Makmild806 reviews218 followersFollowFollowJune 24, 2023หนังสือที่มาถูกที่ถูกเวลาจะพลาดห้าดาวให้กับตัวเองที่ช่างเลือกหนังสือได้เหมาะเจาเสียนี่ก็ไรได้อย่างไรพูดงี้นี่หมายถึงถ้าคนที่หยิบมาอ่านจังหวะไม่ถูกจะกลายเป็นหนังสือไม่ใช่ (แบบติดลบ) ไปเลยหรือเปล่า คืองี้ ส่วนตัวคิดว่า ถ้าไม่ได้กำลังติดปัญหาอย่าง1. จะเอาไงต่อกับชีวิตดีนะ2. อยากหาอะไรทำจัง ว่าแต่ทำอะไรดีละ3. มองภาพอนาคตของตัวเองไม่ออกเลย น่ากังวลจังอะไรประมาณนี้ ก็อาจจะรู้สึก โอย ขี้เกียจทำเล่มนี้จัง ใช่ ไม่ใช่ขี้เกียจอ่านหรอกนะ เพราะเนื้อหามันมีจึ๋งเดียว (แบบสั้นค่ดๆ ถ้าเอาแค่เนื้อหาก็ไม่ต้องพิมพ์เป็นเล่มก็ได้) แต่สิ่งสำคัญในเล่มคือ "การลงมือทำ" ต่างหาก คงเป็นเพราะมันเป็น workshop แล้วเอามาดัดแปลงเป็นหนังสือด้วย เนื้อหาเลยไม่ได้มีอะไรเยอะ แต่เราว่าเป็นข้อดีมากๆๆๆๆๆ เพราะตอนลงมือทำตามสิ่งที่หนังสือบอกมันสนุกมากๆๆๆ แล้วมันได้มองอะไรหลายๆ อย่างที่ตัวเองเคยมองข้ามไปด้วย โดยคำถามในหนังสือก็มีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นการมองย้อนอดีตเพื่อให้ภาพปัจจุบันมันชัดขึ้น ก็อารมณ์เรากินอะไรมาเราก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ประเด็นคือ บางทีข้าวที่เรากินเมื่อวานเรายังลืมเลยว่ากินอะไร จะนึกย้อนอดีตไปตั้งแต่เกิดจนโตเอาตรงๆ ก็เป็นเรื่องลำบากไม่น้อย บางคำถามก็น่าอึดอัดใจ(สำหรับตัวเอง) ที่จะตอบ เช่น มีคนที่เกลียดขี้หน้าแต่ยังไม่ให้อภัยมั้ย (จริงๆ ไม่มีนะ หึๆ) อะไรเถือกๆ นี้ด้วย จุดเด่นของเล่มอยู่ที่ 100 ปีตามชื่อนั่นแหละ เขาจะให้ปฏิทินมาด้วยอยู่หลังเล่ม (หนาเท่าเนื้อหา 5555) แล้วเราก็เริ่มจดลงไปตั้งแต่วันที่เราเกิดจนครบ 100 ปี พร้อมเขียนวันเกิดของตัวเองทุกปี แล้วคราวนี้เวลาใส่รายละเอียดชีวิต โอโหย ปวดมือ (เราทำตามที่เขาให้ทำทุกอย่าง เพราะติดปัญหาไอ้สามข้อข้างบน เออ ทั้งหมดนั่นแหละ) ความต้องการ ความอยากเปลี่ยนแปลงต่างๆ (บางทีก็นึกไม่ออกหรอก บางอันก็ข้ามๆ ตอบไม่ครบ) ซึ่งโดยสรุป เมื่อเราทำจบทุกขั้นตอน (12 ขั้นมั้ง) เราน่าจะได้คำตอบกับตัวเองอะไรบางอย่างกลับไป ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน จึงเป็นเล่มที่อยากแนะนำสำหรับคนที่คิดไม่ตกว่าจะยังไงต่อดีนะซึ่งถามว่า เป็นเล่มที่คล้ายๆ กับ designing your life (or work) มั้ย คำตอบคือ คล้ายๆ กัน แต่วิธีการเรียบเรียงการดึงคำตอบต่างกัน จริงๆ เล่มนี้ให้ภาพรวมที่ชัดเจน แต่รายละเอียดอย่างการเปลี่ยนแปลงซึ่งสิ่งต่างๆ designing your life อาจจะตอบโจทย์มากกว่า ถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายกันในการจัดการปัญหาชีวิตและงาน แต่ด้านรายละเอียดต่างๆ ในเล่มค่อนข้างแตกต่างกัน โดยรวมแล้วเราว่าเป็นเล่มที่น่าจะอ่านคู่กันแล้วได้ประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ
Aom Ruka385 reviews19 followersFollowFollowMay 31, 2023เราชอบเล่มนี้มากๆ คือเป็นหนังสือที่ไม่เหมือนหนังสือคือเล่มนี้ ครึ่งแรกจะเป็นการอธิบายการออกแบบชีวิตตัวเราเอง แล้วอีกครึ่งเล่มหลังจะเป็นปฏิทินที่จะให้เราระบุรายละเอียดในชีวิตต่างๆของเราลงไป ซึ่งตอนหยิบขึ้นมาแล้วจะซื้อ ยังคิดอยู่เลยว่าจะคุ้มมั้ย เพราะมีเนื้อหาแค่ครึ่งเล่ม แล้วปฏิทินจะไปหามาจากไหนก็ได้ แล้วมาระบุลงไป แต่สุดท้าย เราก็ซื้อมาอ่านเป็นของตัวเองเมื่อได้ลองอ่าน และทำตามหนังสือ (ระบุเรื่องราวชีวิตต่างๆของเรา ลงในปฏิทินด้านหลังเล่ม) พอลงข้อมูลชีวิตและทำตามจนเสร็จ สิ่งที่ได้คือ รู้สึกรักตัวเองขึ้นมากๆ (คือไม่ว่าจะในเรื่องด้านดี หรือด้านไม่ดี ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทุกๆอย่าง ทำให้เรามาเป็นเราในวันนี้)และสิ่งนึงที่ทำให้รู้สึกคือ อยากทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะเราในวันนี้จะส่งผลไปถึงเราในวันหน้า และชีวิตเรายืดหยุ่นได้ ทางไหนที่เราแก้ไขไม่ได้ เรายังคงค่อยๆหาวิธีใหม่ในการแก้ไข ให้เป็นไปตามที่เราหวัง ตามปฏิทินชีวิตของเราpsychology-self-improvement
moomooread172 reviews33 followersFollowFollowMay 6, 2024เอาจริงเทคนิคคล้ายกับเล่มอื่นเลยคือนึกภาพว่าตัวเองในอีก xx ปีจะเป็นยังไง แต่เล่มนี้ทำให้มันเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยการให้เราขีด เขียน และวงในปฏิธินร้อยปีที่แถมมาให้ท้ายเล่ม ครึ่งแรกของเทคนิคคือเราผ่านอะไรมา ง่ายๆ คือให้จัดการกับความรู้สึกเพื่อที่จะได้ visualize ภาพในอนาคตได้ชัดเจนขึ้นนั่นแหละ เรารู้สึกว่าเนื้อหาไม่ได้ใหม่ แค่ tools ต่างกันนิดหน่อย บวกกับเป็นคนขี้เกียจทำ เล่มนี้เลยไม่ได้มีผลอะไรกะเรามาก555555
กำพล สนธิเณร169 reviews4 followersFollowFollowJune 6, 2023เป็นหนังสือที่ถูกเขียนจากคอร์สสัมมนา มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการมองภาพชีวิตตั้งแต่เกิด-ตาย แต่เป็นธรรมดาของการสัมมนามันต้องมีการเวิร์คช็อป มีการเขียนความคิดความรู้สึกให้ออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อใช้ประกอบการมองภาพชีวิตที่ผ่านมา และวางแผนชีวิตที่อยากจะเป็นในอนาคต หนังสือมีส่วนของเนื้อหาเพียง170หน้า ส่วนท้ายเล่มจะเป็นปฏิทิน100ปีที่ใช้ประกอบการทำเวิร์คช็อป ซึ่งถือว่ามีเนื้อหาน้อยปล.ผมเพียงแค่อ่านและคิดตาม โดยไม่ได้เขียนออกมาตามแบบฝึกของหนังสือ