Jump to ratings and reviews
Rate this book

“แม่ง โคตรโฟนี่เลย”

Rate this book
“เราจะพูด เราจะบอก เราจะเขียน อย่างคนธรรมดา
เราจะทำให้พวกเขาเห็นว่า พลังของปลายปากกา อยู่ที่สัจจะของความเป็นคนสามัญ ไม่ใช่การแอบอยู่หลังหรือแอบอ้างลายเซ็นใคร
และถ้าหากจะวัดกันที่ลายเซ็นขึ้นมา ก็ให้รู้ไว้ว่าลายเซ็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือลายเซ็นจากปลายปากกาในคูหาเลือกตั้ง
ถ้าปากกาจะ ‘อยู่ที่มัน’ เพราะมันถือดีว่าเป็นผู้มีเกียรติเหนือใคร ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่า เกียรตินั้นพิสูจน์กันได้ที่ความโปร่งใส ไม่ใช่ที่การห้ามวิจารณ์ ห้ามทำให้เสื่อมเสีย

และถ้ามันจะคิดว่าปากกา ‘อยู่ที่มัน’ เพราะมันมีอำนาจอันละเมิดมิได้ ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่า อำนาจเยี่ยงนั้นหาใช่อะไร นอกจากอำนาจอย่างลูกแหง่ อำนาจของคนแหย
ปากกาอยู่ที่มัน แต่ปากกาก็อยู่ที่เรา
บอกพวกเขา บอกพวกเรา ว่าความสามัญคือความสำคัญ
ไม่ว่าจะเรียกมันว่า เศียรข้าพเจ้า ศีรษะดิฉัน หรือหัวกู
พิเคราะห์แล้วจึงเห็นว่า พลังจากปลายปากกา คนธรรมดาก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้”

รวมบทปาฐกถาว่าด้วยการเมือง | วรรณกรรม ในยุคที่สุนัขไม่ใช่หมาเสมอไป แต่ประชาชนยังเป็นควายเหมือนเดิม
เขียนและอ่านโดย ไอดา อรุณวงศ์ แห่งสำนักพิมพ์อ่าน
คำนำ “ผู้หญิงอย่างป้า” โดย อาดาดล อิงคะวณิช | คำตาม (อำเภอใจ) โดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์

280 pages, Paperback

Published October 1, 2022

17 people are currently reading
121 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
66 (65%)
4 stars
28 (27%)
3 stars
4 (3%)
2 stars
1 (<1%)
1 star
2 (1%)
Displaying 1 - 26 of 26 reviews
Profile Image for gam s (Haveyouread.bkk).
518 reviews231 followers
January 25, 2023
This is by far the easiest 5 stars I have ever given any book.

ดูแอ๊บเสิร์ด! เซี้ยวแอ๊ค! เล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วตบเข่าฉาดๆ อ่านแล้วเจ็บหน้าขามาก เพราะเหมือนคุณไอดาได้ชี้ทางให้เราได้เห็นแนวคิดที่เราอยากคิดที่ไม่สามารถก่อร่างสร้างสารขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง คุณไอดาเขาพูดในสิ่งที่เหมือนเราจะรู้อยู่เต็มอก อันว่าด้วยระบบความเป็นไปบางอย่างในประเทศของเราที่มันย้อนแย้งชิบหาย แต่ตัวเราเนี่ย นึกไม่ออกว่าจะกลั่นกรองมันออกมายังไงให้เข้าใจง่าย แต่ดุดันไม่เกรงใจใคร โยงใยหลายเรื่องแต่จัดระเบียบความคิดได้ดีมากๆแบบคุณไอดา

พวกเขาจะไม่ถกกับคุณเรื่องการวิเคราะห์ตีความ แต่พวกเขาจะบอกคุณว่าคุณในนิยามศัพท์ผิดไป หรือใช้คำไม่สม่ำเสมอ หรือใช้ศัพท์บัญญัติอย่างไม่เชื่อฟังพจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมที่พวกเขาอุปโลกน์แต่งไว้ และถอดเสียงภาษาต่างประเทศไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ของสิ่งประดิษฐ์ล้าหลังที่เรียกว่าราชบัณฑิตยสถาน ที่ใครๆก็สมาทานกันอยู่ได้


description

หนังสือเป็นรวมบทความ-ปาถกฐาของคุณไอดารวม 12 ชิ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของวรรณกรรมและการเมืองต่างๆ ความปิตาธิปไตย ความพยายามของรัฐไทย และสถาบัน (อักษรศาสตร์จุฬา) ในการแยกวรรณกรรมออกจากการเมือง เช่นบทแรกที่ว่าด้วยการเรียนวรรณคดีอังกฤษผ่านหนังสือเรื่อง The Catcher in the Rye ที่มันย้อนในย้อนแย้งในย้อนแย้งกับพฤติการณ์ความเป็นหัวขบถอย่างไทยที่นำมาใช้เป็นกรอบในการตีความความเป็นอิสรชนแบบอเมริกัน --
คนพวกนี้จะมีสิทธิ์อะไรมาสอนในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จัก แล้วทำไมฉันจะต้องมานั่งเสียเวลานั่งฟังสิ่งไร้สาระเช่นนี้ให้ยิ่งอึดอัดคับข้องเข้าไปอีก ถ้าจะสอนกันได้แค่นี้ก็ไม่ต้องเรียนหรอก อ่านเองก็ได้ เพราะถึงจะไม่ได้ทำให้ตัวเองฉลาดขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อยการได้ดื่มด่ำกับมันไปอย่างโง่ๆ ก็ดีกว่าการต้องมานั่งแปลกแยกอยู่ในห้องเรียนกับคนโง่ที่อวดฉลาดขนาดนี้

เราอ่านบทนี้แล้วนึกถึงชีวิตสมัยตอนเด็กๆ เราเกลียดการทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษมากๆ เป็นเวลานานทีเดียวกว่าจะเข้าใจว่าอะไรมันทำให้เราไม่อยากมีส่วนร่วมขนาดนั้นทั้งๆที่มันเป็นวิชาที่เราทำได้ดีที่สุดตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ... แต่มันคงเป็นเพราะแบบนั้นแหละค่ะ ในเมื่อการที่เราหาความรู้เองยังทำได้ดีกว่าอาจารย์ที่ยังเขียนแกรมม่าโจทย์แบบผิดๆ ออกเสียงคำว่า Hybrid ว่า "ไฮ๊เบิร์ด" หรือ Significant ว่า "ซิกนิฟายแคน" (ไม่บุลลี่นะ แต่คือเขาก็พยายามมาแก้วิธีการออกเสียงของเราไง) เราในวัยเด็กก็รู้สึกว่ามันประหลาดไปป่าวที่จะให้บุคลากรระดับนี้มาประเมินความสามารถของฉัน (ด้วยวิธีการแปลกๆ เช่น เลือกเพลงภาษาอังกฤษมาร้องให้ครูฟัง??? ออกแบบท่าเต้นประกอบเพลงภาษาอังกฤษ??? อะไรกันคุณ) มาทำเป็นมอบหมายให้ทำการบ้านด้วยโจทย์ที่เขียนว่า "fill in the banks" (ธนาคารอะไรก่อน) คือเราไม่เข้าใจ??? เป็นความไม่เข้าใจแบบเด็กๆ ตั้งแต่ประถมปลายจนมัธยมห้าที่ไปแลกเปลี่ยนและเปิดโลกแบบถอดกะลา -- ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ ระบบการศึกษาไทยมันโฟนี่ มันย้อนแย้ง มันล้มเหลว เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในระดับโครงสร้างที่นั่งคุยกันทั้งวันก็ถอนรากไม่หมดหรอก

กลับมาเรื่องคุณไอดา อาจจะด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นบทคัดย่อจากปาถกฐาหรือเปล่าไม่แน่ใจ ช่วงท้ายของบทความเกือบจะทุกบทเลย เราว่ามันยังไม่ค่อยรัดกุม (เข้าใจว่าตลอดทางคือการที่แกเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆต่อไปเรื่อยๆ) เช่นเรื่องราวของ ร.จันทพิมพะ ที่เรารู้สึกว่าช่วงแรกๆมันสนุกมากกกก น่าจะเล่าสนุกกว่าตัวนิยายเองจริงๆอีกมั้ง 555 แต่ตอนท้ายรู้สึกแผ่วๆและจบไปแบบงงๆหน่อย อาจจะเพราะเรายังไม่ฉลาดพอจะคิดต่อเอง 555

บทที่ว่าด้วย จิตร ภูมิศักดิ์ ก็เล่าเรื่องได้ดีมาก เห็นภาพและเข้าใจว่าแนวคิด argument ของคุณไอดามันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน ความอยากจะผู้ดีของสถาบัน ปะทะ ความเป็นจริงในสังคมไทยที่ว่า วรรณกรรมเป็นเพียงเครื่องมือในการหาเรื่องบันเทิงเริงรมย์ของบรรดาอีลิท จึงทำให้คณะคิดแต่จะหาเรื่องถีบหัวส่งจิตร ออกจากความทรงจำในทรงจำของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะไปเลย อะไรมันจะขนาดนั้นนนน

โดยรวมคือเราชอบหนังสือเล่มนี้มากๆ ถ้ามีโอกาสอยากให้ทุกคนได้อ่านจังค่ะ แต่บอกเลยว่าหลายช่วงตอนมันก็ไม่ได้เข้าใจง่ายขนาดนั้น (เพราะคุณไอดาเขาไปพูดสิ่งเหล่านี้ตามงานวิชาการที่ทุกคนเข้าใจบริบทพื้นฐานกันมาแล้วน่ะนะ) คิดว่าถ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองไทย-สังคมศาสตร์ อย่างน้อยในระดับเบื้องต้น จะช่วยให้อ่านเล่มนี้ได้อย่างไม่ยากมากนัก ชอบมาก!! อ่านเถอะ!!
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
705 reviews138 followers
November 10, 2022
จำไม่ค่อยได้ว่ารู้จัก สนพ อ่านครั้งแรกตอนไหน ภาพจำลางๆ คือสมัยที่หนังสือกำเนิดสยามจากแผนที่ออกมาใหม่ เลยได้เห็นว่ามี สนพ อ่านด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่า สนพ นี้ออกหนังสือเกี่ยวกับอะไร

หลังจากนั้นจึงเริ่มรู้จักวารสารอ่าน ที่ยังคงการันตีว่าเป็นวารสารน้ำดีมากกกกกกกก หัวหนึ่งของเมืองไทย เนื้อหาในทำนองการวิพากษ์วิจารณ์ หาได้ยากมากในวงการหนังสือบ้านเรา ส่วนมากมีแต่หนังสือที่บอกว่า อะไร อย่างไร มากกว่าการตั้งคำถามว่า ทำไม เพราะอะไร

ภายหลังผมเลยพบว่า บก นิตยสาร และ เป็นหัวเรือใหญ่ของ สนพ อ่าน คือ คุณไอดา อรุณวงศ์

เวลามีงานเสวนาหรืองานด้านวรรณกรรม การเมืองต่างๆ จะพบคุณไอดาในฐานะ ปาฐกฎา หรือ ผู้กล่าวเปิดงานบ่อยมาก และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคุณไอดา คือ การอ่านบทพูด แทนที่จะเป็นการพูดสดออกไมค์ นอกจากเอกลักษณ์การอ่านบทพูดแล้ว อีกสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณไอดา คือ บทพูดที่ใช้ภาษาเรียบง่าย ชัดเจน ตรงประเด็นและสัมผัสได้ว่าไม่ใช่ตัวอักษรของผู้ที่อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่คือ บทพูดในฐานะคนธรรมดาสามัญชนทั่วไปที่เจ็บแค้นกับความไม่ปกติของสังคมทุกวันนี้

หนังสือเล่มนี้คือการนำบทพูดต่างวาระ ต่างโอกาสแต่ไม่ต่างคุณภาพ ของคุณไอดา มารวบรวมไว้ ตัวอักษรของคุณไอดาที่ฉีกเปิดให้เห็นถึง ความพิลึกย้อนแย้ง (โฟนี่) ของวงการเมืองและวงวรรณกรรม ทำให้คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมขณะไล่อ่านไปในแต่ละบท คือ เราเห็นความตลกร้าย ความย้อนแย้ง เหล่านี้แบบที่คุณไอดาเห็นบ้างมั้ย เราเห็นในแบบปิดตาข้างนึงหรือเปล่า หรือเราไม่เคยแม้แต่จะมองว่ามันเป็นความโฟนี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

............ แม่งโคตรโฟนี่เลยจริงๆ
Profile Image for Makmild.
807 reviews223 followers
February 1, 2023
ตั้งแต่อ่าน catcher in the rye ก็ไม่เคยคิดจะชอบหนังสือหรือกลับไปอ่านเล่มนี้อีกเลย แถมอ่านไปเซ็งโฮลเดนไปมากๆ จนมาอ่านที่คุณไอดาเขียนในเล่ม (บทแรกมั้ง) แล้วแบบ UuU ไอดายไปเลย ทั้งเข้าใจโฮลเดนมากขึ้น และเข้าใจตัวเองที่เกลียดโฮลเดนมากขึ้น และเศร้าที่โฮลเดนในใจเราได้ตายไปตั้งแต่ก่อนวันที่เราอ่าน catcher in the rye แต่ใดๆ ทั้งปวง นี่เป็นแค่บทแรกที่อิน แต่หลังจากนั้นบทสองสามสี่ห้าหก ซัดความคิด ความเห็นของคุณไอดากระแทกเข้าหน้าเหมือนคนตบเรียกสติ แต่จริงๆ มันไม่ได้กลับเข้ามาหรอก มันเจ็บ

แม่งโคตรโฟนี่เลย เป็นหนังสือที่จะว่าด้วยวรรณกรรมก็ใช่ การเมืองก็เชิง แต่มันไม่ได้จำเป็นที่จัดหมวดหมู่หรอก เพราะมันสามารถอยู่ด้วยกันได้ เราสามารถวิพากษ์ไปพร้อมๆ กันได้หมดเลย ส่วนตัวไม่ได้รู้จักคุณไอดามาก่อนเลย เพราะไม่เคยอ่านงานสนพอ่าน และถ้าจะพูดให้ตรงและชี้ช้ำกว่านั้นคือ ก่อนปี 2560 นั้นไม่เคยอ่านแม้แต่งานการเมืองหรือประวัติศาสตร์ไทยด้วยซ้ำ เพราะงั้นเวลาอ่านเล่มนี้จึงเหมือนขยี้ตัวเอง หัวเราะเยาะความซื่อความตาใสความโง่เง่าของตัวเองในวัยเยาว์ที่ไม่เคยขบถ ไม่เคยปลดแอก เป็นได้เพียงเพื่อนของโฮลเดนที่จ้างโฮลเดนเขียนรายงานให้เท่านั้น

นอกจากจะชี้ช้ำทางด้านการเมือง ก็เหมือนได้ความสว่างทางด้านปัญญาวรรณกรรม ตั้งแต่เรื่องการแปลของเรื่อง "จะเป็นผู้รับไว้ไม่ให้ร่วงหล่น" ไปจนถึงการอ่านงานวรรณกรรมไทยที่ไม่สันทัด เหมือนโดนป้ายยาว่า แกก็ไปลองอ่านดูบ้างสิ (และอยากอ่านจริงๆ ถ้ามีโอกาสแปลได้ว่า ถ้านึกได้จะซื้อแล้วกันแต่ไม่ใช่เร็วๆนี้)
Profile Image for Anness.
111 reviews46 followers
December 12, 2022
เคยมีโอกาสสนทนากับพี่ไอดาสองครั้งถ้วน นั่นคือตอนที่ส่งคำถามไปสัมภาษณ์ถึงการทำสนพ.อ่าน โดยพี่ไอดาขอตอบกลับมาทางอีเมล และอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนนี้ ที่ได้สัมภาษณ์พี่ไอดาซึ่งๆ หน้า และจำได้ว่าวันนั้นคือหนึ่งวันที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานสัมภาษณ์ผู้คน

จากบทสนทนาที่เต็มไปด้วย ‘น้ำเสียง’ ซึ่งแปลว่าผสมผสานด้วยน้ำตาและเสียงหัวเราะ นอกจากบทบาทนายประกันที่ทำหน้าที่ยืนหยัดเพื่อคนสามัญและจุดยืนตัวเองมาหลายปี พี่ไอดา-ในฐานะบรรณาธิการ นักเขียน นักแปล และผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ช่างกล้าหาญและเก่งกาจในการมองทะลุรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ในทั้งเรื่องการเมืองและวรรณกรรม แล้วนำมาถ่ายทอดผ่านถ้อยคำได้อย่างเรียบง่าย สามัญ เฉียบขาด จับใจ กล่าวได้ว่านี่น่าจะเป็นหนังสือรวมบทปาฐกถาของ “ผู้หญิงอย่างป้า” ที่ทรงพลังและสะเทือนจิตวิญญาณมากที่สุดเล่มหนึ่ง ดีใจและขอบคุณที่ bookscape หยิบเอาน้ำเสียงของพี่ไอดามาตีพิมพ์เป็นหนังสือ

เห็นด้วยกับอาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ที่บอกว่างานเขียนของพี่ไอดานั้นนอกจากความโดดเด่นด้วยการนำเสนอเรื่องราวด้วยรายละเอียดที่เราไม่คาดคิด การมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่แทรกอยู่ราวกับดูไม่เข้าที่เข้าทาง ไม่ไปกับหัวข้อหลัก กลับมีส่วนช่วยเสริมสร้างอารมณ์ให้เราได้อย่างไม่ทันตั้งตัว
Profile Image for moomooread.
173 reviews33 followers
July 15, 2024
คุณไอดาปากแจ๋วมาก (คำชม) ไม่รู้จะอธิบายเล่มนี้ยังไงดี เหมือนเป็นเล่มรวมบทอภิปราย/speech ที่คุณไอดาเคยเข้าร่วมพูดคุยและเขียนออกมาในวาระต่างๆ ส่วนใหญ่ในเล่มจะเน้นตีแผ่ความแปลกแปร่งและฉาบฉวยของสังคมไทย ผ่านการวิจารณ์ความดัดจริตของวงการการเขียน การเรียน การสอนวรรณกรรม อ่านไปแล้วเห็นถึงความเก้วกาดอย่างชัดเจน

ในเล่มมักเล่าเรื่องเหล่านักเขียนที่นับว่าเป็นขบถของสังคมในสมัยนั้นอย่างคุณร. จันทพิมพะ คุณวัฒน์ วรรลยางกูร คุณจิตร ภูมิศักดิ์ ฯลฯ และบริบทของยุคสมัยที่พร้อมจะทำให้คนเหล่านี้หายไปอยู่ทุกเมื่อ เพื่อย้ำให้เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสังคม

เมื่อพูดถึงวรรณกรรมหรือภาษา มันจะมีอยู่คณะหนึ่ง (อักษรศาสตร์) ในมหาลัยหนึ่ง (จุฬาฯ) ที่โคตรจะขัดแย้งในตัวเองเลย เป็นคณะที่สมัยก่อนลูกผู้ดีคงนิยมเรียนกัน ฟีลลิ่งสาวอักษรสวยหวานที่คนเค้าแซวๆ กันนั่นแหละ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นบ่มเพาะนักคิดมากมาย

แล้วคุณไอดาก็เป็นศิษย์เก่าคณะนี้ จะไม่ให้วิจารณ์คณะและมหาลัยนี้ได้ยังไง 5555555555 บอกเลยว่ากว่า 1/3 เล่มนี่คุณไอดาด่าจุฬาสนุกมาก เอ้ย ต้องพูดว่าวิจารณ์ได้ถึงพริกถึงขิงมาก ทั้งเรื่องคุณจิต ภูมิศักดิ์ที่คณะ(เติม s) พยายามปัดออกมานานแสนนาน ทั้งคัลเจอร์หลายจุดของจุฬาและอักษรฯ ที่แสนจะ conservative การเรียนการสอนที่ close reading กลายเป็น closed reading แบบที่คุณไอดากล่าว คือจะเปิดโอกาสให้คิด แต่สุดท้ายก็ต้องเดินตามขนบที่วิเคราะห์ไว้ ซึ่งตอนเราเรียนก็ยังมีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่รับความเห็นต่างนะ แต่ความเห็นต่างบางอย่างอาจถูกมองว่าไม่มีน้ำหนักมากพอเมื่อเทียบกับที่นักวิจารณ์เขาคิดๆ มาแล้ว

— “แต่เมื่อที่นี่เลือกจะเป็นมหาเทวาลัย มากกว่ามหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ก็ไม่ต่างอะไรกับจุลจักรวาลของระบบวัฒนธรรมที่ครอบงำและกดหัวราษฏรไทยไว้ไม่ให้เงยหน้าตั้งคำถาม”

ช่วงท้ายเล่มคุณไอดาพูดถึงการชุมนุมใต้โถงคณะช่วงปี 63 (ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าร่วม) ในตอนนั้นพลังใจแห่งการเปลี่ยนแปลงยังเต็มเปี่ยม พอกลับมาอ่านสิ่งที่คุณไอดาเขียนแล้วก็หดหู่ใจขึ้นมาซะงั้น เพราะตอนนี้ไฟอุดมการณ์ในใจได้มอดลงไปเยอะเหลือเกิน

พออ่านจบก็หดหู่ขึ้นยิ่งกว่าเดิมอีก เพราะสิ่งที่คุณไอดาพูดนั้นก็ยังคงอยู่ ดำเนินต่อ และคงไม่หายไปจากสังคมไทยในเร็วๆ นี้หรอก…

เอาเป็นว่าเป็นเล่มที่แนะนำอีกเล่มหนึ่งเลย
February 14, 2024
"บอกพวกเขา บอกพวกเรา
ว่าความสามัญคือความสำคัญ"

นี่แหละ นิยามของคำว่า "งานเขียนสามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้"

ชอบมากๆ เข้มข้น แหลมคม และ enlight ตัวเองมาก สะเทือนถึงแก่นภายในใจ คุ้มค่าและควรค่าแก่การอ่านครับ

#ประโยคสะกิดใจ 👇👇👇

"เวลาที่คนที่เรียกตนเองว่าบ้า พูดอะไรกับสังคม เขาต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องหรือเปล่า เรียกตนเองว่าบ้า คงหมายความว่าเขาตระหนักดีว่าถ้อยคำที่พูดออกไปมันแปร่งหู คนรอบข้างไม่น่าจะรู้สึกรับรู้ร่วมกับเขาได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็พูดมันออกไป เขาก็ขีดเขียน ทำไปเพื่ออะไร สงสัยเพื่อทิ้งร่องรอยเอาไว้ เผื่ออีกหน่อยจะฉายไฟส่องเห็น เปล่งออกมาเป็นเสียงที่คนอื่นๆ ในภายภาคหน้าเข้าใจได้ ในวันเวลาที่ปกติสุข หาใช่เช่นวันนี้" — p.21

"เมื่อไม่เคย 'รู้สึก' เช่นนั้น ย่อมไม่สามารถ 'คิด' ได้เช่นนั้น และย่อมไม่สามารถ 'เข้าใจ' ได้เช่นนั้นด้วย" — p.38

"This world is a comedy to those who think and a tragedy to those who feel."
[Horace]
"โลกนี้คือสุขนาฏกรรมสำหรับคนที่ใช้หัว และเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับคนที่ใช้หัวใจ" — p.60

"จริงอยู่ นิ้วมือของคนอาจไม่สามารถยาวเพิ่มขึ้นได้ เกิดมาเป็นแบบไหนก็อยู่ไปแบบนั้น แต่มนุษย์เราสามารถขยับสถานะหรือตำแห���่งแห่งที่ของตัวเองได้ หากได้รับโอกาสทางสังคมการเมืองที่เท่าเทียมกันมิใช่หรือ ไม่ต้องพูดถึงว่านี่ออกจะเป็นการสอบตกวิชาการใช้เหตุผลขั้นพื้นฐาน ก็มันธุระอะไรเล่าที่จะเอาสิทธิทางการเมืองไปเทียบเคียงกับความสั้นยาวของนิ้วมือนิ้วตีน" — p.66

"มีแต่คนที่ไม่เชื่อในการใช้เหตุใช้ผลและใช้วิจารณญาณเท่านั้นแหละที่จะใช้อำนาจมาบังคับการใช้เหตุใช้ผลและการใช้วิจารณญาณของคนอื่น และมีแต่อำนาจที่กำลังหวั่นไหวและวิตกจริตต่อความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองอย่างหนักแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะมาเที่ยวริบ ทำลาย จำคุกใครต่อใคร แค่เพราะหมึกบนกระดาษไม่กี่แผ่น" — p.70

"ย่อมมีแต่ 'ผู้ใหญ่' หรือ 'ผู้ยิ่งใหญ่' ที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะไม่เพียงไม่ปิดกั้น แต่ยังให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนต่อการวิจารณ์เช่นนี้" — p.77

"แต่สัจธรรมก็มีอยู่ว่า คนที่มีอำนาจบาตรใหญ่ มักจะเป็นคนขวัญอ่อนและเสียสติได้ง่ายกว่า และก็พาให้สังคมตกอยู่ในบรรยากาศของความกลัวถึงขั้นเสียสตินั้นไปด้วย" — p.83

"ประเทศนี้จะสามารถเป็นเนื้อดินชั้นดีสำหรับงานสร้างสรรค์ได้อย่างไร หากว่ามีฟ้ามากางกั้นความรักต่องานสร้างสรรค์นั้นไว้" — p.86

"แต่อันที่จริงเมื่อคิดอีกแง่หนึ่ง การดำรงอยู่ของภาวะแบบนี้ ของอาการวิปริตทางสังคมแบบนี้มิใช่หรือ ที่ในทางหนึ่ง ก็คือเงื่อนไขอันกดดันที่อาจส่งเสริมให้เกิดวรรณกรรมชั้นดีขึ้นได้" — p.87

"ถ้าจะได้มีการพยายามจะจัดหนังสือเล่มนี้ [ฟ้าบ่กั้น] เข้าในหมวดหมู่วรรณกรรม หนังสือเล็กๆ เล่มนี้ก็คงมีฐานะเป็นได้เพียง 'วรรณกรรมแห่งฤดูกาล' ฤดูแห่งความยากไร้และคับแค้น ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ยาวนานมากของประเทศไทย" — p.149

"อำนาจที่กดกักกระทั่งถ้อยคำ และกักขังผู้คนอันเนื่องมาจากถ้อยคำ สำมะหาอะไรที่เราจะคาดหวังให้เขาเข้าใจความหมายของปัจเจกภาพอันหลากหลายในความเป็นมวลชน" — p.157

"การทำงานของความคิดและความทรงจํา ในหัวของคนเรา ไม่ได้เป็นไปอย่างมีลำดับต่อเนื่องที่ชัดเจน เหมือนลำดับเวลาเป็นเส้นตรงและมีโครงร่างลายเส้นที่เด่นชัดเสมอไป แต่มันมีการขาดห้วง ขาดหาย มีส่วนที่เด่นชัด ส่วนที่จางๆ เป็นฉากหลัง และยังมีเนื้อหาของชีวิตอีกมากนักที่ค้างอยู่ในความคิดและความรู้สึกของเรา รอที่จะได้รับการตระหนักรู้จากเรา" — p.169

"แต่จะว่าอย่างไรได้ ก็มีอยู่หลายครั้งในชีวิตมิใช่หรือ ที่เราหวังให้คำว่า 'ครั้งสุดท้าย' คือหมุดหมายของบรรลุถึงเบื้องปลายว่ามันจะถึงที่สุดแห่งชัย ไม่ต้องเผื่อ ไม่ต้องผัดอีกต่อไป มันจะหมายถึงการพ้นจากภาวะของคำว่า 'ครั้งแล้วครั้งเล่า' ไปได้ เพราะว่ามันคือครั้งสุดท้าย คือที่สุดของความสมบูรณ์แบบดังใจ
แต่ที่ตลกร้ายคือเรามักไม่มีวันได้อยู่เห็นมัน" — p.238

"ดวงจันทร์เลื่อนลับดับหาย
เสียงใบพายชำแรกน้ำเป็นจังหวะเนิ่นช้า
พายทำให้เรือเคลื่อนที่
พายคือพาย มันจะเป็นอะไรได้มากกว่านี้"
— p.248 [“กลับมาเมื่อฟ้าค่ำ", วัฒน์ วรรลยางกูร]

❝ ... เราจะพูด เราจะบอก เราจะเขียน อย่างคนธรรมดา

เราจะทําให้พวกเขาเห็นว่า พลังของปลายปากกา อยู่ที่สัจจะของความเป็นคนสามัญ

ถ้าปากกาจะ 'อยู่ที่มัน' เพราะมันถือดีว่า เป็นผู้มีเกียรติเหนือใคร ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่า เกียรตินั้นพิสูจน์กันได้ที่ความโปร่งใส ไม่ใช่ที่การห้ามวิจารณ์ ห้ามทำให้เสื่อมเสีย

และถ้ามันจะคิดว่าปากกา 'อยู่ที่มัน' เพราะมันมีอำนาจอันละเมิดมิได้ ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่า อำนาจเยี่ยงนั้นหาใช่อะไร นอกจากอำนาจอย่างลูกแหง่ อำนาจของคนแหย

ปากกาอยู่ที่มัน แต่ปากกาก็อยู่ที่เรา บอกพวกเขา บอกพวกเรา ว่าความสามัญคือความสำคัญ ไม่ว่าจะเรียกมันว่า เศียรข้าพเจ้า ศีรษะดิฉัน หรือหัวกู

พิเคราะห์แล้วจึงเห็นว่า พลังจากปลายปากกา คนธรรมดาก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ … ❞
— p.258,260

"ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
ดาวคืนเพ็ญมัวเด่นลืมท้าทาย
ครั้นผืนฟ้าใกล้ดับจวนลับมลาย
ดินจะพราย-ไม่ว่ามี-หรือไม่-มีดาว
ดินจะกลาย-เป็น-หรือไม่-เป็นดาว!"
— p.277 [“ในสมุดบันทึก", ไอดา อรุณวงศ์]
Profile Image for Chontiwat Udomsiripat.
223 reviews5 followers
July 20, 2024
“แม่ง โคตรโฟนี่เลย” - รวม 12 บทอภิปรายของไอดา อรุณวงศ์ บก. สำนักพิมพ์อ่าน ตั้งแต่ปี 2010 - 2022 ในประเด็นที่ไอดาได้อภิปรายนั้นจะเน้นไปที่การวิพากษ์วิจารณ์วงการวรรณกรรมการเมืองของไทยรวมถึงสถาบันทางการเมืองไทยได้อย่างสนุก พยักหน้าเห็นด้วย และตบเข่าฉาดในเวลาเดียวกัน

ความที่ไอดานั้นจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้เธอวิจารณ์คณะของเธอได้อย่างถึงพริกถึงขิง ในทุกบทนั้นสะท้อนถึงความล้าหลังของการศึกษาในคณะอักษรฯ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์นักเขียนรุ่นเดือนตุลาที่ใจโลเลและไม่เอาไหน แต่งกาพย์แต่งกลอนแอคสาวไปวัน ๆ และใช้ประชาชนเป็นคำหากินในการแต่งเรื่องมาให้คนอื่นอ่านแค่นั้นเอง พวกเขาไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยแต่อย่างใด ดังคีย์เวิร์ดโง่ ๆ ที่ว่า "ปากท้องต้องมาก่อน" ทั้งที่ความจริงแล้ว "ประชาธิปไตยกับปากท้องมันต้องไปด้วยกัน"

นอกจากไอดาจะวิจารณ์วรรณกรรมการเมืองไทยอย่างสุดมันส์แล้ว ผมยังชอบที่เธอกล้าวิจารณ์นักกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะศาลยุติธรรมไทยที่ทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย ทั้ง ๆ ที่อำนาจตุลาการนั้นมาจากประชาชนเช่นเดียวกันกับอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร แต่ศาลนั้นกลับใช้อำนาจที่ได้มาจากราษฎรจับราษฎรผู้เห็นต่างทางการเมืองเข้าคุกเสียเอง แสดงให้เห็นถึงสภาวะความย้อนแย้งของศาลไทยว่า เป็นหน่วยงานที่ไม่ได้เก่งค้ำฟ้าแต่อย่างใด พวกเขายังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรถูกอะไรผิด แม้กระทั่งคำว่าคดีการเมือง ศาลไทยยังใช้คำว่าคดีสิทธิมนุษยชนเเทน (ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นการเล่นคำเพื่อหลอกตัวเอง) พวกเขาทะนงไปวัน ๆ เมื่อมีคนเรียกพวกเขาว่าท่าน ท่านที่ไม่ได้หมายความว่าเท่ากับราษฎร แต่เป็นท่านที่หมายความว่ากำลังกดหัวราษฎรให้จมธุลีอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ ไอดายังได้ป้ายยาหนังสือที่น่าสนใจไว้แบบเนียน ๆ ให้ผู้อ่านได้ตามไปอ่านต่อ เช่น THE CATCHER IN THE RYE, ฟ้าบ่กั้น, เราลิขิต-บนหลุมศพวาสิฏฐี, โฉมหน้าศักดิาไทย, ต้องเนรเทศ และอื่น ๆ - ใครที่โหยหาบทอภิปรายทางการเมืองร่วมสมัยแบบสุดมันส์ ก็ไม่ควรพลาดเล่มนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ ขออนุญาตชวนอ่านครับ

"... เเต่เมื่อที่นี่เลือกจะเป็นมหาเทวาลัย มากกว่ามหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ก็ไม่ต่างอะไรกับจุลจักรวาลของระบบวัฒนธรรมที่ครอบงำและกดหัวราษฎรไทยไว้ไม่ให้เงยหน้าตั้งคำถาม ..." - P. 193.
"... สามีครูก็เป็นคนรุ่น 6 ตุลา เขาบอกว่าสมัยนั้นเขาโง่ไป - เราฟังแล้วก็โกรธว่า มันเรื่องอะไรเอาอนาคตฉันไปเทียบกับผัวโลเลเดี๋ยวโง่เดี๋ยวฉลาดของคุณ" - P. 186.
"ไม่มีสิทธิมนุษยชนในศาล ตราบเท่าที่ยังอยู่กันภายใต้เทมเพลตภาษากราบกรานของคำร้อง ..." - P. 260.
Profile Image for Tanan.
234 reviews47 followers
April 17, 2023
(((รีวิวจบด้วยความรู้สึกชอบหนังสือและผู้เขียน)))
.
ใครที่บริจาคเงินเข้ากองทุนราษฎรประสงค์บ่อย ๆ น่าจะคุ้นชื่อ ไอดา อรุณวงศ์ กับชลิตา บัณฑุวงศ์ ซึ่งคอยจัดการเรื่องเงิน ดูแลงานประกันตัวให้ประชาชนที่โดนคดีทางการเมือง (ซึ่งมีเยอะมาก แล้วแต่ละคดี ตำรวจเรียกเงินประกันสูงเหมือนปล้นตามกฎหมาย)
.
ไอดา อรุณวงศ์ คือคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ - "แม่ง โคตรโฟนี่เลย" จะด้วยความรู้สึกขอบคุณที่เธอทำกองทุนราษฎรประสงค์หรืออะไรก็ตาม ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ทันทีที่่บังเอิญเห็นชื่อไอดาบนหน้าปก
.
ปกและชื่อหนังสืออาจดูเฟี้ยวจนเหมือนเอาสก๊อยมาเขียนหนังสือ (คำว่าเฟี้ยวกับสก๊อยนี่ตกยุคไปรึยัง) แต่ความจริงเนื้อหาในเล่มเป็นบทปาฐกถา บทอภิปราย ในวาระต่าง ๆ ซึ่งมีความเป็นวิชาการ และอ่านสนุกมาก
.
อย่างบทแรกเป็นบทปาฐกถาปิดงานประชุมทางความคิด ในวาระเกษียณอายุราชการของชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ (ชูศักดิ์เป็นอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ไอดาเขียนถึงบทความของชูศักดิ์ และนวนิยาย The Chatcher in the Rye ของ J.D.Salinger หรือที่มีแปลเป็นไทยฉบับล่าสุดโดย #ปราบดาหยุ่น ในชื่อ #จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น
.
The Chatcher in the Rye เป็นเรื่องของเด็กอายุ 16 ชื่อโฮลเดน เขาสอบตกสี่วิชา ย้ายโรงเรียนสี่ที่เขาหนีจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน สำหรับโฮลเดน โลกของผู้ใหญ่เต็มไปด้วยการโกหกตอแหล ไม่ว่าจะครู ครูใหญ่ พ่อแม่ของเพื่อน ต่างโกหกตอแหลใส่หน้ากากเข้าหากัน โฮลเดนสบถ ก่นด่าโลกอันตอแหลใบนี้ตลอดเรื่อง
.
บทปาฐกถาของไอดาเขียนถึงความโฟนี่ ทั้งในสังคมชีวิตจริงและในวรรณกรรม...ซึ่งทั้งไอดาและของชูศักดิ์ต่างมีลีลาการเขียนที่...ไม่รู้จะชมแบบไหนดี คือมีลูกล่อลูกชน ลูกเล่นและลูกบ้าอยู่ในนั้น
.
บางช่วงยังเปรียบเทียบสำนวนแปลของหนังสือเล่มนี้ด้วย ขยายความคือ The Chatcher in the Rye มีแปลเป็นไทยสามสำนวน ต่างยุคต่างสมัยกัน สำนวนแรกโดยนามปากกา คำรวี-ใบเตย สำนวนที่สองนามปากกา ศาสนิก และสุดท้ายคือของปราบดา หยุ่น ซึ่งไอดาเปรียบเทียบดูว่าแต่ละสำนวนแปลคำหยาบในเล่มอย่างไร
.
เช่น "sonuvabitch" ปราบดาแปลไว้ว่า "ไอ้สัตว์", ศาสนิกแปลไว้ว่า "ไอ้ลูกไม่มีพ่อ", คำรวี แปลไว้ว่า "ไอ้ลูกหมาหน้าตัวเมีย"
.
ในฐานะนักแปลเวลาอ่านเทียบแบบนี้แล้วรู้สึกสนุกดีนะ
.
ผมเพิ่งอ่านจบแค่บทแรก แต่รู้สึกประทับใจจนรีบมาเขียนก่อน แน่นอนว่าเมื่ออ่านจบ เราจะรู้แล้วว่า ไอดา อรุณวงศ์ ไม่ธรรมดา ไม่ใช่สก๊อยเขียนหนังสือ แต่เธอเกิดมาในช่วงก้ำกึ่งคนเดือนตุลา เรียนจุฬา เป็นอาสา (ลงท้ายสระอาสามคำละ มีอะไรอีก) ช่วยเหลือชุมชนชาวนา เป็นนักแปลภาษา ฯลฯ
.
เป็นนักเขียน และผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ อ่าน รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกองทุนราษฎรประสงค์และมูลนิธิสิทธิอิสราด้วย (ส่วนอีกคนคือ ชลิตา บัณฑุวงศ์...เอาไว้ค่อยเขียนถึงเมื่อมีโอกาส)
Profile Image for Drn.Reading.
66 reviews8 followers
February 19, 2023
แม่ง โคตรโฟนี่เลย หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทปาฐกถาของ ‘ไอดา อรุณวงศ์‘ บรรณาธิการ เจ้าของสำนักพิมพ์อ่าน และนายประกันของกองทุนราษฎรประสงค์ ที่พูดถึงวรรณกรรมและรวบไปถึงเรื่องสังคม-การเมือง ซึ่งพออ่านจบเล่มแล้ว เราได้แต่อุทานว่า “แม่ง โคตรชอบเลย!”

เป็น 12 บทความและหรือปาฐกถา ที่พูดภาษาเราก็จะต้องเรียกว่า "แม่งโคตรฟาด โคตรเผ็ชชชช" เลย เรียกได้ว่าแหกทุกองค์กรที่เป็นขุมอำนาจใหญ่ของสังคม-การเมืองไทย ความย้อนแย้งของชายหัวก้าวหน้าซ้ายจัดที่ยังมีความปิตาครอบหัวอยู่ ความอีลิทของสถาบันเสาหลักสีชมพูของประเทศที่มองว่าวรรณกรรมสูงส่งไม่โยงไม่ยุ่งกับการเมือง ประวัติศาสตร์การเมืองที่แกล้งๆ ลืม ความเป็นไทยที่เป็นไทย ที่พอปะทะกับความเป็นสากลแล้วก็คือเจอแต่ความโฟนี่

การเมือง | วรรณกรรม ในยุคที่สุนัขไม่ใช่หมาเสมอไป แต่ประชาชนยังเป็นความเหมือนเดิม

พออ่านจบแล้วกลับมาอ่านคำโปรยที่หน้าปกอีกครั้งก็พบว่าสังคมนี้แม่งโคตรของโคตรของโคตรโฟนี่เลย!
Profile Image for tongla.
42 reviews5 followers
July 1, 2025
Katana-sharp, tastefully hard-hitting. Ida Aroonwong is the best Thai public intellectual-writer alive.
Profile Image for MT.
642 reviews84 followers
December 26, 2022
- ขอบคุณคุณไอดาที่มาป้ายยางานของร.จันทพิมพะ รู้สึกเป็นนักเขียนหญิงที่น่าสนใจมากๆคนนึง หวังว่าปีหน้าจะได้อ่านงานเธอ สาธุๆ ส่วนหนังสือภาพร่วมดีครับเลย ความเฟียส ความเอนเนอจี้ ความmad woman in atticคือจัดหนักจัดเต็ม
Profile Image for Chanamon Wangthip.
71 reviews9 followers
January 3, 2026
ร้อยครั้งพันครั้งก็พูดได้ ว่าทั้งที่ไม่สามารถอวดอ้างกับใครว่าอ่านรอบรู้กว้าง และไม่ใช่แม้แต่คนที่จะสามารถเรียกตัวเองได้เต็มปากว่าเป็นนักอ่าน การอ่านก็ยังเป็นโลกแทบทั้งใบของทั้งชีวิต เป็นครูผู้สอนให้รู้จักความอ่อนละเอียดลึกซึ้งของชีวิต ความสุขรสหวานล้ำ ความทุกข์เกินทรมาน ความกร้าวแกร่งของหัวใจ ความเป็นไปได้สารพันในความเป็นไปไม่ได้ เห็นชีวิตมากมายแจ่มชัดอยู่อย่างนั้น เห็นตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีจิตวิญญาณ มีมากกว่าร่างกายและหัวใจ มีพื้นที่เร้นลับล้ำค่าที่จะเปิดออกมาในบางเวลา
.
.

แต่อย่ากระนั้นเลย
.
.

ระหว่างที่ดื่มด่ำโรแมนติกมากมาย เฉลิมฉลองให้กับความอ่อนบางของหัวใจตัวเอง เรารู้ดีแก่ใจว่าการอ่านได้และการได้อ่านเป็นอภิสิทธิ์อย่างไร การได้ซาบซึ้งและภาคภูมิใจในประโยคซับซ้อนซ่อนความไว้หลายชั้นที่ได้อ่านและได้เขียนเลียนอย่างสิ่งที่อ่านมาอีกต่อหนึ่งด้วยความภาคภูมิใจยิ่งกว่ามันตอกย้ำความน่าสมเพชแค่ไหน ค่าที่ว่ามีความจริงข้อหนึ่งก็คือ ความสามารถที่จะได้ทำและทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นของมีราคาสูงเหลือเกินจนน่าหมั่นไส้ ทั้งเป็นสิ่งที่จะเบ่งบานขึ้นมาในอกก็ในตอนที่ปิดประตูหน้าต่างกันตัวเองออกจากโลกจริงทั้งใบแล้วจมลงไปในหน้ากระดาษ นอนซับน้ำตารู้สึกรู้สากับชีวิตของผู้คนในตัวอักษร ขณะที่ใครต่อใครอีกหลายคนบาดเจ็บล้มตายหรือพัดเพระเหหนไม่ได้หยุดพัก แล้วพอเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจะอ่านไปทำไม จะเขียนไปเพื่ออะไร จะยินดีกับหัวใจละเอียดอ่อนที่ว่านั้นไปอีกสักเท่าไรกัน
.
.

หลายครั้งพอคำถามดำเนินมาถึงจุดนั้นก็จะเลือกปิดหนังสือแล้ววิ่งหนีจากหน้ากระดาษออกมาหาโลกจริงที่ไม่ค่อยรักและไยไพมันสักเท่าไรนั่นแหละ ฟังดูตลกแต่มักจะเป็นอย่างนั้น
.
.

สิ่งที่ตลกยิ่งกว่าคือถึงอย่างนั้น เราก็จะเดินทางกลับไป หลังจากกลับมากลับไปไม่นับครั้ง ในชั่วขณะที่คล้า��ใจและวิญญาณข้างในไร้แรงยึดเหนี่ยว คล้ายกำลังลอยตุ๊บป่องออกไป หวังให้เสียงกระดาษพลิกหน้าดังฟลิบ ฟลิบ เป็นเหมือนกระดิ่งให้จังหวะในชั่วโมงภาวนา หวังให้ตัวอักษรแทนบทสวดหรือคำสอนที่ตัวเองไม่เคยยึดถือในชีวิตจริงบอกเล่าอะไรสักอย่าง หวังเช็ดถูหัวใจด้วยน้ำตาที่ไหลเรื่อยออกมาเมื่อบางตัวอักษรได้เริ่มสนทนากับตัวเองในใจ
.
.

รวมข้อเขียนในเล่มนี้ชวนสนทนาผ่านเรื่องโฟนี่ๆ หรือความตอหลดตอแหลตลบตะแลงย้อนแย้งมากมาย ของการต่อสู้ที่รังแต่จะแพ้พ่าย ของผู้หญิงในโลกผู้ชาย ของวรรณกรรมของมนุษย์ ของมนุษย์ของวรรณกรรม ของฟ้าที่กว้างกว่ากว้างแต่คับแคบเกินจะขังใคร ของคนที่พูดไม่เก่งแต่กรีดหัวใจคนได้ครั้งแล้วครั้งเล่าได้ด้วยถ้อยคำสั้นกระชับแต่หนักแน่น ของผู้หญิงที่เคยพูดอย่างถ่อมตัวถ่อมใจว่าตัวเองไม่เก่งและไม่แกร่งมากพอและอาจจะเรียกได้ว่าแพ้ไปเสียแล้ว ของความหวังท่ามกลางเงื่อนไขอันน่าสิ้นหวัง ระหว่างที่อ่านก็ได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไ��้ อย่างไม่ยินดีนักที่ยังร้องไห้ให้กับตัวอักษรได้มากมายขนาดนี้ ในแง่ที่ว่าถึงวันนี้หลายเรื่องก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้แค่ร้องไห้ ไม่รู้จะสื่อสารมันออกมายังไง ไม่เชื่อว่าตัวเองที่คอยจะลอยหวือออกไปจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ถ้อยคำคมคายก็ยิ่งกรีดแผลเข้ากลางใจ มุกตลกเสียดสีวิพากษ์ตัวเองและโลกรอบตัวน่าขื่นขันก็ยิ่งเสียดสีจิตวิญญาณข้างใน ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่อาบอยู่ในทุกคำนั่นหรือยิ่งซัดแรงๆ เข้าที่อก
.
.

แต่เราก็จะเดินทางกลับมาอีกครั้ง กลับมาให้อะไรบางอย่างในระหว่างอักษรนั้นตอบคำถามที่ตัวเองมักจะลืมคำตอบไปทั้งที่จะรู้สึกได้เสมอเมื่อได้อ่าน ว่าจะอ่านไปทำไม เขียนไปเพื่อใคร จะคอยส่งต่อสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีใครต้องการหรือไม่ไปถึงเมื่อไร
.
.

ในโลกที่ชีวิตอาจจะเลือกกระแทกวิญญาณของผู้คนได้ด้วยอะไรสักอย่าง ด้วยวิธีต่างๆ นานา ก็ถ้าถ้อยความในหน้ากระดาษคืออะไรสักอย่างที่ว่าที่ทำงานกับเราได้อย่างทรงพลังที่สุด ร้าวรานที่สุด สวยงามที่สุด เรียบง่ายที่สุด ย้ำเตือนว่าเรามีชีวิต มีหัวใจ มีสัจจะต่อสิ่งใด ปฏิเสธจะออมชอมกับสิ่งไหน และจะก้าวเดินไปยังไงเพื่อรักษาสัจจะนั้น มันก็ควรค่าแล้วที่จะเสียน้ำตา มันก็ควรค่าแล้วที่จะเป็นโลกทั้งใบ มันก็ไม่เป็นไรนักหรอกที่จะเพ้อฝันว่าตัวเองก็ควรค่าและควรต้องทำสิ่งนั้นต่อไปแม้จะยังทำได้ไม่ดีนัก เพื่อส่งต่อสิ่งที่เชื่อว่าจะสั่นสะเทือนหัวใจใครสักคนได้ไปให้ถึงมือเขา มอบที่ว่างให้ใครสักคนได้สร้างบทสนทนาที่มีความหมายกับจิตวิญญาณ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อส่งเสียงเล่าอะไรสักอย่างไม่รู้สี่รู้แปดก็ได้ออกไป อย่างที่ใครคนหนึ่งควรจะทำได้อย่างเสรี
.
.

เหมือนกับที่หนังสือเล่มนี้ทำได้แล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
Profile Image for panuchread.
118 reviews103 followers
February 26, 2023
หนังสือที่ว่าด้วยการเมืองและวรรณกรรม ตีแผ่ความโบราณคร่ำครึของสังคมไทยในยุคเผด็จการ (และยุคก่อนหน้านั้น) เขียนด้วยวาจาเชือดเฉือนคมคาย ตรงไปตรงมา ตอกหน้าคนอ่านที่อาจจะเคยเห็นดีเห็นงามไปกับความโฟนี่ๆ หรือบางทีก็ยังไม่รู้ตัวว่าที่เป็นอยู่มันโคตรจะโฟนี่เลยโว้ย

แม้การเมืองจะเป็นเรื่องของทุกคน แต่เอาเข้าจริง บทความและปาฐกถาในเล่มนี้มันต้องการจะสื่อสารกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชนเต็มๆ ถ้าจำกัดความคำว่าปัญญาชน = คนที่มีความรู้มีการศึกษาน่ะนะ ไม่ใช่หนังสือที่หยิบให้ทุกคนอ่านแล้วจะเข้าใจทุกอย่างตรงกันหมด หรือจะเข้าใจทุกบรรทัดทุกถ้อยคำทุกตัวอักษรจนรู้สึกรีเลท

ใช่ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แต่วรรณกรรมไม่ใช่

ก็อย่างที่ในหนังสือบอกไว้ การอ่านหนังสือคือกิจกรรมของคนมีการศึกษาและมีโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศนี้ วรรณกรรมคือสิ่งที่มีไว้เพื่อคนเฉพาะกลุ่ม คนบางกลุ่มไม่ได้มีแม้โอกาสจะเข้าถึง (และบางทีเขาอาจจะไม่อยากเข้าถึงด้วยซ้ำ) ขนาดสิทธิขั้นพื้นฐานแบบเบๆ ยังไม่มีไปถึงชายขอบ นับประสาอะไรกับวรรณกรรม แน่นอนว่าวรรณกรรมไม่ได้สูงส่ง แต่ก็เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยอย่างถึงที่สุด

ซึ่งก็นับว่าคุณไอดาสื่อสารออกมาได้โคตรจะตรง target จริงๆ (ดูจากงานเสวนาแต่ละงานที่ไปพูด ที่ลงบทความ กระทั่งการเอามารวมเล่มราคาเกือบ 300 —ตาสีตาสาที่ไหนจะซื้อหนังสือเล่มละ 300 อ่าน) เนื้อหาสาระทั้งหมดในเล่มมันก็ต้องการจะบอกเล่า เตือนสติ ตบเรียกคนที่เรียกตัวเองว่า “ปัญญาชน” , “ผู้มีการศึกษา” ใดๆ ทั้งบูมเมอร์รุ่นแก่คราวพ่อไปจนถึงเจนซีในทวิต (ที่อย่างน้อยก็ต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานครบหลักสูตร) ให้ลืมตามองความจริงที่แสนจะโฟนี่ของการเมืองวรรณกรรมในประเทศนี้ได้แล้ว และทำให้ทั้ง “การเมือง” และ “วรรณกรรม” เป็นเรื่องสำหรับทุกคนจริงๆ สักที

จริงๆ คุณไอดาพูดประเด็นนี้ไว้ในบทอภิปรายเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของอ่าน แต่เราว่ามันครอบคลุมถึงหนังสือเล่มนี้ (และงานเขียนการเมืองเสียดสีสังคมอีกหลายๆ เล่มด้วย)

และผลพลอยได้เล็กๆ ที่สำคัญ ซึ่งอาจจะไม่ใช่จุดประสงค์หลักของคุณไอดา คือหนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่แนะนำหนังสือที่น่าอ่าน ป้ายยาเล่มอื่นๆ ได้ดีกว่าหนังสือที่ออกตัวว่าเกี่ยวกับหนังสือซะอีก อ่านหนังสือที่ว่าด้วยหนังสือ / ร้านหนังสือใดๆ แล้วไม่เคยคิดอยากซื้อตามเลย แต่ลิสต์ที่ได้จากเล่มนี้เตรียมกดลงตะกร้าละ 555555
Profile Image for Nakwan sriaru.
80 reviews21 followers
January 4, 2025
เป็นรวมบทความ (แต่จริงๆ ต้นทางคือบทปาฐกถาหลายๆ วาระ) ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนี้ (2022)

เนื้อความเชื่อมแบบแกะแยกจากกันไม่ออกทั้งเรื่องวรรณกรรมและการเมือง โดยคาบเกี่ยวกับบทบาทใหญ่ๆ ของผู้เขียนสองบทบาท คือ บรรณาธิการ และ ‘นายประกัน’ ของผู้ถูกคุมคามจากอำนาจเถื่อนของ คสช.

ชิ้นที่คิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดคือบทความที่เล่าถึงนักเขียนหญิงคนหนึ่ง ‘ร. จันทพิมพะ กับ “ผู้หญิงอย่างเดียว” ปลายสมัยรัชกาลที่ 8’
บทความนี้เดิมทีมาจากบทอภิปรายนำเสนอในงานสัมมนา 70 ปี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อปี 58 เป้านิ่งของบทความนี้ฟาดไปที่วงวรรณกรรมชายแท้อย่างซึ่งๆ หน้า แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกบรรทัดนั้นสะท้อนออกมาทั้งมุมคิดและพลังของการค้นคว้า เป็นผลงานที่คุ้มค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง

อีกชิ้นที่เพียงสั้นๆ แต่ทำให้มองเห็น ‘ชีวิต’ แบบที่อยู่ในวังวนเดียวกับเราๆ ท่านๆ คือ ‘(พิเคราะห์แล้วเห็นว่า) พลังจากปลายปากกาคนธรรมดาก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้’ ที่เล่าถึงประสบการณ์ตรงของคนที่ขึ้นๆ ลงๆ บันไดศาลในคดีสิทธิมนุษยชนในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นข้อสังเกตที่โฟกัสไปยังการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือค้ำจุนอำนาจเถื่อน ทั้งภาษาพูดในศาล (“เต็มไปด้วยคำว่าท่านที่ไม่ใช่ท่านที่เท่ากันกับข้าพเจ้า”) และภาษาเขียน แบบที่ Marshall McLuhan น่าจะ ‘พิเคราะห์แล้วเห็นด้วยว่า’ Format is the message

ที่สำคัญของข้อเขียนนี้ คือมันเล่าถึงฉากลิเกอันจอมปลอมเสแสร้ง ที่ผู้เขียนจำต้องเล่นไปด้วยในฐานะนายประกัน แบบ “แม่ง โคตรโฟนี่เลย” และคำวิพากษ์เหล่านั้นจะดาษๆ ขาดรสขาดชาติไปเยอะหากไม่ได้ลงไปทำอะไรโฟนี่ๆ แบบนั้น
อ่านแค่สองชิ้นนี้ก็คุ้มแล้ว
Profile Image for Kin.
514 reviews164 followers
April 5, 2023
ไม่ผิดสักนิดถ้าจะบอกว่าพี่ไอดาเป็นนักเขียนที่เราชอบที่สุด ไม่ใช่ในหมวดนักเขียนหญิงหรือนักเขียนไทย แต่เป็นหมวดนักเขียนนี่แหละ และอาจจะพูดได้ด้วยว่าพี่ไอดาเป็นนักพูด เรียกให้ถูกคือ 'นักอ่าน' ที่เราฟังเสมอที่มีโอกาส ทุกๆ บทในหนังสือเล่มนี้อาจนับเป็นชีวประวัติของนักเขียนที่ไม่หยุดต่อสู้ในวันที่นักเขียน(ชาย)จำนวนมากเลิกคิดว่าปากกาคืออาวุธ และเหลือน้อยนักที��ยังกล้าพูดว่าอะไรถูกอะไรผิดในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่หลายเรื่องก็เห็นกันอยู่ทนโท่ เห็นกันอยู่ตำตา สปิริตของ 'อ่าน' คือสปิริตเดียวกันกับที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ในบทความทุกๆ ชิ้น ในการบรรยายทุกๆ ครั้ง เป็นงานที่มีพลัง มีความหวัง ซื่อตรงแต่กลับชวนให้ทบทวนตัวเองซ้ำๆ ว่าเราจะอ่านเขียนกันไปทำไมเพื่ออะไร หนักกว่าคือชื่นชมยกย่องงานเขียนและนักเขียนไปทำไมเพื่ออะไร และที่สำคัญอะไรบ้างที่เรานับว่าเป็นงานเขียน ใครบ้างที่เราเรียกว่าเป็นนักเขียน คนธรรมดายืนอยู่ตรงไหนในแวดวงวรรณกรรม คนธรรมดาต้องพูดอะไรและพูดอย่างไรจึงจะได้รับ-ไม่ต้องถึงขนาดยอมรับในฐานะวรรณกรรม-แค่รับฟัง ยังไม่นับว่าใครบ้างที่เรานับว่า 'ประชาชนคนธรรมดา' ที่เรา 'กล้า' พูดถึง
Profile Image for Bannarot.
88 reviews5 followers
December 26, 2023
5/5 “แม่ง โคตรโฟนี่เลย” ก็คงไม่มีคำ วลี หรือประโยคอื่นใดที่จะใช้อธิบายรวมความเรียงชิ้นนี้ของไอดา อรุณวงศ์ ได้ดีเท่ากับชื่อเรื่องของมันเอง (แหงสิ)
ความเชื่อมโยงที่มีต่อเรื่องราวคงไม่ต้องสาธยายว่าตบเข่าฉาดและร้องไห้ไปกี่รอบกับข้อเขียนที่แสนแสบนี้ แต่สิ่งที่แสบแสนพอๆ กับภาษาคงเป็นความแอบเสิร์ดของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ที่ไอดานำไปกล่าวเสวนา/ปาฐกถาในต่างกรรมต่างวาระตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อปี 2553
เป็นความเรียงที่หยัดยืนว่าวรรณกรรม การเมือง การเมือง วรรณกรรม มันยืนหยัดเคียงกันขนาดไหน เป็นความเรียงที่โฟนี่ในตัวมันเอง เพราะต่างก็รู้ข้อเท็จจริงที่ว่า “การอ่าน” เป็นกิจกรรมของคนชนชั้นกลางขึ้นไป ที่ว่างพอจะมาอ่านความเรียงซึ่งพยายามบอกว่า “คนเท่ากัน”
ไอดาไม่ได้ฉีกทึ้งหรือรื้อโครมระบบอันเน่าเฟะ ไอดาเพียงพูดอย่าง “angry woman” คนหนึ่งที่จะอ้วกแตกให้ความเสแสร้งจอมปลอมกับพฤติการณ์ของสังคมนี้
ความโฟนี่ๆ ของสังคมที่โฟนี่ๆ ในประเทศที่คนเป็นคนไม่เท่ากันนี้ มันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นจนเป็นปกติไปซะหมด ชั่วหนึ่งของคนหนึ่งก็ร้องแร่แห่ตะโกนว่าฉันซ้าย ฉันสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ฉันอยากให้รัฐสวัสดิการประเทศนี้พัฒนา ฉันจะไม่กินข้าวหม้อนั้นหรอกนะถ้ามันผ่านระบบทุนนิยมมา แต่อีกชั่วหนึ่งของคนเดียวกันก็กลับเสแสร้งโกหกตอแหลตลบตะแลงระยำอัปปรีย์ (โฟนี่) ออกมาด้วยกลเม็ดต่างๆ ที่จะจงใจทำในคราบอันแนบเนียนของสิ่งที่เรียกว่า “อุดมการณ์” แล้วก็กลืนน้ำลายทำในสิ่งที่คนคนนั้นเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่ทำ
ส่วนตัวไม่ค่อยเชื่ออยู่แล้วว่างานเขียนใดๆ จะวรรณกรรม งานวิชาการ ความเรียง บันทึกประสบการณ์ ฯลฯ มันจะสร้างแรงกระเพื่อมอันยิ่งใหญ่อะไรให้สังคมนี้ เพราะมันก็แค่ภาษา จะไปมีแรงคัดง้างกับกระบอกปืนที่ไหนได้
แต่ความเรียงเล่มนี้และสิ่งที่ไอดาทำมาตลอดการเป็นนักเคลื่อนไหว นายประกัน บรรณาธิการ นักเขียน คนบ้า มนุษย์ป้า และ angry woman มันช่วยตอกย้ำเข้าไปลึกๆ ในหัวใจว่า ตราบใดที่ใจเรายังไม่สยบยอมในสังคมที่เห็นคนเป็นควายนี้ “ภาษา” ก็เป็นอีกเครื่องมือที่เราพอจะหยิบมาใช้ และสุดท้ายเราก็คงกลายเป็นคนบ้าไม่ต่างกับป้าไป
Profile Image for Gemma Winter.
166 reviews2 followers
March 18, 2023
เป็นคนที่ติดตามการเมือง แต่น่าแปลกที่อ่านหนังสือการเมืองไม่รอดสักเล่ม
อาจเพราะส่วนใหญ่การเขียนมันชวนให้ง่วง ในแง่ของคนที่ต้องการบางอย่างมาดึงให้ตัวเองโฟกัสกับการอ่านมันจึงยากที่จะได้ทำความรู้จักกับหนังสือประเด็นการเมืองทั้งหลาย
แต่ "แม่ง โคตรโฟนี่เลย" คือข้อยกเว้น
ตอนแรกไม่คิดว่าตัวเองจะอ่านรอดอีกน่ะแหละ ดูกระแดะอีกแล้ว ทำเป็นอ่านการเมือง หล่อนอ่านไม่รอดสักเล่ม แต่เออเว้ย เล่มนี้รอด แบบรักเลย เราว่าสำนวนของคุณไอดาไม่ชวนให้คนรู้สึกง่วง แต่ชวนให้คนอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ขออีกหน้า อีกหน้า แล้วก็อีกหน้านะ เดี๋ยวจะไปนอนแล้ว
แต่แม่งไม่ได้นอนหรอก เออ
เราชอบการที่คุณไอดาหยิบประเด็นอื่นมาผูกโยงกับหัวข้อที่เธอต้องการพูดได้ แล้วมันกลมกล่อม มันไปด้วยกันได้ และหนึ่งในเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้คือการ "แซะ" การ "ด่า" การ "เชือดนิ่มๆ" อ่านไปต้องตบเข่าฉาดไป มัน (ส์) ขนาดนั้นแหละ
แต่ที่ชอบมากๆ คือเหมือนคุณไอดามาด่าให้ฟังอยู่ข้างหู อย่างฟินเลย แกไม่อ่านแกจะรู้อะไร
Profile Image for Tame.
62 reviews1 follower
March 19, 2024
This is one of those books that everybody should read at least once. And for me, reading it as a woman, it really hit me hard - I felt like crying at parts. Especially living in a male-dominated society in a country that likes to call itself a democracy...Even though we have an elected prime minister now, we still have to keep fighting for real, true democracy without any remnants of authoritarianism lurking in the shadows. On top of all that, being a Chula student, it really messed me up when I read this😭
Profile Image for Jeneva Izorion.
165 reviews15 followers
April 15, 2023
ส่วนตัวคือชอบสไตล์การเขียนแบบนี้เลยแหละ แบบที่ไม่ต้องใช้ภาษายาก ๆ แต่สื่อสาระ สื่ออารมณ์ถึงผู้อ่านได้เป็นอย่างดี อีกอย่างที่ชอบ [อันนี้ท้ายเล่มก็มีเขียน] ก็คือคุณไอดามีการแทรกเรื่องเล่าเล็ก ๆ แต่สะเทือนอารมณ์ในหลายจังหวะ ทำให้ point ที่จะสื่อยิ่งชัดขึ้นไปอีก ถึงจะเกี่ยวกับวงการวรรณกรรมส่วนใหญ่แต่บทวิจารณ์ก็หลากหลาย มีทั้งระบบลำดับชั้น ระดับภาษา สิทธิสตรี การแสดงออกทางการเมือง บทวิจารณ์แต่ละอันก็แสบจิ้ดได้ใจจริง ๆ

94 reviews2 followers
January 28, 2024
คนอ่านอ่านจนเหนื่อยจนต้องพักแล้ว คุณไอดายังไม่หยุดด่าเลย 5555555555 ศัพท์ปัจจุบันคงพูดว่าฟาด! ฟาด! ฟาด! ฟาดมากแม่ แต่ก็ไม่รู้จะปัจจุบันได้อีกนานเท่าไร

คิดว่าคนที่สนใจวรรณคดี การเรียนวรรณคดี การเมือง วรรณกรรมและการเมือง การเมืองในวงวรรณกรรม ควรอ่าน เพราะคนที่มีความสามารถจะวิเคราะห์อะไรขนาดนี้ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ ยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งรู้สึกรู้น้อย ปะปนไปกับสังเวชใจกับความเป็นไปในปัจจุบัน ทั้งของตนเอง และของสังคม อาจจะโดยเฉพาะประการหน้า

เล่มนี้ไม่ได้เล่าเรื่องความหวังหรือความฝัน ไม่ได้บอกทางทำนายอนาคตการเมืองในอีก 10 ปี 20 ปี หรือนานกว่านั้น (แค่ผู้อ่านคงอนุมานจากปัจจุบันเอาได้ หรือก็อาจจะไม่ได้) หากจะมีอะไรคงพูดได้ว่าเป็นการรื้อภาพและเศษโน้ตในอดีตมีข้นเครื่องปิ้งฉายเสียมากกว่า และห้องปิดไฟมืด ภาพแจ่มชัดทีเดียว
Profile Image for Jija.
48 reviews4 followers
November 13, 2022
คุณไอดาจะออกตัวแทบทุกครั้งก่อนบรรยาย ว่าไม่ถนัดพูดสด ถนัดเตรียมเนื้อหามาอ่านให้ฟังมากกว���า ซึ่งตัวอักษรในหน้ากระดาษที่รวมเป็นหนังสือเล่มนี้ มีพลังเขย่าความรู้สึกเรามาก

การบรรยายแต่ละหัวข้อล้วนเป็นบันทึกสังคม ผ่านเลนส์ของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรม มีคุณค่ามาก แงะความย้อนแย้งที่แฝงในแวดวงออกมาได้แสบ อ่านสนุกด้วย

จับคู่หนังสือลากไส้วงการศิลปะ จวบจันทร์แจ่มฟ้านภาผ่อง ได้เลย
Profile Image for Panuwat Punjaburi.
60 reviews3 followers
March 9, 2023
น้ำตารื้นหลายตอนเลย โคตรดี

"เกียรตินั้นถูกพิสูจน์กันได้ที่ความโปร่งใส ไม่ใช่การห้ามวิจารณ์ ห้ามทำให้เสื่อมเสีย"
..ความธรรมดาสามัญ ไม่ประดิษฐ์ ประดอยให้ถูกต้องตามราชบันดิดเนี่ยแหละ คือ ความจริงแท้ของงานวรรณกรรมภาษา เหมือนภาษาคือ เครื่องมือสื่อสารของ 'คน' ซึ่งคนมีความเป็นพลวัตร ภาษาก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเช่นกัน
March 20, 2023
อ่านสนุก พลุ่งพล่าน คั่งแค้น ขันขื่นไปตามตัวหนังสือของผู้เขียน ตั้งแต่บทนำจนถึงบทตามในหน้าก่อนสุดท้าย ชอบที่สุดคือตอนที่ผู้เขียนรับเชิญไปพูดเรื่องจิตร ภูมิศักดิ์ที่คณะอักษรศาสตร์ที่ทั้งผู้เขียนและจิตรเป็นศิษย์เก่า บรรณารักษ์ของห้องสมุดต่างๆโดยเฉพาะในโรงเรียนควรจัดหามาและประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกของตนได้อ่านกันให้ถ้วนทั่ว
Profile Image for Wasin Waeosri.
205 reviews
January 12, 2023
สั้นๆ "เดือด" บทแรกๆ อาจจะงงๆ หน่อย แต่อ่านๆ ไปสะเทือนอารมณ์มาก
Profile Image for Puengmintz.
98 reviews2 followers
March 1, 2023
p.82 "ใจเสาะ และขาดความมั่นคงในจิตใจถึงขนาดหวาดระแวงไปทั่ว"
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for bam2gr.
41 reviews3 followers
December 28, 2023
มี 4 ดาวครึ่งได้ไหม goodreads (อะเกน)
Displaying 1 - 26 of 26 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.