Jump to ratings and reviews
Rate this book

จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้

Rate this book
ขอตื่นหลับกับอ้อมกอดที่โอบเอื้อ สัมผัสอุ่นแห่งเลือดเนื้อ จะเชื่อมั่น จะอยู่ในอ้อมกอด อันเป็นนิรันดร์ เถิด, โอบรับทุกความฝัน...ทุกความจริง

ไม่ต้องรักกันก็ได้ ไม่ต้องโรแมนติกจนเกินไป ขอแค่เป็นอ้อมกอดที่ไม่ไปกดทับบาดแผลเก่า ไม่สร้างรอยฟกช้ำใหม่ หรือรัดแน่นเกินไปจนห้อเลือด กระทั่งกระดูกแหลกป่น แค่เป็นอ้อมกอดอย่างสามัญที่สุดก็พอ เป็นอ้อมกอดอย่างที่มนุษย์จะโอบกอดมนุษย์ด้วยกัน

170 pages, Paperback

Published January 1, 2022

1 person is currently reading
34 people want to read

About the author

Ratings & Reviews

What do you think?
Rate this book

Friends & Following

Create a free account to discover what your friends think of this book!

Community Reviews

5 stars
15 (46%)
4 stars
11 (34%)
3 stars
5 (15%)
2 stars
0 (0%)
1 star
1 (3%)
Displaying 1 - 9 of 9 reviews
Profile Image for Pawarut Jongsirirag.
705 reviews140 followers
December 9, 2022
การอ่านบทกวี สำหรับผมคือ การพักผ่อนทางภาษา เเต่หน่วงหนักทางอารมณ์

เล่มนี้คงไม่ต้องพีอาร์อะไรมากเเล้ว นอกจากกวีซีไรต์ปี 2022

เนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดออกมา คือ หมุดหมายของผู้คนเเละสังคมในยุคสมัยนี้ ที่หันซ้ายมองขวาก็ดูจะพบเเต่ทางตัน ความท้อเเท้สิ้นหวัง หวังขอเพียงใครซักคนมาโอบกอดเรา ตบบ่า มองตา เเล้วบอกเราว่า เเม้วันนี้จะร้องไห้ เเต่พรุ่งนี้จะต้องเป็นวันที่ดีอย่างเเน่นอน

เเม้เนื้อหาจะค่อนข้างหนัก เเต่ภาษาที่ใช้กลับเรียบง่ายทั่วไป จนบางครั้งก็คิดว่า อาจไม่ต้องใช้ภาษาที่สูงส่งอ่านยากอะไรมากนักในการบรรยายอารมณ์ของผู้คนทุกวันนี้

ผลที่ออกมาเลยเป็นบทกวีที่เข้าถึงง่าย เปรียบได้กับชื่อเล่ม เป็นบทกวีที่โอบกอดเราผู้อ่านเอาไว้

อาจไม่ใช่อ้อมกอดที่หนักเเน่นนักเเต่ก็เพียงพอให้เราผ่านวันนี้ไปได้เเล้วละครับ
Profile Image for RainyDoLL ☔️.
68 reviews6 followers
January 6, 2023
เป็นบทกวีที่สะท้อนภาพชัดยิ่งกว่าเงาในกระจกเสียอีก

Profile Image for Tatchie.
16 reviews15 followers
December 19, 2022
กวีนิพนธ์ที่บันทึกและสะท้อนภาพของยุคสมัยได้ดี
เนื้อหาแบ่งเป็นสี่ภาค

ภาค 1 : pandemic
ทำให้ย้อนนึกถึงข่าวช่วงกักตัว ผู้คนล้มตาย นโยบายห่วย ความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นที่คนรวยแค่เบื่อจะตาย แต่คนจนตายจริงๆ ไวรัสหรือรัฐที่สร้างความฉิบหายกว่ากัน

ภาค 2 : romanticize
แซะสังคมไทยที่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่นำปัญหามา romanticize เช่นความยากจนอบอุ่นหัวใจ ความพิการสู้ชีวิต เด็กด้อยโอกาสออก talent show แลกรางวัล

ภาค 3 : จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้
มีลักษณะทวิลักษณ์ ความหวัง-สิ้นหวัง การมองเห็น-การถูกมองข้าม ความโดดเดี่ยว-การมีคนรับฟัง

ภาค 4 : ไปสู่อ้อมกอดอันเป็นนิรันดร์
ค่อนข้าง abstract มีเรื่องของการเดินทาง-การกลับบ้าน หรือกลับเข้าไปในใจ ภาคนี้ scene ไม่ค่อยชัดเท่าภาคอื่น

ถือเป็นวรรณกรรมไทยที่สะท้อน sentiments ยุคต้น 2020s ได้ดี หวังว่าการได้ซีไรต์จะทำให้มีคนอ่านมากขึ้น ดีที่ได้เห็นกวีไทยที่อยู่นอกขนบสายลม แสงแดด อวยเจ้า รักชาติ พุทธศาสนา หรือชมความงามผญ
Profile Image for Pas Pasiri.
2 reviews
October 24, 2025
เราจะอยู่อย่างนี้จริงจริงหรือ
บอดบื้อบ้าใบ้ไม่รู้เห็น
ไม่อาทรร้อนใจใครตายเป็น
ไม่อาลัยใครลำเค็ญกับอาธรรม

เป็นเล่มที่แฝงไปด้วยจุดให้เราสะท้อนความเป็นมา จุดยืน ทั้งของตัวเองและสังคม
ถ้าให้จิตนาการเป็นภาพ บรรยากาศของหนังสือเล่มนี้คงเป็นวันฝนตกพร่ำ ฟ้าโศกเศร้าสีเทา ผู้อ่านเป็นคนกางร่มเดินไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน รู้แค่ว่าต้องเดินต่อไป ในขณะที่เดินได้พบเห็นเรื่องราวของผู้คนข้างทาง อีกทั้งเห็นแอ่งน้ำเล็ก ๆ ให้ชะโงกดูเงาตนเอง ทำให้ตระหนักถึงบางอย่าง เป็นบรรยากาศที่สัมผัสได้ทั่วไปในทุก ๆ วันหากเราเลือกที่จะเดินเช่นนั้นดู ความรู้สึกหนักอึ้ง แต่ไม่ได้เข้าใจยากหากคุณเลือกที่จะลอง
This entire review has been hidden because of spoilers.
Profile Image for moomooread.
172 reviews33 followers
March 10, 2025
เป็นกวีนิพนธ์เสียดสีและจิกกัดสังคมแบบตรงไปตรงมา เปรียบเทียบชัดเจน เข้าใจง่าย ชอบที่ประเด็นในเล่มค่อนข้างหลากหลายทั้งเรื่องโควิด การแบ่งชนชั้นทางสังคม-เศรษฐกิจ ประเด็นการ romanticize ชนบทของคนเมือง รวมไปถึงความเปราะบางของคนในปัจจุบันที่ก้าวแทบจะไม่ทันความเร็วของโลกใบนี้

ตอนอ่านตอนแรกเราค่อนข้างเฉยๆ เพราะไม่ได้ชอบกวีนิพนธ์ที่ใช้ภาษาตรงไปตรงมาเกินไป (ส่วนตัวชอบ aliteration เยอะๆ ภาษาเวิ่นเว้อ อ่านแล้วงงๆ) แต่พออ่านไปสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าบางทีการตรงไปตรงมานี่แหละดีแล้ว เพราะมันช่วยขับเน้นให้เราเข้าใจ theme ที่ผู้แต่งอยากจะสื่อมากขึ้น ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่านี่แหละ แบบนี้แหละเหมาะกับการใช้เสียดสีประเด็นความไม่เท่าเทียมมากๆๆๆๆ จะมาเอาคำประหลาดมหัศจรรย์อะไรจากคนธรรมดาที่แค่เปล่งเสียงออกไปยังไม่มีใครได้ยิน

เพราะเป็นภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เลยทำให้แต่ละวรรค แต่ละบท แต่ละตอนเหมือนได้ยินเสียงตะโกนของความเจ็บปวดเจ็บและเจ็บใจออกมาจริงๆ

ถ้าใครกลัวว่างานกวีนิพนธ์จะอ่านยากไหม รู้เรื่องรึเปล่า เล่มนี้คือหลักฐานว่าอ่านไม่ยาก แต่ impact ที่ได้นั้นมากกว่าที่คิด

ขอยกตัวอย่างที่เราชอบจากบท "มิได้อุทรณ์"
"อากาศเอย เป็นของฉันเพียงชั้นล่าง
เขาแบ่งสรรที่ทางต่างปฏิบัติ
โอโซน แบ่งโซนอย่างแจ่มชัด
ทุกตารางเขารังวัดไว้ให้แล้ว

ไร้ฐานะศักดินามาฝั่งนี้
ไม่มีสี เส้น สายไปท้ายแถว
ลูกตามีหลานยายมาอย่าล้ำแนว
เป็นกรวดทรายอย่าเกลือกแก้วให้กลืนกลาย

ไร้สัญชาติมิอาจดำรงทะนงศักดิ์
อัตลักษณ์ถูกเบียดขับระสำระสาย
เพศวิถีไม่ชัดเจนจงเจียมอาย
แดนตายคือชายขอบของจักรวาล
.
.
.
มิเป็นไรถ้าฟ้าจะกีดกั้น
มิเป็นไรถ้าตะวันมิยักสน
มิว่าดอกถ้าแผ่นดินรับสินบน
และอากาศยังแบ่งชนให้เชยชิด

มิได้อุทธรณ์วอนขอขยับขั้น
มิได้ขอแบ่งปันอภิสิทธิ์
มิฟูมฟายตะกายเกลือกมิเลือกทิศ
เพียงสักนิดเรียกขานตน 'คน' เหมือนกัน
Profile Image for Tony.
126 reviews
March 19, 2023
บทกวี สะท้อนสะเทือนสังคมปัจจุบัน ในยุคโรคระบาดทั้งเชื้อโรค และยุคโรคระบาดตัวกู ของกู ผ่านช่องทางสื่อแสดงหลากหลาย รบมถึงสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ชนชั้น แบ่งแยกผู้ชนะ ผู้แพ้ในสังคม

นานแล้วไม่ได้อ่านบทกวีที่ทั้งมีเชิงชั้นวรรณศิลป์ และ กระตุกการสะท้อนสังคม ได้กระทบใจยิ่ง

คู่ควรรางวัลซีไรท์
Profile Image for ปลาเน่า.
19 reviews5 followers
Read
December 4, 2023
ชอบ "ขอให้บ้านได้โอบกอดลูกเอาไว้"
92 reviews2 followers
July 6, 2025
"อ่านจบแล้วเบาใจ ว่ากวีฤแล้ง ณ แหล่งสยาม" - ฉัน

เข้าฤดูประกาศผลงานซีไรต์ จึงเป็นโอกาสให้ได้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ไม่ข้องแก่รีวิวนักแต่เล่มนี้เป็นเล่มที่ได้มาด้วยยากลำบาก เพราะเมื่องานหนังสือตอนต้นปีที่เดินทางไปศูนย์สิริกิติ์เพื่อตามหาหนังสือเล่มนี้ ก็ถูก "โลกโอบกอดไว้" เข้าอย่างจัง คือเกิดเหตุแผ่นดินไหว ตอนกำลังหาหนังสือเล่มนี��นี่แหละ ไม่ทันได้ซื้อจึงต้องรีบเผ่นออกมาก่อน ภายหลังก่อนงานหนังสือหมด จึงกลับไปหามาได้จนสำเร็จ

ไม่เคยได้ยินชื่อคุณปาลิตา��ลย แต่จำคุณเขาได้จากงานรางวัลอุชเชนี ความเดิมคือเห็นประกาศประกวดก็มักมากในเงินรางวัล จึงไปไล่อ่านบทกวีที่เคยชนะ เผื่อจะใช้ศึกษาเป็นแนวทาง พบงานที่ชื่อ "จนกว่าชีวิตจะนิทรา" ไล่อ่านจนจบบท อ่านจบแล้วล้มเลิกความหวังจะแต่งกลอนแข่งในตอนนั้น เพราะรู้ได้ทันทีว่าตนมือไม่ถึง ต้องไปฝึกกรำอย่างสาหัสทีเดียว

กว่าจะพูดถึงเล่มนี้จริงๆ กินพื้นที่ไปแล้ว 2 ย่อหน้า ต่อจากนี้จะเริ่มเป็นกันเองมากขึ้นเรื่อยๆ

เวลาพูดถึงกวีนิพนธ์นี่ หายากมากที่จะมีเล่มไหนที่รู้สึกว่า ดีทุกบทได้ ต่อให้เป็นเล่มซีไรต์ปีก่อนๆ ก็มีจะมีบททอง หรือวรรคทอง ที่ชูเด่นออกมา คือมีน้อยแหละ แต่เล่มเนี้ย ตั้งแต่บทแรกยันบทสุดท้าย เป็นเลิศ หมด อาจจะพูดแบบ impartial หน่อยคือ มันโดนเส้นเรา ทุกบท (paradoxically impartial 55555)

ทางด้านเนื้อหาก่อน ตั้งแต่บทแรก "บางบทสนทนาในมหานคร" ที่พูดถึงเรื่องสองแม่ลูกที่ใช้ชีวิตกลางสมรภูมิโควิด แต่พอไม่ขัดสนนักจึงบ่นว่าแบบ น่าเบื่อจัง เออ แต่ได้พักบ้างก็ดีนะ ตอนอ่านคือ พี่เอาเลยหรอคะ ตั้งแต่บทแรกเลยเนาะ 55555 คือเปิดมาด้วยการทุบ แต่เผื่อคนอ่านจะไม่เก็ตว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นปัญหายังไง คุณปาลิตานี่ก็จะส่งกลอนเฉลยตามมาติดๆ เพื่อมา contrast ชีวิตของคนในอีกโลกหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีอันจะกินเท่า และรูปแบบการ "ทุบ" ของคุณปาลิตาในงานเล่มนี้ก็จะเป็นแบบนี้แหละ คือเขียนพูดให้ฟังก่อนในทำนองว่ามันต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างกับการทำ/คิดแบบนี้ แต่ แต่ แต่คนทั่วไปที่ไม่ค่อยฉุกคิดหรือไม่สนใจนัก ก็จะมองไม่ออกหรือมองไม่เห็นอีกด้านนึง คุณปาลิตาก็จะเขียนกลอนตามมา :
"ชีวิตคนยากจนนี่สมถะดีจัง ตายายอดมื้อกินมื้อ เด็กไปหางานทำสู้ชีวิต/ ลองมาใช้ชีวิตแบบนี้ดูมั้ยล่ะที่รัก"
"รายการวาไรตี้ประกวดพรสวรรค์ของหนูๆ ไม่มีทุนการศึกษา / สปอนเซอร์อินฟลูเข้า พร้อมอุปถัมภ์ น้องได้ทุน พี่โกยยอดไลก์ วิน-วิน / รัฐไปไหนเอ่ย"
อะไรประมาณนี้ ถึงได้ว่ามันเข้าเส้นพราะคนในยุคนี้ก็ (or so I thought) ตาสว่างมากขึ้นแล้วว่า เราอยู่ในสังคมที่ปากกัดตีนถีบกันเองขนาดไหน แล้วก็ยังจะมีควายที่ชอบที่จะ romanticize เรื่อง ห ห จนน่าสำรอกอยู่

ในชั้นหลังเอง หลังจากนักอ่านกับผู้เขียนร่วมกันทุบสังคมด้วยกันจนหนำใจ ก็เป็นเซสชั่นลูบหลัง 555555 จังหวะหนังสือเล่มนี้มันคล้ายกับหนัง EEAAO อะ หัวเราะร่าน้ำตาริน เพราะถ้าคุณอินในพาร์ตแรก พาร์ตหลังที่เขาถามเราว่าเหนื่อยมั้ย ยังอยากสู้อยากฝันอยู่มั้ย คือน้ำตาแตกเลยนะ เพราะเรารู้แล้วว่า เออ คนที่เขาเขียนสิ่งนี้ ที่เขาคุยกับเราอยู่ เขาเข้าใจเรานะ มองเห็นว่าสังคมมันระยำทรามขนาดไหน ผ่านมาเหมือนกัน รู้สึกเหมือนกัน ดังนี้ จึงต้องชื่นชมว่าการลำดับเนื้อหาในหนังสือคือ โฮะ เลือกมาเก่งมาก แอบรู้สึกเหมือนวางบทกวีตามพล็อตนิยาย แบบ เป็นสามเหลี่ยมฟรายทาก (เขาอาจจะอ่านกันว่าเฟรย์ทาก เอนีเวย์) หรืออย่างน้อยมันก็สร้างอารมณ์กระทบใจเราได้แบบนั้น

เรื่องลีลาการเขียนทั้งจินตนภาพการเล่นคำคือ ก็สมมงซีไรต์ จริงๆ ต้องโควตมาเนาะ ให้เห็นภาพ ขอเลือกบท "จนกว่าชีวิตจะนิทรา" ที่กล่าวไปข้างต้นละกัน เพราะมันไม่ได้ collection exclusive ถือว่าไม่สปอยล์

"เปลเก่า... ยังโยนไกวไปช้าช้า
กล่อมนิทราชีวิตใหม่ในอู่อุ่น
โยนหน้า - โยนหลัง อย่างสมดุล
การุณย์ร่างนั้นทั่วสรรพางค์

ผ้าผวยผืนใหม่ห่มให้เจ้า
แม่ร้องเพลงเบาเบาอยู่ข้างข้าง
เป็นเพลงโปรดประโลมใจไปพลางพลาง
มีรักวางในอู่นอน เจ้าผ่อนพัก"

คือแค่สองบทแต่ทำยูทูป discuss ได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว (เว่อร์)
บทนี้คุณอ่านเร็วไม่ได้เลยนะ และถึงคุณจะรีบ การซ้ำคำกับการใช้คำที่มีตัวสะกด มันจะชะลอการอ่านคุณเอง ให้ฟีลเบาๆ ช้าๆ และถ้าคุณจะรู้สึก การสรรคำ การลงจังหวะ มันคือฟีลไกวเปลอะ ('ช้าช้า -ข้างข้าง - พลางพลาง' ฯลฯ) ผู้เขียนชีสร้าง sensation ของจังหวะเนิบช้าแบบแม่เห่ลูกนอนมาอยู่ในบทกวีได้ แบบ ตอนอ่านตอนแรกคือช็อกว่า เชี่**** ทำได้ไงวะ แล้วมันไม่ได้มีดีแค่จังหวะ หรือรูปแบบ แม้แต่เนื้อหาเองก็ไม่ธรรมดา metaphor เปลที่เซตอัพแต่ต้นบทก็จะวนกลับมาอีก ในรูปแบบที่ อมกกกกกกก แต่จะเฉลยเกินไป ให้ไปหาอ่านเอาเอง เรื่องวรรณศิลป์ในรูปแบบอื่นก็ต้องยกบทอื่นมาอีก ที่ไม่พอ นั่นแหละ การันทูการันตี ไปหาอ่านเอาต่อจริงๆ

เราอะชอบอ่านกวีนิพนธ์มาก แต่หาอ่านของไทยที่ถูกใจ หายากฉิบหาย ไปกว้านซื้อมา พบพอจะมีที่ถูกใจก็ไม่กี่บท ที่มีเนื้อก็ไม่งาม ไอ้ที่งามก็ไม่ค่อยจะมีเนื้อ 5555555 เล่มเนี้ยตอบโจทย์สุดแล้ว อวยสามวันเจ็ดวันไม่หมดไม่สิ้น ขอขอบคุณคุณปาลิตาที่สร้างสรรค์สิ่งนี้ขึ้นมา และจะขอบคุณใครก็ตามที่แวะมาเจอรีวิวที่ไปซื้ออ่านเหมือนกัน
Profile Image for MonoNoAware.
267 reviews37 followers
November 29, 2024

เธอยิ้มแล้วใช่ไหม, ใช่... เธอยิ้ม

คงหัวใจเต็มอิ่ม เต็มที่ว่าง

ความทรงจำแออัด ค่อยจัดวาง

เพื่อหัวใจอ้างว้างไม่วังเวง



ค่อยทบทวนนาทีที่พ้นไป

ไม่เฆี่ยนตีหัวใจ ไม่เร้าเร่ง

ทุกสิ่งมีฤดูกาลของมันเอง

ครื้นเครง - คับแค้น แสนสามัญ



[P.164]
Displaying 1 - 9 of 9 reviews

Can't find what you're looking for?

Get help and learn more about the design.