What do you think?


ใช้ชีวิตง่ายๆ ก็สบายใจเหมือนกันนะ
ในสังคมของเรามักมีการจัดลำดับอยู่เสมอ แม้กระทั่งการไปดูตัวก็ยังต้องระบุเงินเดือน หน้าตา การศึกษา นิสัยใจคอ อาชีพ ฯลฯ แบ่งออกเป็นชนชั้น
ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่าตัวเองอยู่ในระดับใด ทว่าหลังจากค้นพบว่าตัวเองไม่ตรงล็อกกับชนชั้นใดเลย ก็เกิดความรู้สึกหดหู่ เหมือน ‘คนไม่มีระดับ’ และประเมินได้ไม่ยากว่าต่อไปก็คงไม่สามารถผลักดันตัวเองให้ขยับขึ้นไปสูงกว่าที่เป็นอยู่ได้ หากชีวิตมีเกรดเฉลี่ยติดตัวไปทั้งชีวิต เขาก็คงจัดอยู่ในกลุ่มคนที่สอบตก หลายคนอาจเชื่อว่า การใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ อยู่ในลำดับที่ต่ำลงไป ชีวิตที่เหลือก็คงมีแต่ความทุกข์ ไม่อยากถูกมองเป็นคนเพ้อเจ้อไร้แก่นสาร แต่ผู้เขียนอยากบอกคนที่คิดแบบนี้ว่า ลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้างเถอะ มีข้ออ้างให้ตัวเอง แต่อย่าให้ชีวิตตกลงต่ำลง จ้องมองชีวิตของตัวเอง และเผชิญหน้าดูสักตั้ง อย่ามีชีวิตอยู่แค่ให้ตรงกับค่านิยมหรือบรรทัดฐานของผู้คนในสังคมเท่านั้น เพราะเราจะรู้สึกว่าถูกไล่ต้อนไปทั้งชีวิต
ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่าตัวเองอยู่ในระดับใด ทว่าหลังจากค้นพบว่าตัวเองไม่ตรงล็อกกับชนชั้นใดเลย ก็เกิดความรู้สึกหดหู่ เหมือน ‘คนไม่มีระดับ’ และประเมินได้ไม่ยากว่าต่อไปก็คงไม่สามารถผลักดันตัวเองให้ขยับขึ้นไปสูงกว่าที่เป็นอยู่ได้ หากชีวิตมีเกรดเฉลี่ยติดตัวไปทั้งชีวิต เขาก็คงจัดอยู่ในกลุ่มคนที่สอบตก หลายคนอาจเชื่อว่า การใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ อยู่ในลำดับที่ต่ำลงไป ชีวิตที่เหลือก็คงมีแต่ความทุกข์ ไม่อยากถูกมองเป็นคนเพ้อเจ้อไร้แก่นสาร แต่ผู้เขียนอยากบอกคนที่คิดแบบนี้ว่า ลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้างเถอะ มีข้ออ้างให้ตัวเอง แต่อย่าให้ชีวิตตกลงต่ำลง จ้องมองชีวิตของตัวเอง และเผชิญหน้าดูสักตั้ง อย่ามีชีวิตอยู่แค่ให้ตรงกับค่านิยมหรือบรรทัดฐานของผู้คนในสังคมเท่านั้น เพราะเราจะรู้สึกว่าถูกไล่ต้อนไปทั้งชีวิต
225 pages, Paperback
Published July 25, 2022
Ratings & Reviews
Friends & Following
Create a free account to discover what your friends think of this book!
Community Reviews
Displaying 1 - 7 of 7 reviews
July 31, 2022
ก่อนอื่นขอสารภาพบาปว่าอ่านหนังสือเล่ม 'นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ' ไม่จบและอ่านไปเพียงครึ่งเล่มแล้ก็เทเค้าไป อาจเพราะตอนนั้นเพิ่งออกจากงานมาเลยรู้สึกว่าเนื้อหาในหนังสือก็ค่อยต่างจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่พอเล่มใหม่ออกมาก็ไม่รู้อะไรดลใจให้รีบกดสั่งและได้หนังสือมาเมื่อวานนี้เอง และคำถามหลังจากเเกะซีลพลาสติกก็คือ งวดนี้ล่ะ จะอ่านจบไหม?
จบเว้ย! และเป็นการอ่านที่ค่อนข้างเร็วจนแปลกใจสำหรับคนที่ไม่ค่อยถูกโฉลกกับ non-fiction อย่างผม เรื่องราวในเล่มนี้ กล่าวถึงช่วงเวลาหลังจากผู้เขียน (ฮาวัน) ได้ออกหนังสือและเป็นที่รู้จัก ส่วนตัวรู้สึกว่าความเรียงในเล่มนี้มีความใจกว้างมากขึ้นกว่าเล่มที่เเล้ว แม้จะรู้สึกว่าความเรียงเล่านี้มีแพทเทิร์นในการเขียนคล้ายๆ กัน อย่าง ถ้าเป็นตอนที่ยาวหน่อยก็จะเริ่มด้วย สถานการณ์ที่ผู้เขียนพบเจอ >> ค่านิยมของสังคมที่ตัดสิน >> ผู้เขียนเอามาขบคิดและมองดูตนเอง >> ไม่ใช่มั้งสิ่งที่สังคมบอกอะ >> แต่บางส่วนก็ใช่มั้ง >> จบแบบเรื่องนั้นไม่มีผิดมีถูกหรอกแล้วแต่มุมมอง
แต่แม้จะพอรู้อยู่และพอเดาได้ ผมก็อ่านเล่มนี้ด้วยความรู้สึก เออ มันปลอบประโลมผมได้ดีและอะไรที่เหมือนเป็นสัจธรรมอันไม่ควรตัดสินที่ผู้เขียนหยิบยกนั้น พออ่านไปก็กลับได้ทบทวนทำให้เสียงความคิดของเราดังยิ่งขึ้น ผมรู้สึกว่าทุกใจความสำคัญของความเรียงในหนังสือเล่มนี้เสมือนการหยิบคำว่า 'ต้อง' ออกจากรูปประโยค เช่น โตขึ้นมาต้องทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ, เวลาวาดรูปเหมือนต้องวาดแต่หน้าตรง (ที่จริงแล้ววาดด้านข้างก็ได้ ชื่อหนังสือฉบับภาษาเกาหลีก็คือชื่อนี้ด้วย aka I Just Look Better From The Side)
หลังจากเอาคำว่าต้องออก สิ่งที่ผมรู้สึกตามมาคือ ผมก็ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้คิดคนเดียวนี่หว่า อาจเพราะทุกความเรียงในเล่มนี้ไม่ว่าจะเล่าเรื่อง เล่นประเด็นอะไรจะมีเรื่องราวส่วนตัวของผู้เขียนอยู่ด้วย ตรงนี้ขอชื่นชมมากๆ ที่ผู้เขียนไม่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มองนู้น กล่าวนี่เเล้วมาเล่าให้ฟัง เเต่ลงสนามเองทุกแมตซ์ ดังนั้นผมเลยไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่หนังสือเล่มนี้ทำให้ใครหลายๆ คนอิน หรือจะเป็นหนึ่งในหนังสือที่เป็นที่รัก-ชื่นชอบจากผู้อ่าน เพราะผู้เขียนประหนึ่งนั่งบ่นสัพเพเหระของชีวิตให้ฟังอยู่ข้างๆ ระหว่างที่เรากำลังกรึ่มเบียร์ด้วยกัน
ป.ล. ภาพประกอบในเล่มน่ารัก พีคสุดคือสติกเกอร์คิ้วมาก ชอบมากจนเอามาเเปะเคสไอโฟน (ปกติไม่ใช่คนสไตล์นี้เลย ประหลาดใจตัวเองเหมือนกัน😂)
จบเว้ย! และเป็นการอ่านที่ค่อนข้างเร็วจนแปลกใจสำหรับคนที่ไม่ค่อยถูกโฉลกกับ non-fiction อย่างผม เรื่องราวในเล่มนี้ กล่าวถึงช่วงเวลาหลังจากผู้เขียน (ฮาวัน) ได้ออกหนังสือและเป็นที่รู้จัก ส่วนตัวรู้สึกว่าความเรียงในเล่มนี้มีความใจกว้างมากขึ้นกว่าเล่มที่เเล้ว แม้จะรู้สึกว่าความเรียงเล่านี้มีแพทเทิร์นในการเขียนคล้ายๆ กัน อย่าง ถ้าเป็นตอนที่ยาวหน่อยก็จะเริ่มด้วย สถานการณ์ที่ผู้เขียนพบเจอ >> ค่านิยมของสังคมที่ตัดสิน >> ผู้เขียนเอามาขบคิดและมองดูตนเอง >> ไม่ใช่มั้งสิ่งที่สังคมบอกอะ >> แต่บางส่วนก็ใช่มั้ง >> จบแบบเรื่องนั้นไม่มีผิดมีถูกหรอกแล้วแต่มุมมอง
แต่แม้จะพอรู้อยู่และพอเดาได้ ผมก็อ่านเล่มนี้ด้วยความรู้สึก เออ มันปลอบประโลมผมได้ดีและอะไรที่เหมือนเป็นสัจธรรมอันไม่ควรตัดสินที่ผู้เขียนหยิบยกนั้น พออ่านไปก็กลับได้ทบทวนทำให้เสียงความคิดของเราดังยิ่งขึ้น ผมรู้สึกว่าทุกใจความสำคัญของความเรียงในหนังสือเล่มนี้เสมือนการหยิบคำว่า 'ต้อง' ออกจากรูปประโยค เช่น โตขึ้นมาต้องทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ, เวลาวาดรูปเหมือนต้องวาดแต่หน้าตรง (ที่จริงแล้ววาดด้านข้างก็ได้ ชื่อหนังสือฉบับภาษาเกาหลีก็คือชื่อนี้ด้วย aka I Just Look Better From The Side)
หลังจากเอาคำว่าต้องออก สิ่งที่ผมรู้สึกตามมาคือ ผมก็ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้คิดคนเดียวนี่หว่า อาจเพราะทุกความเรียงในเล่มนี้ไม่ว่าจะเล่าเรื่อง เล่นประเด็นอะไรจะมีเรื่องราวส่วนตัวของผู้เขียนอยู่ด้วย ตรงนี้ขอชื่นชมมากๆ ที่ผู้เขียนไม่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มองนู้น กล่าวนี่เเล้วมาเล่าให้ฟัง เเต่ลงสนามเองทุกแมตซ์ ดังนั้นผมเลยไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่หนังสือเล่มนี้ทำให้ใครหลายๆ คนอิน หรือจะเป็นหนึ่งในหนังสือที่เป็นที่รัก-ชื่นชอบจากผู้อ่าน เพราะผู้เขียนประหนึ่งนั่งบ่นสัพเพเหระของชีวิตให้ฟังอยู่ข้างๆ ระหว่างที่เรากำลังกรึ่มเบียร์ด้วยกัน
ป.ล. ภาพประกอบในเล่มน่ารัก พีคสุดคือสติกเกอร์คิ้วมาก ชอบมากจนเอามาเเปะเคสไอโฟน (ปกติไม่ใช่คนสไตล์นี้เลย ประหลาดใจตัวเองเหมือนกัน😂)
January 19, 2023
หนังสือของคุณฮาวัน นักเขียนชาวเกาหลีใต้คนนี้ยังคงถูกจริตเรา อาจไม่ได้ เป็น love at first read เหมือน ผลงานเล่มแรก "นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปรึเปล่า" แต่ เล่มนี้ก็ยังคงเป็นเหมือน ได้นั่งฟังเพื่อนปรับทุกข์ เล่าถึงเรื่องราวในชีวิต มนุษย์ที่ออกจากกรอบการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน บทหลังๆยิ่งอ่านยิ่งสนุกนะเราว่า กลมกล่อมดี 😊
September 27, 2022
"ชีวิตนี้หาใช่ชีวิตที่ต้องมีการยอมรับจากคนอื่น ชีวิตเราคือของเรา มีเราที่เป็นใหญ่ ขอปฏิเสธการอยู่ในกำมือคนอื่นให้เขากวัดแกว่งตามใจ ฉะนั้น วันนี้ผมก็ขอให้ผู้คนสบายใจเช่นเคยว่า ผมไม่ใช่คู่แข่งของท่าน เป็นเพียงมนุษย์จืดชืดหาดีไม่ได้ จุดยืนนี้มีประโยชน์ดี(และก็เป้นความจริงด้วย) ช่วยให้ไม่ค่อยมีใครระราน บางคนคิดว่าผมน่าสมเพชด้วยซ้ำ การเฝ้ามองความเข้าใจผิดที่ว่าก็แอบบันเทิงอยู่เหมือนกัน กลยุทธ์ของผมมีอยู่ว่า ทำให้คนอื่นๆ ชะล่าใจไม่มายุ่งด้วย ผมจะได้เนียนใช้ชีวิตของผมให้รื่นรมย์..."
ชอบท่อนนี้มาก ผู้เขียนได้แนวคิดนี้จาก The secret life of Walter Mitty ตอน ชอนพามิตตี้ดูเสือดาวหิมะ เป็นปรัชญานึงที่ยึดถือมาตลอดเลยว่า .. "สิ่งสวยงามไม่เคยเรียกร้องความสนใจ"
ชอบท่อนนี้มาก ผู้เขียนได้แนวคิดนี้จาก The secret life of Walter Mitty ตอน ชอนพามิตตี้ดูเสือดาวหิมะ เป็นปรัชญานึงที่ยึดถือมาตลอดเลยว่า .. "สิ่งสวยงามไม่เคยเรียกร้องความสนใจ"
September 19, 2022
เล่มนี้ก็ยังคงใช้ภาษาที่อ่านง่าย แม้เนื้อหาจะดูเหมือนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเท่าไร่ แต่ผู้เขียนก็สามารถสรุปออกมาเป็นข้อคิดได้ดี ได้น่าสนใจ
ที่สำคัญ ตลก! สไตล์การเขียน ไม่เหมือนใครจริงๆ
ส่วนตัวแล้ว ชอบมากๆ อ่านไปขำไป
ที่สำคัญ ตลก! สไตล์การเขียน ไม่เหมือนใครจริงๆ
ส่วนตัวแล้ว ชอบมากๆ อ่านไปขำไป
August 21, 2022
ความเรียงที่อ่านง่ายดี ธีมตามชื่อเรื่องเลย
March 5, 2023
อ่านแล้วรู้สึกสบายใจ บางทีเราไม่ต้องเร่งรีบ
ไม่ต้องแข่งขันอะไรขนาดนั้นก็ได้
การอนุญาตที่จะพักบ้าง ขี้เกียจบ้าง ถ้ามันไม่เดือดร้อนตัวเองหรือคนอื่นมันก็ยังโอเค
ไม่ต้องแข่งขันอะไรขนาดนั้นก็ได้
การอนุญาตที่จะพักบ้าง ขี้เกียจบ้าง ถ้ามันไม่เดือดร้อนตัวเองหรือคนอื่นมันก็ยังโอเค
April 8, 2024
‘เพราะแบบนี้หรือเปล่านะการเดินทางจึงจำเป็น บางครั้งเราก็ต้องเว้นระยะห่างจากกิจวัตรประจำวันเดิมๆ การได้เห็น ได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่จากการเดินทางนั้นสำคัญ แต่เป้าหมายแท้จริงของการเดินทางน่าจะเป็นการออกห่างจากชีวิตประจำวัน’
This entire review has been hidden because of spoilers.
Displaying 1 - 7 of 7 reviews








