Jump to ratings and reviews
Rate this book

มนุษย์กาญ่า Homo Gaia

Rate this book
หนังสือเล่มนี้คือทางเข้าสู่โลกมหัศจรรย์ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยละเลยมาตลอด

ผู้เขียนได้ร้อยเรียงประสบการณ์แสนวิเศษคลุกเคล้าเข้ากับเทคนิควิธีเพื่อลองลิ้มความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผสานกับข้อมูลวิทยาศาสตร์และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านนี้ ขยุมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นหนังสือที่จะพาคุณผู้อ่านไปรับรู้โลกใบเดิมด้วยสายตาและหัวใจใหม่

ถ้าใครสักคนหยิบขึ้นอ่านอย่างเปิดใจใคร่รู้ ทดลองทำตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอและละเอียดละออก็อาจพบมนต์วิเศษที่ทำให้เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแวดล้อมรอบตัว ไม่ต้องไกลเลย ต้นไม้ในสวน นกที่มาเกาะข้างหน้าต่าง กระรอกไต่ตามสายไฟฟ้า หอยทากตามทางเดิน แมงมุมหรือผีเสื้อที่บินผ่านมา เมฆบนฟ้า สายรุ้ง ล้วนเป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์ได้ทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้นับเป็นบทสนทนาที่น่าสนใจ เมื่อนักวิทยาศาสตร์นั่งลงเขียนถึงการเชื่อมโยงกับธรรมชาติด้วยท่วงทำนองเช่นนี้ เหมือนหินก้อนแรกที่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้มีเรื่องพูดคุยกันต่ออีกมากมาย

เป็นโจทย์แห่งยุคสมัยปัจจุบันต่อเนื่องไปถึงอนาคต ในโลกที่ไม่ใช่ ‘โลกมนุษย์’ อีกต่อไป หากคือโลกที่เป็น ‘กาญ่า’

176 pages, Paperback

Published November 1, 2022

7 people are currently reading
37 people want to read

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
28 (58%)
4 stars
16 (33%)
3 stars
2 (4%)
2 stars
0 (0%)
1 star
2 (4%)
Displaying 1 - 19 of 19 reviews
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
705 reviews138 followers
December 14, 2022
ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกว่าได้สัมผัสธรรมชาติจริงๆคือตอนไหนครับ

ครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เราเรียกว่าธรรมชาติ ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ครั้งล่าสุดมันตอนไหนครับ

คำถามนี้บางคนอาจนึกคำตอบออก เเต่บางคนก็อาจนึกไม่ออกเพราะมันเนิ่นนานมาเเล้ว สมัยที่เรายังเด็ก ที่การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติคือความสนุกของชีวิต

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนมาดูตัวเองในตอนนี้ว่าธรรมชาติที่เราเคยสัมผัสกันนั้น เราทำมันหายไปตอนไหน อาจจะถึงเวลาที่ต้องย้อนกลับเข้าไปในช่วงเวลานั้น สัมผัสธรรมชาติอีกครั้ง สัมผัสในช่วงเวลานี้ที่ธรรมชาติกำลังยู่ในอันตราย ก่อนที่จะไม่เหลืออะไรให้สัมผัสอีกเลย

ความคิดเรื่องกาย่า คือ คอนเซปที่คิดว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง ทุกอย่างที่บรรจุอยู่ภายในโลกนี้คือองคพยพที่สอดประสานเเละทำงานร่วมกัน ทุกอย่างไม่ได้อยู่เเยกจากกันอย่างอิสระ การเปลี่ยนเเปลงของสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลถึงอีกสิ่งหนึ่งภายในโลกอย่างเเน่นอน

คอนเซปนี้ มันทำให้เรามองตัวเองเล็กลง เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เรามีต่อทุกสิ่ง ทำให้เราเข้าใจว่าการกระทำของเราไม่ได้ส่งผลต่อมนุษยืด้วยกันเท่านั้น เเต่ยังส่งผลต่อทุกอย่างรอบตัว ซึ่งการเข้าใจความสัมพันธ์นี้ในบางครั้งหากใช้วิทยาศาสตร์ในการาหรือตอบคำถามทั้งหมด อาจจะไม่พบอะไรเลย หรือ บางทีอาจมองว่าสิ่งที่พบนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ การทำความเข้าใจคอนเซปของกายา เลยจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งนั้นต้องใช้ใจในการมอง มันคือการทำความเข้าใจในเชิงจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะทำหน้าอี๋ๆๆ ว่าเรื่องจิตวิญญาณนี่มันเรื่องเพ้อๆนี่หว่า หลักลอยจับต้องไม่ได้ มันก็อาจจะจริงตามนั้นอยู่เหมือนกันครับ เเต่หากเราลองมองว่ามันคือ เซน รูปเเบบหนึ่ง เป็นการกลับไปทำความเข้าใจชีวิตเมื่อครั้งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ได้มีพื้นที่ในชีวิตของเราขนาดนี้ ลองเปิดใจดูหน่อยนะครับ ไม่เสียหายอะไรเเน่นอน

เรื่องเล่าต่างๆในเล่มคือประสบการณ์ที่ผู้เขียน คุณสรณรัชฎ์ได้พบเจอจากการทำงาน"ร่วมกัน"กับธรรมชาติ ไม่ใช่ทำงาน "กับ" ธรรมชาตินะครับ ความหมายมันเเตกต่างกัน ซึ่งบางเรื่องราว บางเหตุการณ์ หากเอาวิทยาศาสตร์เพียวๆมาอธิบายเเล้ว มันก็จะดูเเห้งเเล้งหรือตอบเหตุเเละผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เต็มปากนัก นี่คือพื้นที่ให้เรื่องของจิตวิญญาณเข้ามาผสมผสานนั่นเอง

เรื่องเล่าเเต่ละเรื่องสนุกดีเลยครับ อ่านเเล้วก็จิตใจสงบ อยากออกไปวิ่งเล่นท่ามกลางป่าเขา พบเจอสัตว์น้อยใหญ่เหมือนตอนเด็กๆอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะตัวเรื่องเอง หรือ น้ำเสียงในการเล่าที่อ่านเเล้วมันทำให้เราสงบได้จริงๆ

อยากให้ลองอ่านกันดูนะครับ เรื่องเล่าของธรรมชาติผสมผสานท่วงทำนองในเชิงจิตวิญญาณ

ยิ่งพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ ตัวตนของเราก็ดูจะยิ่งเล็กลง เล็กลง เมื่อเทียบกับกาญาที่โอบอุ้มเราอยู่นี้ บางทีมันอาจทำให้เราได้มองย้อนมายังการใช้ชีวิตทุกวันนี้ว่ายังขาดเหลืออะไรบ้าง ทุกอย่างเปลี่ยนเเปลง ปรับเปลี่ยนได้ ของเพียงลองเปิดใจซักเล็กน้อยเข้ามาในพื้นที่ที่อาจไม่คุ้นเคย มาลองสัมผัสกันดูครับ
Profile Image for รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์.
Author 11 books109 followers
February 21, 2023
ผมเป็นเด็กที่เติบโตในเมืองโดยแทบไม่มีโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติ แต่เมื่อสบโอกาสสมัยมหาวิทยาลัยผมก็ได้ไปเที่ยวภูกระดึงเป็นครั้งแรก ประสบการณ์เดินฝ่าป่าฝนในม่านหมอกยังติดตรึงในความทรงจำ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้มองเห็นความงดงามของธรรมชาติจริงๆ ก่อนจะตัดสินใจเริ่มต้นทำงานที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรหลังจบจากมหาวิทยาลัย

แม้จะห่างเหินจากงานอนุรักษ์มาร่วมสิบปีแล้ว ผมก็ยังโหยหาประสบการณ์แบบเข้าถึงและเข้าใจธรรมชาติ มันคือห้วงยามที่แสนอัศจรรย์ เป็นช่วงเวลาแสนพิเศษส่วนบุคคลซึ่งแต่ละคนต้องแสวงหาด้วยตนเอง

หนังสือ มนุษย์กาญ่า Homo Gaia คือบันทึกประสบการณ์ที่ถ่ายทอดได้อย่างงดงามราวกับภาพถ่ายโดยสรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เธอพาเราเข้าไปร่วมสัมผัสกับโมงยามพิศวงที่มนุษย์กับธรรมชาติหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมทั้งพยายามถอดประกอบประสบการณ์โดยจำแนกออกมาเป็นแต่ละผัสสะซึ่งจะช่วยเปิดทางให้มนุษย์เชื่อมโยงกลับไปหาธรรมชาติอีกครั้ง พร้อมแบบฝึกหัดและการฝึกฝนง่ายๆ เพื่อให้เรามองโลกให้กว้างกว่าสารพัดจอตรงหน้า

ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ และใครๆ ต่างก็เรียกร้อง ‘ผลิตภาพ’ รบเร้าให้เราทำงานและเรียนรู้ตลอดเวลา มนุษย์กาญ่า ชวนให้เราใช้ชีวิตช้าลง สังเกตธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น พร้อมมีความสุขกับกระบวนการอัศจรรย์รอบกายที่ทำให้เรามีอากาศสะอาดหายใจและมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นดั่งคู่มือเข้าหาธรรมชาติและชื่นชมความงามเรียบง่ายที่เราหลงลืมไป
Profile Image for Aui Vimuktanon.
4 reviews1 follower
December 5, 2022
เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราอ่านทุกหน้าอย่างตั้งใจด้วยความไม่ตั้งใจ เพราะสนุกและน่าค้นหา พาเข้าใจธรรมชาติในหลายมิติ และจุดยืนของมนุษย์ที่ควรยืนร่วมกันกับธรรมชาติ และความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าหลงไหลของการใช้ชีวิตร่วมกันของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้

บอกวิธีการพาตัวเองพบกับธรรมชาติอย่างเข้าใจง่าย ทำให้หลงรักธรรมชาติมากยิ่งขึ้น พ่วงพาไปสู่ความคิดอยากปกป้อง รัก และหวงแหนธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน และความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเราเอง

และหนังสือเล่มนี้ ทำให้ได้ลองคุยกับหมาของเรา และมีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น :)

Profile Image for Nats Lakkatham.
280 reviews6 followers
June 19, 2025
- มันคือการแชร์ประสบการณ์และมุมมองของผู้ที่สัมผัสธรรมชาติคนหนึ่ง
- ของแบบนี้ต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ได้ ไม่รู้ความรู้สึก
- การได้รับรู้ประสบการณ์ มันทำให้เราอยากรู้อยากลอง อยากสัมผัส อยากเจอไม่ว่าจะเป็น 100ได้ 1 หรือ 1ในร้อย ก็ถือว่าเป็นการสัมผัสกับธรรมชาติในปัจจุบันขณะได้
- เมื่อเรารวมร่างกับโลกใบนี้ รวมร่างกับธรรมชาติ เราก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
Profile Image for Tanan.
234 reviews47 followers
January 28, 2023
ชื่อหนังสือมีเสนห่์น่าดึงดูด เนื้อหาชวนให้สัมผัสถึงการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งรอบตัว อ่านแล้วใจสงบดี แค่อ่านก็เหมือนเป็นสารตั้งต้��ให้เราอยากเชื่อมต่อกับธรรมชาติมากขึ้น

หากจะมีข้อเสียก็คงเป็นเรื่องที่หนังสือแพงกว่าปกติไหมนะ (ถ้าเทียบกับจำนวนหน้าคือ180 หน้า ราคา 260 บาท...หรือนี่ก็ราคาปกติแล้วหว่า)
Profile Image for ดินสอ สีไม้.
1,070 reviews179 followers
June 29, 2023
เราคิดว่า ทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ และความทรงจำส่วนตัว
ระหว่างตนเองกับธรรมชาติ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
เล่มนี้ ผู้เขียนได้ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวเหล่านั้น
หนังสือเล่าเรื่องธรรมชาติได้สนุกและน่าทึ่ง
เป็นหนังสือที่เปิดอีกโลกหนึ่งให้เรา
หรือไม่บางที มันก็ชวนให้เราย้อนกลับไปหาโลกใบเก่า
ที่เราอาจเคยสัมผัสได้เมื่อตอนที่ยังเด็กกว่านี้
Profile Image for Petch Manopawitr.
121 reviews17 followers
January 5, 2023
"นักวิทยาศาสตร์ที่ดีย่อมรู้ถึงขีดจำกัดของความรู้ที่เขาเข้าถึง และมนุษย์ที่ฉลาดย่อมไม่ปฏิเสธศักยภาพทุกด้านของตัวเอง" (น.139)

ผมอ่านหนังสือพี่อ้อยเล่มนี้จบครั้งแรกตอนนั่งเครื่องบินไปประชุมเรื่องการประเมินระบบนิเวศที่อังกฤษตั้งแต่เดือนตุลามคมปีที่แล้ว จำได้ว่าประทับใจมากกับความกล้าหาญในการเขียนเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของมนุษย์กับธรรมชาติในมิติที่มากไปกว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายได้ การลงรายละเอียดไปถึงผัสสะพื้นฐานที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืม การมองเห็น การฟังเสียง การดมกลิ่น การสัมผัส ไปจนถึงกระแสพลังงานที่มองไม่เห็น จนเราค่อยๆ ตัดขาดตัวเองออกมาจากโลกดั้งเดิม และปรากฎการณ์การสื่อสารข้ามสายพันธุ์ ระหว่างคนกับสัตว์ คนกับพืช ที่เริ่มมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า จริงๆแล้วยังมี "ความรู้" อีกหลายแง่มุมในธรรมชาติที่มนุษย์เองยังเข้าไม่ถึง หรือละเลยหลงลืมไปในขณะที่มุ่งหน้าใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นตัวนำอารยธรรมแห่งยุค

เราสูญเสียทักษะในการเชื่อมโยงตัวเองกับธรรมชาติรอบตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เรามองข้ามภูมิปัญญาที่อาจเป็นตัวช่วยให้เราฝ่าวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่รอบด้านไปรึเปล่า

พอจะเขียนถึงหนังสือมนุษย์กาญ่า เลยตัดสินใจหยิบขึ้นมาอ่านเก็บรายละเอียดอีกรอบช่วงปีใหม่ อ่านรอบนี้ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณที่พี่อ้อยรวบรวมประสบการณ์และความคิดที่ตกผลึกมาถ่ายทอดสู่สังคมวงกว้าง ชวนคุยถึงประเด็นสำคัญในการย้อนกลับไปหาทางออกที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ (Nature-based Solutions) และความจำเป็นในการวิวัฒน์เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ จาก โฮโม เซเปียนส์ ผู้อหังการ์ ไปสู่ โฮโม กาญ่า ที่พี่อ้อยนิยามว่าเป็น "สายพันธุ์มนุษย์ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสังคมชีวิตโลกเคียงคู่ไปกับสรรพชีวิตอื่นๆ เป็นสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการผ่านพ้นวิกฤตการทำลายล้างธรรมชาติของ โฮโม เซเปียนส์"

พี่อ้อยเริ่มต้นหนังสือด้วยการบอกเล่าประสบการณ์มหัศจรรย์ในการได้สบตากับแมวน้ำฮาร์เบอร์ นากแม่น้ำ และพบกับวาฬเพชฌฆาตสองแม่ลูกขณะพายเรือคายัคในทะเลเซลิซตามที่ได้เอ่ยปากขอไว้ เป็นห้วงเวลาที่นักนิยมธรรมชาติน่าพอจะเข้าใจได้ มันคือ Aha moment เวลาได้เจอกับสิ่งมีชีวิตอาจเป็นนก หรือสัตว์ หรือพืชที่เราวาดหวังว่าจะได้เห็นในธรรมชาติ เป็นความรู้สึกที่เหมือนเราได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแม่ธรรมชาติผู้ยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์ "ความตระหนักรู้ขยายแผ่ซ่านออกไปกว้างไกลเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งทั้งจักรวาล ตัวโปร่งโล่งเบาเป็นชั่วขณะที่เติมเต็ม" (น.36)

ทะเลเซลิซทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาข้ามไปถึงแคนาดา เป็นสถานที่พิเศษของชนพื้นเมือง มีเรื่องเล่า มีวิถีอันเก่าแก่ที่ร้อยเรียงผ่านชีวิตของวาฬเพชฌฆาต ปลาแซลมอน นากทะเล แมวน้ำ อินทรีหัวขาว สาหร่ายเคล์ป และต้นดักกลาสเฟอร์สูงเสียดฟ้า ประสบการณ์ที่พี่อ้อยได้พบเป็นเหมือนการได้ไปเป็นประจักษ์พยานของวิถีอันเก่าแก่ ที่ยังดำรงอยู่ ยังมีชีวิต สายพันธุ์ต่างๆยังสื่อสารถึงกัน ทำอย่างไรเราจะสามารถค้นพบมิติคู่ขนานที่จริงๆ แล้วอาจมีอยู่ตรงนี้และเกิดขึ้นตลอดเวลา

บทต้นๆ พี่อ้อยได้รวบรวมเทคนิคที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการฝึกฝนผัสสะพื้นฐานเพื่อการเชื่อมโยงตัวเองกับธรรมชาติได้มากขึ้น ลึกซึ้งขึ้น เช่นการมองแบบมุมกว้างเพื่อกวาดสายตาหาข้อมูล การฝึกฟังเสียงธรรมชาติรอบตัวอย่างตั้งใจ และทดลองวาดแผนที่เสียง การฝึกดมกลิ่นเพื่อเชื่อมโยงถึงความทรงจำในถิ่นฐานที่ฝังลึก หรือแม้แต่ฝึกดมและแยกแยะกลิ่นต่างๆแบบหมา เช่นดมใกล้ๆ สูดดมแรงๆ บันทึกความทรงจำของสถานที่ด้วยกลิ่น การฝึกใช้กายสัมผัสเพื่อรับรู้ความเป็นไปของสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ ความชื้นที่แตกต่าง การฝึกเคลื่อนไหวสร้างสมดุลในการทรงตัว ฝึกเดินเบาๆแบบสุนัขจิ้งจอก แล้วฝึกนำเอาทุกผัสสะมาเชื่อมโยงใช้ในชีวิตประจำวัน

การข้ามให้พ้นโซนผัสสะ หรือการรับรู้ถึงกระแสพลังงานละเอียดในร่างกาย เป็นสิ่งที่สามารถฝึกได้จากการนั่งสมาธิ ภาวนา เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบที่อาจท้าทายความเชื่อคนจำนวนมากเพราะเรายังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการอ้างว่ามีความสามารถพิเศษที่เชื่อมต่อกับอำนาจพิเศษ มีญานรับรู้ ทำให้ยิ่งเป็นอุปสรรคและปิดกั้นการเรียนรู้ด้านนี้ของมนุษย์ แม้ในทางวิทยาศาสตร์จะเริ่มอธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ได้ในระดับควอนตัมที่เราเป็นทั้งคลื่นพลังงานและอนุภาคสลับไปมา

พี่อ้อยแนะนำให้ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์มาช่วย ด้วยการฝึกสังเกตและบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยยังไม่ต้องวิเคราะห์หรือตัดสิน เมื่อทำบ่อยๆ เราจะเริ่มเห็นรูปแบบ แนวทาง เก็บเป็นสถิติ ฝึกจนเริ่มเข้าใจความหมาย และอาจเป็นหนทางไปสู่การเข้าถึงพลังชีวิต หรือพลังเกรซของพระเจ้าที่ช่วยชุบชีวิตในภาวะที่จิตตกต่ำถึงที่สุด มันอาจเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายเช่น การรำมวยจีน เล่นโยคะ หรือการนั่งวิปัสสนา ที่ช่วยให้เรารับรู้ถึงความว่างเปล่าอันไพศาล เชื่อมต่อกับพลังของสรรพสิ่ง การเคลื่อนไหวที่สอดรับกับท่วงทำนองของธรรมชาติอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงเกรซ แหล่งกำเนิดพลังชีวิต ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่อาจมีความสามารถในการเข้าถึงได้อยู่แล้ว

บทที่น่าประทับใจต่อมาว่าด้วยปัญญาเดรัจฉาน หรือการตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญญาและการรับรู้ของสัตว์ ซึ่งความจริงมีตัวอย่างการศึกษามากมายโดยนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการสื่อสารของและวัฒนธรรมของสัตว์ในธรรมชาติ พี่อ้อยได้หยิบยกตัวอย่างหมาป่าหลายเลข 21 จากหนังสือ Beyond Words: what animals think and feel ของคาร์ล ซาฟินา ซึ่งถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกเล่มหนึ่งในการถ่ายทอดเรื่องปัญญาของสัตว์ที่ไม่ได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร การเฝ้าสังเกตสัตว์หรือพืชอย่างใกล้ชิดจริงๆ จะเริ่มทำให้เราเห็นถึงลักษณะนิสัยที่มีความเป็นปัจเจก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในความพยายามสื่อสารข้ามสายพันธุ์ ที่เชื่อกันว่าอาจเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ในทุกวัฒนธรรม

ในหนังสือได้พูดถึง Anna Breytenbach นักสื่อสารข้ามสายพันธุ์อาชีพที่อธิบายว่า จริงๆแล้วการสื่อสารกับสัตว์ หรือพืช เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีทักษะติดตัวมา วิทยาศาสตร์ควอนตัวช่วยอธิบายการถ่ายทอดพลังงานและความคิด ในลักษณะของโทรจิต (telepathy) นั้นเป็นไปได้อย่างไร แต่การฝึกฝนก็ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคอย่างเดียว เพราะมันเป็นการสื่อสารที่ต้องอาศัยความเห็นอกเห็นใจ ต้องใช้หัวใจในการรับรู้และรับฟังสิ่งที่��ัตว์หรือพืชต้องการที่จะสื่อออกมา

ความสามารถในการพูดคุยกับสัตว์มักถูกมองว่าเป็นความเชื่อ เพราะสัตว์จะเข้าใจภาษาคนได้อย่างไร แต่มีหลายกรณีศึกษาที่เมื่อคนพยายามสื่อสารและรับฟังด้วยหัวใจ เราสามารถทำให้สัตว์เข้าใจได้ เช่นกรณีชาวบ้านที่ถูกช้างเข้ามาบุกกินพืชผลทางการเกษตร เรามักได้ยินเรื่องเล่าตรงกันที่ว่า ชาวบ้านที่พยายามอธิบายดีๆ ว่าขอให้ช้างไม่สร้างความเสียหายมากเกินไป แบ่งเอาไปกินได้บ้างแต่อย่าเหยียบย่ำทำลายทั้งหมด มักอยู่ร่วมกับช้างได้อย่างสันติมากกว่า

อีกตัวอย่างที่น่าทึ่งมากๆ คือการค้นพบโครงข่าย wood wide web ซึ่งเป็นโครงข่ายเส้นใยราใต้ดินที่เชื่อมต่อกับรากของต้นไม้ทั้งป่า ภายในโครงข่ายอันสลับซับซ้อนมีการส่งข้อมูลและสสาร เช่นสารอาหารอย่าง คารบอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรรัส น้ำ ไปจนถึงสัญญานป้องกันตัวเอง ล่าสุดเมื่อต้นปี 2022 มีการถอดรหัสจังหวะกระแสไฟฟ้าที่โครงข่ายเส้นใยราส่งถึงกัน พบว่ามีลักษณะเหมือนกับภาษา มีการจัดเรียงประโยค ไม่ต่างจากภาษามนุษย์มากนัก

"ต้นไม้ดูจะมีหน้าที่พิเศษในสังคมนอกเหนือไปจากบทบาททางกายภาพที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างสภาวะต่างๆ อาทิ แปรพลังงานจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานเคมี รักษาบรรยากาศโดยเก็บกักคาร์บอนและปล่อยอ๊อกซิเจน ในขณะที่มันเชื่อต่อฟ้าดิน มันยังเป็นผู้เก็บรักษาความรู้บางอย่าง เพราะมันไม่เคยตัดขาดไปจากแหล่งพลังชีวิตดั้งเดิมเลย" (น.111)

การพยายามศึกษาวิจัยด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ช่วยทำให้เรามีความเข้าใจกลไกการทำงานของธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นอกจากการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เราเองก็ควรอนุญาตให้ใจได้รู้สึกมากขึ้น พัฒนาความละเอียดอ่อนทางจิตวิญญาณให้มากขึ้น และเก็บรักษาหัวใจของผู้เริ่มต้น (beginner's mind) เอาไว้ให้ได้ มันคือความรู้สึกสดใหม่ อัศจรรย์ใจกับสิ่งที่ได้พบเห็นเป็นครั้งแรก เอาเข้าจริงหากมองสิ่งต่างๆด้วยหัวใจ ธรรมชาติรอบตัวเรามีความสดใหม่เสมอ

"ฉันเพิ่งจะเรียนรู้ว่าเราต้องพยายามหัดฟังต้นไม้และชีวิตอื่นๆรอบตัวให้มากขึ้น ไว้ใจในปัญญาของมัน เช่นเดียวกับการรับฟังเสียงของผู้คนต่างๆในสังคม" น.129

ฟังดูอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อในเชิงวิวัฒนาการสำหรับมนุษย์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสายพันธุ์ใหม่ แต่ในแง่มุมของจิตสำนึก นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ถกเถียงกันมาพักใหญ่แล้ว อย่างที่ James Gustave Speth นักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมผู้ก่อตั้งองค์กร Natural Resource Defense Council เคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า

"ผมเคยคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดคือการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การล่มสลายของระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมเคยคิดว่าด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่เรามีตลอด 30 ปีที่ผ่านมาจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่ผมเข้าใจผิด ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดคือ ความเห็นแก่ตัว ความโลภ และความไม่แยแสต่างหาก ซึ่งการจะแก้ปัญหาเหล่านั้น เราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อย่างเราไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไร"

การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาตินอกจากจะต้องอาศัยเครื่องมือทางสังคมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว เรายังจำเป็นต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับชีวิตอื่นๆ ผ่านผัสสะและการสื่อสารที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

จะว่าไปนี่คือวาระระดับโลกที่กำลังได้รับความสนใจ ท่ามกลางวิกฤตการสูญพันธู์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลกได้มีฉันทามติร่วมกันแล้วว่า เราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนเข็มทิศการพัฒนากลับมาสู่ความยั่งยืน และต้องหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติทุกรูปแบบ

หนึ่งในความหวังและทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือความรู้ที่มาพร้อมกับความรัก เราต้องสร้างคนแบบมนุษย์กาญ่า ที่นอกจากจะมีความรู้สมัยใหม่ว่าด้วยการอนุรักษ์แล้ว ยังควรรื้อฟื้นทักษะดั้งเดิมของบรรพบุรษที่ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ รู้จักให้เกียรติกับชีวิตอื่นๆ พร้อมกับสนับสนุนให้สังคมมนุษย์อยู่ร่วมกับชีวิตอื่นๆได้อย่างเข้าใจมากขึ้น
Profile Image for Duangkamol L..
54 reviews
September 11, 2024
Homo Gaia มนุษย์กาญ่า
- สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

📢 ---- ข้อชี้แจ้งของรีวิวนี้ ---- 📢
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่เรารู้สึกว่ารีวิวยากพอสมควร เพราะว่าเป็นหนังสือ non-fiction เชิงทฤษฎีที่มีผลการวิจัยรองรับ และคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์น้อยมาก เพราะฉะนั้นรีวิวนี้อาจจะดูไม่ค่อยเปิดใจเท่าไร

📚 ---- เนื้อหาหนังสือ ---- 📚
เนื้อหาในเล่มนี้อธิบายถึงคุณลักษณะ ความสำคัญ และหนทางในการไปสู่ความเป็นมนุษย์กาญ่า (Homo Gaia) โดยผู้เขียนได้เล่าเสริมถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ

🤔 ---- ความคิดเห็นส่วนตัว ---- 🤔
สิ่งที่ชอบคือได้เรียนรู้เกี่ยวกับผัสสะพื้นฐานของมนุษย์ และการใช้ผัสสะนั้น ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกัน เกื้อหนุนกัน เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้.. ตัวอย่างเช่น "หูได้ยิน" โดยที่หากเราสังเกตเพื่อทำความเข้าใจในภาษาของธรรมชาติอย่างเช่นเสียงนก เราก็จะสามารถรับรู้ถึงภัยอันตรายล่วงหน้าได้

ส่วนสิ่งที่ไม่เข้าใจ นึกภาพตามไม่ออก และถ้าอยากรู้ก็คงต้องไปหาอ่านเพิ่มเติมเองก็มีอยู่ค่อนข้างมาก เช่นการสื่อสารข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับต้นไม้ หรือมนุษย์กับสัตว์แบบเข้าใจเรื่องราวรายละเอียดเหมือนกับว่านั่งพูดคุยด้วยภาษากลางเดียวกัน โดยมีเรื่องราวของบุคคลที่ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคือ อันนา ไบรเทนบัค (Anna Breytenbach) ซึ่งในเนื้อหานั้นไม่มีการอธิบายอะไรเพิ่มเติมถึงเหตุและผลนอกจากว่าเธอทำอะไรได้บ้าง และมันมหัศจรรย์ขนาดไหน

❓---- สรุปทิ้งท้าย ----❓
ถ้าหนังสือเล่มนี้มีการเพิ่มเติมในส่วนของคำอธิบายให้มากขึ้นก็อาจจะทำให้รู้สึกว่าหนทางแห่งมนุษย์กาญ่าเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว ไม่เหนือธรรมชาติ หรือไม่เป็นเรื่องลี้ลับมากเกินไป เพราะบางอย่างถ้าได้ค้นคว้าเพิ่มเติมแล้วก็อาจจะทำให้เปิดใจได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราคาดหวังจากหนังสือนี้ก็เลยซื้อมาอ่าน แต่สิ่งนั้นมันยังมีไม่มากเท่าที่ควร
Profile Image for Thursday,nightmare.
175 reviews8 followers
August 4, 2023
this book is one of the best books of the year!
จบแล้ว! เป็นหนังสือที่ชอบมาก ๆ อีกเล่มของปีนี้
Homo Gaia #readwithphx #วันนี้อ่านอะไรดี
ธรรมชาติ มนุษย์ สรรพสัตว์ เชื่อมโยงกันเป็นสายธารแห่งชีวิต — ตอนแรกนึกว่าหนังสือแปล แต่เป็นหนังสือคนไทยเขียน! #saltpublishing

มนุษย์ homo sapiens เป็นมนุษย์ที่ทำตัวแยกขาดจากธรรมชาติ และหาผลประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงแค่จากมนุษย์ด้วยกัน แต่ยังหาจากสิ่งอื่น ๆ ด้วย ทั้งยอมแลกทุกสิ่งเพื่อระบบ��วามเชื่อจอมปลอมที่ครอบงำชีวิตที่เรียกด้วยสำนวนสำเนียงอันคุ้นเคยสั้น ๆ ว่า “เงิน”

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มของปี 2023 การเล่าเรื่องของอ.อ้อยนั้นจริงใจมาก อ่านแล้วรู้เลยว่าคิดและกลั่นกรองมาอย่างดีมาก ๆ ด้วยสำนวนการเขียนที่ลื่นไหล และอบอุ่น ทำให้ผู้อ่านอย่างเรา อยากที่จะลองกับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแท้จริง หนังสือทำงานกับเราได้ดี ทำงานกับเราหนัก

เพราะตอบคำถามพฤติกรรมบางอย่างของเราได้ ทั้งจุดประกายความรู้สึกแปล็บ ๆ ข้างใน การสั่งสะเทือนเป็นระลอก ๆ ในแต่ละบท น้ำตาคลอไปกับทุกเรื่องราวที่ถูกบรรจงเขียนขึ้นมา มันทำให้รู้ว่าเรายังมีความรู้สึกและห่วงใยชีวิตอื่น ๆ นอกจากพวกเราเหล่ามนุษย์ด้วยกัน เรื่องที่ประทับใจที่สุดคือเรื่องของ “แม่โขง” ที่อ.อ้อยพูดถึงเมื่อกางแผนที่แม่น้ำออกมา อ.อ้อยพรรณนาถึงความมหัศจรรย์ของแม่น้ำสายนี้ได้ออกมาสุดยอดมาก บ้านเกิดเราอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำโขงและเราก็คุ้นเคย ไปเดินริมแม่โขงแทบทุกปี แต่ไม่เคยสัมผัสถึงความงดงามของชีวิตอย่างที่อ.อ้อยพูดถึง พออ่านแล้วจับใจมาก อินไปด้วยได้ด้วยวิธีการเล่าของอาจารย์

อาจารย์เล่าถึงการทำลายแม่น้ำเพื่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าสำรองที่ไม่จำเป็น** มันก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้างมันคือการเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ทำให้เราโกรธจากข้างใน **ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นจะต้องมีกระแสไฟฟ้าสำรองเพราะมีเกินจำเป็นกว่า 35%** และเรื่องของ “หมาป่าหมายเลข 21” ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมการดำรงอยู่ของบางอย่างมันสอดรับประสาน คาน และเสริมกันและกัน ไม่ได้เกิดมาเพื่อมนุษย์แต่เพียงสปีชีส์เดียวเท่านั้น มนุษย์ควรเลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ไม่มีสิ่งใดหมุนรอบตัวเรา แต่เราหมุนไปพร้อม ๆ กัน เหมือนการเต้นรำ

ตัวเราเองไม่ใช่คนที่ห่างไกลธรรมชาติแต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิด พฤติกรรมล่าแดด หรือได้กลิ่นดินจากอุโมงค์ลึกใต้ดินของเราจึงดูมีเหตุผลมากขึ้นมื่ออ่านเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ทุกคนควรอ่านจริง ๆ อ่านง่ายมาก ๆ น่ารักและอ่อนโยนกับทุกสิ่งทุกอย่างมากจริง ๆ เป็นหนังสือปฐมบทสู่อนาคตที่ดีของพวกเราและลูกหลาน แนะนำเลยค่ะ❤️🌻ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ SALT ที่ทำหนังสือดี ๆ และขอขอบคุณงานเขียนดี ๆ ฝีมือคนไทยด้วยค่ะ ☺️

“ที่ได้กลิ่นดิน ฟ้า อากาศ จากที่ห่างไกลหรือใต้ดินลึก ไม่ได้เป็นเพราะเราเป็นแม่มด แต่เพราะเราเป็นมนุษย์” ✨🌏





11 reviews
January 15, 2023
คนเขียนชวนเราละลายเส้นแบ่งระหว่างเดียรัจฉานและสัตว์ฉลาดที่เราเพียรขีด และลองคิดถึงมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลก - อย่างที่เราเป็นจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแมวน้ำที่เซลิช - นกน้ำที่ทุ่งน้ำนูนีนอย - หมาป่าหมายเลข 21 ที่เยลโลว์สโตน - ไลเคนบนไม้ใหญ่ในโลเคชั่นถ่ายละครช่องเจ็ด - ลีลาวดีที่โรงพยาบาล ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนตัวมากๆ และเปี่ยมข้อมูลด้วยเช่นกัน จึงแตะทั้งสมองและหัวใจ ชวนให้เราอยากลองกลับไปเชื่อมต่อกับธรรมชาติ

ระหว่างอ่านรู้สึกสงบและอิ่มเอิบ เหมือนการอยู่ใต้ดาวเต็มฟ้า การมองหมอกขาวบนดอย หรือการนั่งมองสวนจิ๋วที่ระเบียง เชื่อว่าทุกคนเคยมีสักจังหวะหนึ่งในชีวิตที่เคยรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

คิดว่าเล่มนี้จะทำงานกับหลายคน ทำให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกด้วยเนื้อตัว เหมือนเวลาที่คนเขียนขี่จักรยานผ่านสวนลุมฯ หรือเวลาเราซ้อนมอเตอร์ไซค์ผ่านสวนจตุจักร แล้วเย็นวูบผ่านผิว เพราะต้นไม้ช่วยลดอุณภูมิของเมืองให้ หรือเหมือนเวลาตัวเอกเชื่อมตัวเข้ากับสิ่งมีชีวิตในเรื่องอวตาร

ชอบที่คนเขียนเขียนชัดเจนว่าตัวเองก็ไม่ใช่ “ผู้รู้” แต่เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ ควรคุยกัน ควรชวนกันคิด แล้วถ้ารู้อะไรเพิ่มก็ค่อยมาคุยกันใหม่

เราชื่นชมคนเขียนมากที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาจากใจทั้งอย่างนั้น แต่ถึงจะบอกว่าไม่รู้อะไรมาก ทั้งลีลาการเขียน และความรู้เรื่องนิเวศที่ซึมลึกในตัวตนก็ปรากฏออกมาเรื่อยๆ ในทุกบทตอนอย่างเป็นธรรมชาติ เราไม่รู้จักเขามาก่อน แต่อ่านเท่านี้ก็รู้สึกว่าคนเขียนฉลาด น่านับถือ และเปลือยใจมาเขียนเล่มนี้จริงๆ

เข้าใจที่คุณก้องทรงกลด พูดไว้ตอนค่ายอ่านเถิดหนาเลยว่า แต่นักเขียนแต่ละคนมีหนังสือเล่มที่เป็นที่สุดของชีวิต
… และโฮโมกาญ่าเป็นเล่มนั้นของดร.อ้อย

“เมื่อเรารู้สึกถึงเช้าวันใหม่เสมือนเช้าวันแรกของชีวิต
นกร้องเสมือนเพลงนกเพลงแรกที่ได้ยิน
ธรรมชาติทุกอณูทุกมิติอัศจรรย์เสมอ”
คือสิ่งที่เขียนเอาไว้

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ เรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
Profile Image for Meiji.
7 reviews
May 17, 2023
ถ้าใครขอให้แนะนำหนังสือที่ชีวิตนี้ควรอ่าน จะแนะนำหนังสือเล่มนี้ ไม่รู้ว่าทำไม เป็นหนังสือที่ช่วงแรกเนิบ ๆ น่าเบื่อนิดนึง แต่อ่านไปอ่านมาร้องไปหลายยกเหมือนกัน (นสไม่ได้บิ้วเลย แค่รู้สึกเห็นด้วย + ประทับใจมาก ๆ ) เป็นหนังสือที่เรียกว่าจุดประกายได้มั้ยนะ เล่มนี้ทำให้รู้สึกว่า อยากลองทำอันนี้ อันนู้นด้วย อันนี้ด้วย อยากไปนั่งคุยกับต้นไม้ อยากไปนั่งคุยกับสัตว์ เริ่มจากแมวที่บ้านก็ได้ อยากไปปรับปรุงบ่อปลาแถวบ้าน บำบัดน้ำ ระหว่างอ่านมีเรื่องที่อยากทำเยอะไปหมด เป็นหนังสือที่ดึงให้อยู่กับตัวเอง ไม่ตัดสิน แค่ลองปล่อยใจทำตามที่คิด รู้สึกว่าตอนอ่านมีเวลาทบทวนช่วงที่ผ่านมาจริง ๆ (ความเป็นไปของโลก สิ่งที่เจอ) แนะนำ ที่สุดของ 2023 ที่สุดเท่าที่อ่านมาเลยมั้ง ไม่รู้ทำไม ปกติไม่ชอบเขียนรีวิวยาว ๆ แต่ชอบเล่มนี้มาก ๆๆ อ่านวันเดียวจบ
231 reviews3 followers
January 4, 2023
ขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะต่างๆจากหนังสือ
ให้เราคิดถึงภาพรวมของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ไม่เฉพาะตัวเรา หรือมนุษย์ชาติ ยังมีสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน มีสิทธิ์มีเสียงเหมือนกัน

ผมไม่เคยมีประสบการณ์ที่สัมผัสสิ่งต่างๆ แม้ว่าจะเคยผ่านการโอบกอดต้นไม้ การเดินป่า มาบ้าง แต่การดูสารคดีมากมาย การเรียนรู้ การปฏิบัติธรรม ก็ทำให้เห็นภาพที่ผู้เขียนต้องการสื่อออกมา

สำหรับผู้ที่ยังติดยึดอยู่กับตัวเรา มนุษย์ อาจจะอ่านแล้วยังไม่ซึมทราบ แต่ก็ขอให้ทบทวนได้อ่านบ่อยๆจะมีประโยชน์ต่อโลกนี้ต่อไป
Profile Image for Kubpam So.
88 reviews11 followers
April 1, 2023
ผมเติบโตมากับ ‘นักสืบสายน้ำ’ คู่มือศึกษาธรรมชาติของผู้เขียนตั้งแต่สมัยชั้นประถมศึกษา หนังสือเล่มนี้ทำให้ได้ทบทวนแก่นของการศึกษาธรรมชาติที่เคยฝึกฝนมา และขยายมุมมองให้กว้างขึ้นแบบผู้ใหญ่ — ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองที่มีต่อธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และแนะนำวิธีการสัมผัสธรรมชาติผ่านผัสสะพื้นฐานที่สำคัญ: ตาเห็น, หูได้ยิน, จมูกดมกลิ่น, ลิ้นลิ้มรส, กายสัมผัส, การเคลื่อนไหว และรวมทั้งหมดพร้อมกัน เพื่อเข้าร่วมเป็น ‘สมาชิกของสังคมโลกเคียงคู่ไปกับสรรพชีวิตอื่นๆ’
4 reviews
October 7, 2025
ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงจัดอยู่ในหมวดหนังสือวิทยาศาสตร์ ถ้าผู้เขียนต้องการจะสื่อว่าเซนส์ของตนเองนั้นน่าเชื่อถือกว่าการศึกษาตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมีการอ้างอิงถึงงานวิจัยที่ได้รับการโต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพออย่างงานวิจัยของ Gagliano et al. (2016) ประหนึ่งว่าเป็นงานวิจัยที่มีความน่าเชื่อ

และยังมีความย้อนแย้งในบางจุด เช่น อ้างถึงคำว่า "ควอนตัม" หลายครั้ง แต่กลับมีข้อความประมาณว่า "ฉันจะไม่อ้างถึงควอนตัมเพราะมันเข้าใจยาก" อยู่ในหนังสือเล่มเดียวกัน
1 review
April 10, 2024
น้องเป็นหนังสือที่ดีมากกกจริง ๆ ค่ะ สำหรับเรา ทั้งในเรื่องของมุมมองต่อธรรมชาติ และการสอดแทรกคำแนะนำหลายด้าน มีการกล่าวถึงรายการหรือหนังสือที่น่าสนใจ เหมือนถูกพาไปเปิดมุมมองใหม่ที่อาจลืมไปแล้วตามกาลเวลา เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่มากแต่สอดแทรกประเด็นที่ต้องการจะเอ่ยไปตรงจุดในทุกประเด็นเลยค่ะ
Profile Image for Biminator.
141 reviews9 followers
October 8, 2024
ว้าวว เป็นหนังสือที่เปิดมุมมองใหม่ใฟ้กับผมมากๆ จากคนที่คิดปค่ว่า การเดินป่า ชมนกชมไม้เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง และไกลตัว จากคนที่อยู่ในเมือง เมื่ออ่านจบทำให้ผมได้ไปเดินป่าไป connect กับธรรมชาติ และ wow มากๆ กับสิ่งที่ได้ไปเจอ
Profile Image for Suphanat Boonyiamyien.
62 reviews5 followers
February 20, 2023
ทางรอดของ the sixth extinction อยู่ในหนังสือเล่มนี้
Profile Image for Sugus Kanchanatraiphop.
23 reviews6 followers
July 24, 2023
หนังสือเล่มนี้ทำให้อยากพัฒนาตัวเองให้อยู่กับทุกสรรพสิ่งรอบตัวให้ดีขึ้น อยู่อย่างเห็นอกเห็นใจกัน และตระหนักอยู่เสมอว่า มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล
Profile Image for Nopadol Rompho.
Author 4 books390 followers
January 23, 2024
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกสงบและรักธรรมชาติ และอยากรักษาธรรมชาติให้ดีขึ้น ๆ ไปอีก ลองอ่านกันได้นะครับ
Displaying 1 - 19 of 19 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.