อ่านจบแล้ว ปฏิวัติที่ปลายลิ้น บอกเล่าเรื่องราวของอาหารในประวัติศาสตร์ไทยหลังปฏิวัติ 2475 ผ่านหลักฐานที่ผู้เขียนค้นมาอย่างแน่นหนา ข้อเสนอหลักของหนังสือเล่มนี้คือ บทบาทของการเมืองวัฒนธรรมในยุคสงครามเย็นที่กำหนด “รส” และ “ชาติ” ผ่านการสร้างความเป็นอาหารไทย ซึ่งเป็นผลจากการปะทะและประสานจารีตของชนชั้นนำเข้ากับแนวคิดทางโภชนาการตามวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เข้ามาในยุคสงครามเย็น ทำให้เห็นว่าภูมิทัศน์ทางรสชาติเป็นสิ่งสร้างทางสังคม ไม่ได้เป็นแค่เรื่องทางชีววิทยาเพียงอย่างเดียว
ความน่าสนใจคืองานชิ้นนี้ไม่ได้วิตกจริตกับแนวทางสารัตถนิยมที่หมกมุ่นกับการตามหาอาหารสูตร “ไทยแท้” หรือการตามหาว่าผัดไทยคิดค้นโดยใคร หากแต่พยายามหาเหตุปัจจัยทั้งจากรัฐไทย และบริบทโลกในยุคสงครามเย็นที่ก่อให้เกิดอาหารสูตรต่าง ๆ หรือวิถีการบริโภคที่เปลี่ยนไปมากกว่า
ความน่าสนใจประการต่อมาคือการใช้แนวทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย จากเดิมที่เข้าใจว่าจะเน้นไปที่ประวัติศาสตร์ผัสสะ (sensory history) ด้วยชื่อที่บ่งบอกถึงอวัยวะรับรส แต่เมื่ออ่านแล้วพบว่ามีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์หลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์อาหาร ประวัติศาสตร์ธุรกิจ ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม/การเกษตร หรือแม้กระทั่งประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ (โดยเฉพาะในบทที่ว่าด้วยการผลิตเนื้อ นม และไข่) ซึ่งผู้เขียนเรียบเรียงได้อย่างทรงพลัง เข้าใจว่าเป็นหนังสือรวบรวมงานเขียนด้วย จึงมีแนวทางที่อาจดูไม่เป็นเอกภาพเท่ากับงานที่เขียนเป็น monograph
อย่างไรก็ดี แอบติดใจนิดนึงตรงการใช้คำว่า “ผัสสารมณ์” ที่ผู้เขียนใช้ในความหมายว่า “ผัสสะ” (sensation) ในผัสสะศึกษา (sensory studies) ซึ่งคำนี้น่าจะปรากฏในหนังสือนววิถี ซึ่งหมายถึง “affect” ใน affect theory หรือ affective studies มากกว่า
ในฐานะของคนที่สนใจแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมและวรรณกรรมยุคสงครามเย็น เรารู้สึกว่าได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้อย่างมาก ทำให้เข้าใจตัวแสดงต่าง ๆ ในยุคนี้มากขึ้นกว่าการมองผ่านแว่นอุดมการณ์ และชวนให้เราตั้งคำถามกับสัญญะเกี่ยวกับอาหารและการใช้สัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบของอาหาร (เช่น ไก่ในยุคสงครามเย็น) มากขึ้น
โดยรวมนับว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์อาหารไทยในยุคสงครามเย็นที่สมควรอ่านอย่างยิ่ง ทำให้เห็นการเมืองวัฒนธรรมที่ทำงานในระดับจุลภาค ซึ่งบางทีกลืนกลายเราให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการบริโภคในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมจนเราอาจลืมตั้งคำถามกับ “รสชาติ” และ “ความเป็นชาติ” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน