆไม่อ่อม15.เขียนความคิดทั้งหมดลงบนกระดาษเขียนออกมาก่อน เขียนอะไรก็ได้ที่อยู่ในหัว เขียนมันออกมา 16.คิดว่า"ทำอย่างไรถึงจะสนุกกับมันได้" ~จะค้นพบวิธีที่ควรทำสิ่งนั้น(ตอนทำมันก็คิดว่า"จะสนุกนะ")17. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตัวเองได้เป็นคนส่วนใหญ่ อยู่ในที่ๆไม่รู้สึกอึดอัดแปลกแยก ถ้าหาไม่เจอก็สร้างสภาพแวดล้อมนั้นขึ้นมาเอง18.อย่าคาดหวังจากคนอื่น19.จงนิยามความสุขให้ชัดเจนยิ่งชัดเจนมากเท่าไหร่เราก็จะได้รับสิ่งเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น และยิ่งรู้สึกว่าที่ผ่านมาเราได้รับสิ่งนั้นแล้วหรือยัง2. ยิ่งมั่งคั่งมากเท่าไหร่จะยิ่งมีความสุขได้ยากขึ้น~มีความทุกข์ได้ง่ายขึ้นเพราะสิ่งเร้าเดิมๆทำให้เราเบื่อได้ เช่นชอบกินข้าวหน้าปลาแซลม่อนมากๆๆๆๆถ้าเรารวยเราจะกินมันทุกวันนานวันเข้าเราก็จะเบื่อมันงี้(ข้อนี้ไม่เห็นด้วยซะทีเดียว เพราะเราอยากลองเป็นทุกข์เพราะกินข้าวหน้าปลาแซลมอน10วันติดบ้าง😆)21. สูตรรู้สึกขอบคุณ:ขอบคุณ+(คน/สิ่งของ/เรื่องราว...)+เหตุผล(ที่ทำให้...เพราะว่า...)+รู้สึกขอบคุณจริงๆ**22.สร้างสมุดบันทึกความรู้สึกขอบคุณเขียนถ้อยคำขอบคุณเท่าที่จะนึกออกใช้เวลาประมาณ 10 นาที จะรู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้น 10 นาทีต่อวัน (อันนี้ชอบ เดี๋ยวลองเลย☺)23. เพิ่มช่วงเวลาที่ไม่คิดอะไรเลยลงในตารางของวัน เพิ่มความสุขได้ในทันทีด้วยการไม่คิดอะไรแค่ตั้งสติให้อยู่กับความรู้สึกทางกายจะช่วยให้คิดฟุ้งซ่านน้อยลงไปเอง24. บทที่ 7 อ่านแล้วไม่เข้าใจ😆งงๆเรื่องการทำตามใจตัวเองการเข้มงวดกับคนอื่น ข้ามๆไป🤣25. เขียนสิ่งที่คุณไม่ชอบหรือมองว่าเป็นข้อเสียของตัวเองออกมา เพื่อหากฎของตัวเองว่าควรหรือไม่ควรทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ 26.เมื่อเกิดอารมณ์เชิงลบ~อย่าเครียด มันมีได้ปกติก็แค่รับรู้มัน ยอมรับตัวเองแล้วไปคิดอย่างอื่นเบี่ยงเบนความคิดลบๆนั้นไป27.ปฏิบัติต่อตัวเองเหมือนที่ปฏิบัติต่อคนสำคัญ 28.สิ่งที่เป็นจุดด้อยจุดใหญ่ของตัวเองจริงๆแล้ว อาจจะเป็นเสน่ห์หรืออาวุธของเราก็ได้29.อย่าโทษตัวเองถ้ารู้สึกลบรู้สึกแย่ให้ไปนอน~ตื่นมาจะดีขึ้น30. เราเป็นทุกข์เพราะตัวเราและก็ไม่ใช่เพราะคนอื่น (((อันนี้ก็ไม่เห็นด้วยซะทีเดียว..เราอาจจะทุกข์เพราะอินังนั่นก็ได้นะ ก่อนจะโทษตัวเองควรโทษคนอื่นก่อนนะ😂)))31.เราควรมีความสุขทันทีเดี๋ยวนี้ตอนนี้ Now!!!!!**อันนี้ก็จริง~32.⚠️ยิ่งอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมากขึ้นก็จะมีเรื่องที่ควร-ไม่ควรทำเยอะแยะมากขึ้นตามไปด้วย เราจะตกหลุมพรางจนกลายเป็นความทุกข์ซะเอง ทั้งๆที่ชีวิตของเรานั้นมันดีที่สุดอยู่แล้ว33.ใช้ชีวิตให้เต็มที่--- จบ---☺
Jaruwat Jrs62 reviews1 followerFollowFollowJanuary 7, 2024ฝึก อยู่กับ ปัจจุบัน งานตรงหน้า ลงมือทำอะไร ทันที ไม่ต้อง รองมีอารมณ์ อยาก